วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

Kingdom Guardian : Family and begin build the kingdom 1


 

Kingdom Guardian : Family and begin build the kingdom 1



















...ความ รักคือสิ่งสวยงามและความสุขที่แสนอบอุ่น...พลังอันสูงทรงของผู้ที่รู้คุณค่า และเข้าใจมันดี...แล้วสำหรับฉันคนนี้...จะมีผู้ใด...มารักฉันและให้ฉันคนนี้ รักบ้างนะ?...


...อโพซุลุส...หรือชาวการ์เดียน...


...บุตรหลานผู้สืบเชื้อสายของพระผู้เป็นเจ้า...


...ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์และจงรักภัคดีของพระเจ้า...


...สิ่งมีชีวิต ที่วิญญาณเป็นเทพเจ้า สายเลือดเป็นของเทพเทวา ปีศาจและสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ...


...หากแต่ดวงใจของพวกเขานั้น เป็นของมนุษย์...


...เกิดมามีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ ... รวมถึงความรู้สึกนึกคิดที่เหมือนมนุษย์...


...ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าใจทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง...ว่าไม่ว่าเผ่าพันธุ์ใด...ในบางเวลา...มิได้มีความแตกต่างกันเลยสักนิด...


...ทุกข์เผ่าพันธุ์ ล้วนมีความฝัน ความรู้สึก...และ...มีความรัก...










++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++











รัตติกาลที่ 1 : กำเนิดมังกรรุ่นใหม่








...โครม!!!ตูม!!!!...











“อ่อนหัด”





เสียง โครมครามและเสียงระเบิดดังขึ้นจนบ้านหลังเล็กๆหรือกระท่อมขนาดย่อมสั่น สะเทือน ทำให้สมาชิกนับ 10 จนเกือบร้อยคนของบ้านพากันวิ่งออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะทันได้ยินประโยคที่แสนจะเย็นชาจาก ...กาเบลีย... เด็กหนุ่มผมสีรัตติกาลยาวที่มีผ้าก็อตปิดตาข้างขวาไว้ยืนถือดาบอยู่ โดย ที่บนพื้นหญ้าตรงหน้าเด็กหนุ่มมีร่างของเด็กหนุ่มอีกคนที่มีผมสีรัตติกาลยาว เช่นเดียวกับเขาแต่เด็กหนุ่มคนนี้ มัดรวบเป็นหางม้า...คันดะ ยู... กำลังนั่งหอบหายใจเลือดกลบปากอยู่บนพื้นหญ้า


“ให้ตายเถอะ นี่พวกนายสู้กันอีกแล้วหรือ?”

เช็คเกอร์เฟสชายหนุ่มผมสีทองที่ดูอายุมากที่สุดพูดอย่างเซ็งๆ โดยที่ในอ้อมกอดมีร่างของเด็กทารกตัวน้อยอยู่


“มันท้าฉันเอง” กาเบลียพูดเสียงเรียบสั้นๆพลางใช้ดาบที่ถืออยู่ในมือชี้หน้าคันดะที่ใช้ดาบพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นมายืนอย่างยากลำบาก


“อึก...ตราบ ใดที่แกกับฉันยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ...การต่อสู้ของเราก็ยังไม่จบ” คันดะตั้งท่าเตรียมสู้อีกครั้งด้วยความยากลำบาก โดยที่ทั่วทั้งตัวมีแต่บาดแผลที่บ่งบอกว่า อีกฝ่ายไม่ได้อ้อมมือให้เขาเลยแม้แต่น้อย...แต่อาจอ้อมมือให้ก็เป็นได้... เพราะถ้าไม่อ้อมมือ...เขาคงตายไปแล้ว...


“หึ...ตาม ที่แกต้องการ” กาเบลียแสยะยิ้มพลางตั้งท่าเตรียมพร้อมสู้กับอีกฝ่ายจนพี่น้องคนอื่นๆที่พา กันมายืนดูทั้งสองคนสู้กันเป็นรอบที่ล้านได้แล้วมั้งพากันถอนหายใจอย่างปลงๆ เพราะตั้งแต่ทั้งสองคนนี้อยู่ใต้ชายคาเดียวกันมา ไม่เคยมีเดือนไหน สัปดาห์ไหน หรือวันไหนที่ทั้งคู่ไม่สู้กันเพื่อวัดฝีมือ...แต่อันที่จริง มีเพียงแค่คันดะเท่านั้น ที่อยากจะสู้วัดฝีมือกับ กาเบลีย ในขณะที่เด็กหนุ่มนัยน์ตาสีฟ้านั้น ไม่ค่อยชอบสู้กับคนในคอรบครัวสักเท่าไร หรือก็คือ เขาค่อนข้างเป็นคนรักสงบ...แต่พอมีคนมาท้าแล้ว...ด้วยความที่มีสายเลือดนัก สู้ไหลเวียนอยู่ในร่างถึง 100% มีหรือ ที่เขาคนนี้จะปฏิเสธน่ะ...


“เฮ้ยๆๆๆ นี่พวกนาย พวกฉันเพิ่งซ้อมรอยรั่วบนหลังคาเสร็จนะเฟ้ย ขืน พวกนายสู้กัน พวกฉันก็ต้องซ้อมรอยร้าวบนกำแพงด้วยสิฟะ เผลอๆจะได้ซ้อมทั้งบ้านด้วยซ้ำ...เพราะฉะนั้น อย่าสู้กันเชียวนะเฟ้ย เดี๋ยวบ้านมันพัง!!!ไอ้บ้านหลังนี้ที่พวกเราอยู่และเหลืออยู่มันยิ่งเปราะบางอยู่นะเฟ้ย!!!!!!!!!!” ฟรานซิสโก้ เด็กหนุ่มผมดำแซมเขียวกับทองนิดๆที่เพิ่งจะซ้อมบ้านเสร็จได้ไม่ถึงวันตะโกน บ่นใส่เด็กหนุ่มทั้งสองที่กำลังจะสู้กันโดยมีเหล่าพี่น้องที่ต้องรับงานซ่อม บ้านไปทำคอยพยักหน้าเป็นลูกคู่อย่างเห็นด้วย





“เสือก!!” X2





“...ขอโทษ คร้าบบบบบบบบ~ T^T”


ด้วย เสียงอันเย็นยะเยือกบวกกับรังสีอำมหิตที่ทั้งสองหนุ่มร่วมด้วยช่วยกันส่งมา ทำให้เหล่าพี่น้องที่ต้องรับหน้าที่ซ่อมบ้านกลัวจนขนลุกขนตั้ง พากันถอยหลังไปตั้งหลักอย่างช่วยไม่ได้...


...ก็ใครจะไปกล้าต่อกรกับทั้งสองคนนี้กันเล่า...


...หน้ากลัวยิ่งกว่าเพรชฆาตเสียอีก T^T~ ...








ซ่า!!!~โครม!!!!!!~








...แต่ท่าทางจะมีอยู่คนนึงแหะ =_=^^...


น้ำ เย็นๆ สาดเข้าให้ที่ร่างของเด็กหนุ่มทั้งสองและเหมือนจะจงใจเล็งที่หัวเสีย ด้วย...ทำให้ถังน้ำนั้น ครอบลงไปบนหัวดำๆของเด็กหนุ่มทั้งสองคนพอดี


สมาชิกทุกๆคนในบ้านรวมถึงเด็กหนุ่มทั้งสองที่นำถังน้ำออกจากหัว หันมามองบุคคลผู้กล้าของบ้านที่กล้าหยุดตัวเพรชฆาตทั้งสองของบ้าน


“อย่า ทะเลาะกันสิฮะ ป๊ะป๋า พี่ยู พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะครับ” ซูซาน เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลยาว นัยน์ตาสีน้ำตาลราวกับอัญมณี วัย 13 ปี สมาชิกที่อายุน้อยที่สุดของบ้านพูดขึ้นซึ่งเขาก็คือคนที่กล้าขว้างถังน้ำใส่ ตัวอันตรายทั้งสองนั้นเอง











ชิ้ง~








...ความเงียบ เข้าปกคลุมบริเวณโดยรอบ...สายตาเย็นชาทั้งสองถูกส่งไปให้น้องเล็กของบ้านที่จ้องตอบกลับมาด้วยแววตาใสซื่อ...


“เฮ้อ~” ทั้งสองคนถอนหายใจพร้อมกันก่อนจะเก็บดาบเข้าไปในร่างกายของตน (?) อย่างเซ็งๆแต่ก็ยังมิวายจ้องตากันด้วยสายตาคมกริบกะให้ดวงตาคมๆของตนนั้นฆ่า อีกฝ่าย


“อย่า เปลี่ยนมาเล่นจ้องตากันได้ไม...รังสีทมิฬของพวกนายทำเอาพวกฉันจะอ้วกอยู่ แล้วนะ อีกอย่าง ต่อให้ตาพวกนายคมแค่ไหน จ้องกันไปอีกฝ่ายมันก็ไม่ตายหรอก มีแต่จะท้องนั้นแหละ” เสียงกวนๆดังมาจากเด็กหนุ่มผมสีแดงเข้ม คล้ายเปลวเพลิงผสมเลือดนก นัยน์ตาสีทอง ...  ราฟาเอล ดรากูล...ทำให้นักดาบทั้งสองหันมามองด้วยสายตาคมกริบดั้งมีดเฉือนเนื้อ


“เฮ้ย!!อย่าหันมามองราฟสิ เดี๋ยวราฟท้องขึ้นมาพวกนายจะรับผิดชอบไม!” เสียงกวนๆอีกเสียงดังมาจากเด็กหนุ่มผมสีนิลที่มีบางกระจุกของเส้นผมเป็น น้ำตาลสลับสีขาวไปมาจนหัวของชายหนุ่มนั้นมีสีผมถึง 3 สีด้วยกัน...โจ๊กเกอร์... พลางทำท่าทำทางกังวลด้วยใบหน้ากวนๆจนเส้นเลือดบนขมับของสองหนุ่มนักดาบถึง กับปูดขึ้นมาแทบจะแตก


“คน นะไม่ใช่ปลากัด” เสียงพึมพำเบาๆ...แต่ดังให้คนทั้งบ้านได้ยิน...ดังมาจากเด็กหนุ่มผมสีดำแซมเทาซึ่งสีมันดูคล้ายลวงข้าวยังไงพิกล สวมแว่นตาทรงเหลี่ยม...บาร์โทโลมิว...เข้ามาผสมลงโลง(?)กับพี่น้องพ้อง เพื่อนอีกสองคนและสิ่งที่ทั้งสามคนนั้นได้รับตอบแทนกลับมาก็คือ...





“พวกแกตาย!!!!!!!!”








คัน ดะกับกาเบลียพูดขึ้นพร้อมกันก่อนการไล่ฆ่าอย่างสนุกสนานของนักดาบหนุ่มทั้ง สองที่เกิดความสามัคคีกันขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์(?)จะเริ่มต้นขึ้น ในขณะที่พี่น้องคนอื่นๆต่างพากันนั่งมอง ยืนมองอย่างเซ็งๆ


“เฮ้อ~ ยังสนุกกันเหมือนเดิมเลย เนอะ แคส” เช็คเกอร์เฟสพูดยิ้มๆขณะหยอกล้อกับทารกน้อยในอ้อมแขน


“ผม สนุกไม่ออกฮะ” ซูซานพูดก่อนจะทรุดตัวนั่งลงกับพื้นหญ้า เช่นเดียวกับพี่น้องคนอื้นๆที่พากันนั่งลงบนพื้นหญ้าเช่นเดียวกับเขาก่อนที่ เขาจะแอบมองเช็คเกอร์เฟสหรือที่คนในครอบครัวเรียกกันสั้นๆว่าแช็คที่กำลังเล่น กับลูกน้อยวัย 1 ปีอย่างมีความสุข


...ถึงแม้พวกเราจะสูญเสียไปมาก...แต่พวกเราก็ไม่มีวันยอมแพ้...ในทางกลับกัน พวกเราจะก้าวเดินต่อไปและสร้างความสุขขึ้นมาใหม่...


ร่างบางนั่งคิดไปพลางนั่งมองพี่ๆวิ่งไล่ฆ่ากันไปพลางโดยที่ตัวเขาหมดแรงที่จะลุกไปห้ามแล้ว...


“ไม่ ต้องเครียดหรอกนะซูซาน พวกนั้นก็แค่เล่นๆกันเท่านั้นเอง ถึงมันจะแรงไปหน่อยก็เถอะ” สกาย เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มจนดำ นัยน์ตาสีน้ำตาลทอง พูดขึ้นจากทางด้านหลังของเขาทำให้ซูซานหันไปมองพลางยิ้มกับรอยยิ้มอันอ่อนโยน และอบอุ่นที่เด็กหนุ่มส่งมาให้


“ป๊ะป๋าสกายอ่านอะไรอยู่หรอฮะ?” ร่างเล็กถามพลางคลานเข้าไปหาเด็กหนุ่มที่อายุมากกว่าเขาหลายสิบปีหรืออาจร้อยปีด้วยซ้ำ


“อ้อ ประวัติ ศาสตร์กับอักษรศาสตร์น่ะ เห็นน้าแคลร์เขาเผลอเขียนรวมกันแล้วกะจะเอาไปทิ้งน่ะ ฉันเลยขอเก็บไว้เพราะเนื้อหาด้านในนั้นเป็นเรื่องจริงและเป็นองค์ความรู้ ทั้งนั้น” สกายตอบพร้อมกับรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กหนุ่ม


“งั้น หรอฮะ งั้นผมขออ่านด้วยนะฮะ” ซูซานตาเป็นประกายเมื่อเจอกับหนังสือน่าสนใจ แถมถ้าเขาไม่ค้นคว้าหาความรู้เข้าไปเพิ่ม แล้วแม่เอ็มเบอร์มาทดสอบพวกเขาอีกแล้วเขาได้คะแนนไม่น่าพิสมัยล่ะ ก็...เตรียมตัวโดนลงโทษมหาโหดได้เลย


“ได้ สิ” สกายตอบก่อนจะจับเด็กชายที่ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วน่าจะอายุ 10 ปี ขึ้นมานั่งบนตักแล้วเปิดหนังสือให้เด็กน้อยอ่านเหมือนคุณพ่อเปิดหนังสือ นิทานหรือหนังสือภาพให้ลูกน้อยอ่านดู


...ชีวิต ของครอบครัวนี้ช่างสงบสุข...ถึงแม้จะมีกระท่อมหลังย่อมๆเป็นบ้าน...มีสมาชิก ในครอบครัวจำนวน 64 คน...ทำงานหาเช้ากินค่ำเหมือนคนปกติทั่วๆไป...มีฟาร์มและไร่เล็กๆเป็นของตน เอง...แต่ต่างกันตรงที่พวกเขาไม่ใช่มนุษย์...บ้านก็หลังนิดเดียว สมาชิกในบ้านก็เยอะ...จนก็จน...แต่อย่างน้อย...


...พวกเขาก็มีครอบครัว...มีบ้าน...มีอาหารให้กินอิ่มทุกมื้อ...อยู่อย่างมีความสุข...และหวังจะให้มันอยู่เช่นนี้ตลอดไป...แต่ว่า...


...ใครๆก็รู้...ว่าถ้ามีสุข...ย่อมมีทุกข์...


“นี่ๆ ถ้าพวกนายยังไม่เลิกวิ่งไล่จับกันล่ะก็ ระวังแม่เอ็มเบอร์กับพ่อวิลจะออกมาลงโทษพวกนายนะ”แช็ค พูดยิ้มๆพลางเล่นกับแคส หรือ คัสเทล น้อยในอ้อมกอด


“ใช้ ตาส่วนไหนมองมิทราบ ว่าเจ้าพวกนี้มันวิ่งไล่จับกันน่ะ...เห็นเอาดาบไล่ฟันกันแทบตาย...นี่ถ้า ฝ่ายที่หนีโดนจับได้ ไม่ตายคามือกับคมดาบของพวกที่วิ่งไล่จับเลยรึ =_=^^” ...เสียง ในใจของสมาชิกในบ้านกว่าครึ่งคิดอย่างหน่ายๆกับหนุ่มหัวทองที่ต้องเป็นพ่อ ม่ายเมื่อสูญเสียภรรยากับลูกสาวสุดที่รักไปอย่างน่าสงสาร...แต่ในตอนนี้กลาย เป็นคุณพ่อลูกติดไปแล้ว...ส่วนลูกของเขานั้น...ไม่ได้เกิดมาจากหญิงอื่นใด หรือมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า...แต่ลูกของเขาในตอนนี้...เกิดมาจาก...พิธีชุบชีวิตมนุษย์...


จาก คำพูดของแช็ค ทำให้บรรดาเด็กหนุ่มที่กำลังวิ่งเล่นไล่จับ(ฆ่า)กันอยู่นั้น หยุดชะงักด้วยอาการขนลุกตั้งชันเมื่อนึกถึงใบหน้าของสาวใหญ่ผมสีแดงเพลิงผสม เลือดนกกับชายหนุ่มผมสีน้ำตาลทองที่มีผมกระจุกหนึ่งเป็นสีแดง





...สองบุคคลอันตราย...อย่าได้สร้างเรื่อง มิเช่นนั้น...เตรียมตัวทรมานกับ-beeb-...ได้เลย...





ทั้ง 5 คนคิดในใจก่อนจะมองสบตากันซึ่ง 2 ใน 5 นั้นได้ฝากข้อความผ่านทางสายตาไปว่า





...ฝากไว้ก่อนเถอะพวกแก!!...


...ไม่รับฝากว่ะ/เว้ย/เฟ้ย...





ซึ่งสามคนที่เหลือก็สบตากลับพร้อมกับข้อความทิ้งท้ายก่อนที่สองหนุ่มนักดาบจะเชิดหน้าอย่างสง่างาม(?)เดินหนีสามหนุ่มสุดกวนประจำบ้านไป


“เฮ้อ~ ช่วงเวลาอันสงบสุข” แช็คเปรยออกมาด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวนั้นสุขีกับชีวิตแบบนี้มากเพียงไรราวกับคนแก่อายุมาก...


“ใช่สุข...สุขมากเลยล่ะ...จะตายวันไหนก็ไม่รู้ สุขมาก =_=^^^^” สมาชิกส่วนหนึ่งในบ้านคิดในขณะที่อีกส่วนนั่งเล่นอย่างสุขกายสบายใจ


“สุขสบายกันเสียจริงนะเด็กๆ” เสียงเย็นๆดังมาจากสาวผมสีแดงเพลิงผสมเลือดนก...เอ็มเบอร์...แม่หญิงที่สมาชิกหลายๆคนในบ้านยำเกรง


“บรึ๋ย~ ลางร้ายมาเยือน~” ทุกๆ คนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ คิดตรงกันอย่างสามัคคี (?) และพากันหนาวสันหลังเมื่อบังเอิญไปจ้องสายตาเย็นๆของแม่คุณที่ถึงแม้สีตาจะ ร้อนแรงเพราะเป็นสีแดงอมทองแต่พอมองจากความรู้สึกแล้วมันกลับเย็นเสียยิ่ง กว่าน้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือยันขั้วโลกใต้เสียอีก


หญิง สาวปรายตามองสมาชิกหนุ่มสาวในครอบครัวด้วยสายตาเย็นเฉียบก่อนจะหยุดสาตา เย็นๆของเธอที่เด็กหนุ่มผมสีนิลยาวมัดเป็นหางม้าและเด็กหนุ่มผู้โชค ร้าย(?)คนนั้นก็คือ...คันดะ ยู...นั้นเอง


“ยู” เสียงเย็นๆเรียบๆและทรงอำนาจดังมาจากริมฝีปากเรียวอิ่มสีซากุระของหญิงสาวพา ให้หนุ่มสาวทั้งหลายพากันสะดุ้งขนลุกพลางหันไปมองเจ้าของชื่อเป็นตาเดียวกัน ผิดกับเจ้าของชื่อที่ยื่นนิ่งไม่แสดงอาการใดๆ...แต่ในใจนั้นผิดกับภายนอกที่ ดูสงบนิ่งปนเย็นชาริบลับ...


“ตามฉันมา” เอ็มเบอร์พูดก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านปล่อยให้สมาชิกในครอบครัวที่อยู่ในที่นี้สงสัยกับการปรากฎตัวของคุณเธอ


“ยู รีบตามแม่ไปสิ” ราฟาเอล หรือที่สมาชิกคนอื่นๆในบ้านเรียกสั้นๆว่าราฟเร่งคันดะที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ เพื่อไม่ให้แม่ของเขาต้องเคือง ปะเดี๋ยวเพื่อนของเขาคนนี้จะเจอสายตาของคุณแม่สุดที่รักแผดเผาให้กลายเป็น ธุลี(?)


“รู้แล้วน่า!!!” คันดะตอบห้วนๆก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน ตามเอ็มเบอร์ที่นำไปก่อนแล้ว


เมื่อเอ็มเบอร์และคันดะไปพ้นรัศมีแล้ว สมาชิกทุกๆคนในที่นี้จึงมาสุมหัวนั่งคุยกันถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไป


“ฉันว่ายูมันตายแน่ๆ” บาร์โทโลมิวแสดงความคิดเห็นหน้าตาย


“แต่พี่ยูเขายังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะครับ แล้วแม่เอ็มเบอร์จะฆ่าพี่เขาทำไมล่ะฮะ?” ซูซานถามอย่างใสซื่อ


“เฮ้ย โทรจองโลงศพเลยมั้ยวะ?” ฟรานซิสโก้พูดขึ้นพร้อมกับโทรศัพท์มือถือในมือที่เตรียมตัวจะกดโทรออกได้ทุกเมื่อ


“มั่นใจจังเลยนะฮะว่าพี่ยูเขาจะต้องตายน่ะ” ซูซานพูดอย่างปลงๆในขณะที่พวกบางพวก(?)เมินเฉยต่อสิ่งที่เขาพูด


“เฮ้ย! โทรได้ไงวะ เปลืองเงิน ทำโลงศพเองเลยดีกว่า หรูพอให้ยูนอนหลับอย่างสุขสบายไปทั้งชาติเลยนะเฮ้ย” เฮนรี่ เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลมอง นัยน์ตาสีน้ำตาล พูดอย่างสนุกสนานจนเด็กน้อยของบ้าน(?)เริ่มจะเข้าใจขึ้นมานิดๆแล้ว...


“นี่ พวกพี่คิดแบบนั้นจริงๆหรือจงใจแช่งพี่ยูเขาฮะ?” ซูซานถามขึ้นอย่างใสซื่อ...แต่มันตรงประเด็นจนทั้งสามที่เปิดประเด็นเมื่อ ครู่หันมามองยิ้มๆ...








“แช่ง”








ทั้งสามตอบพร้อมกันอย่างไม่ต้องคิดอะไรเพราะมันคือความจริง


“เจริญ...เยี่ยม มาก...ขอบใจที่บอกหลังจากพวกนายคุยกันเหมือนเป็นเรื่องใหญ่เสียนาน” ฟาเธอร์ เด็กหนุ่มผมสีทองอ่อน นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนซึ่งเกิดจากการสวมแว่นตาทรงเหลี่ยม หากแต่ความจริงแล้วเขานั้นมีตาสองสีซึ่งข้างซ้ายจะเป็นสีม่วงส่วนข้างขวาเป็นสีแดง พูดอย่างประชดประชันจนสมาชิกบางคนของบ้านหลุดหัวเราะออกมานิดๆ


“อย่า ไปสนเรื่องที่มัน 3 ตัวพูดเลยน่า ยูไม่เป็นอะไรหรอก และฉันคิดว่าฉันรู้นะว่าแม่เรียกยูไปทำไม” ราฟพูดขึ้นทำให้ทั้งวงหันมามองเขาเป็นตาเดียว


“ทำไมเหรอราฟ?” อเล็กซานโดร  เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้ม นัยน์ตาสีน้ำตาลเป็นประกาย ใบหน้าเรียวสวยดูมีเสน่ห์ ถามขึ้นด้วยความสงสัย


“เรื่อง ของพวกตระกูลสัตว์ศักดิ์สิทธิ์น่ะ โดยเฉพาะพวกมังกร และก็...เรื่องของชะตากรรมอะไรทำนองนั้น อ่านะ ธรรมเนียมของตระกูลนี่นะ” ราฟ ตอบเสียงสงบนิ่งด้วยรอยยิ้มบางๆพลางจ้องมองท้องฟ้า ราวกับพ่อนกที่ได้เห็นลูกนกกางปีกโผบิน(?)


“ถึงเวลาของเจ้านั้นแล้วสินะ” อเล็กซ์พูดอย่างเข้าใจดีเช่นเดียวกับสมาชิกคนอื่นๆของบ้านที่รู้ว่าสิ่งที่ราฟพูดนั้นหมายถึงอะไร...





...ช่วงเวลาแห่งวิวัฒนาการ...ถึงเวลาที่มังกรจะตื่นแล้ว...





***********************************************************************





ภาย ในห้องสีเหลี่ยมขนาดเล็กพอประมาณที่ดูจะแคบสุดๆเพราะว่ามี...โต๊ะตัวหรูขนาด ใหญ่...เก้าอี้บุนวมสีแดงกำมะหยี่ขนาดย่อม...โซฟาตัวยาวอีก 4-5 ตัวกับโต๊ะตรงกลาง...ดูยังไงๆก็ดูเหมือนห้องรับแขกสุดหรูในรูหนูดีๆนี่ เอง...แต่นอกจากนี้...มันยังมีชั้นหนังสือกับหนังสือนับร้อยนับพันเล่มตาม มุมห้องอีกน่ะสิ!!!!...





...ไม่ว่าจะมองดูอีกกี่ครั้ง...มันก็ยังดูแคบอยู่ดี...ยังกับห้องทำงานสุดหรูที่ถูกบีบอัดหรือไม่ก็ห้องรับแขกในรูหนูพิกล...





“มาแล้วสินะยู” เสียงทักดังมาจาก

แคลร์ หญิงสาวผมสีขาว นัยน์ตาสีฟ้าที่นั่งอยู่ตรงโซฟาด้านหน้าเขาพอดี ทำให้คันดะตื่นจากภวังค์ที่กำลังวิจารณ์(?)ห้องทำงานของพวกผู้ใหญ่ของ บ้านอยู่พอดี


“ทำไมถึงเรียกผมมา?” คันดะถาม หลังจากเข้ามานั่งประจันหน้ากับแคลร์


“มันถึงเวลาแล้วเด็กน้อย” แคลร์ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนทำให้คันดะชะงักไปสักครู่ก่อนจะถอนหายใจ


“ถึงเวลาแล้วสินะ” คันดะพึมพำ แต่เหล่าผู้ใหญ่ของบ้านนั้นได้ยินกันหมด


“เธอ น่าจะดีใจนะ...เพราะมันคือการก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่” บาร์ติเมอัส ชายหนุ่มผมสีนิล นัยน์ตาสีทอง พูดพร้อมยิ้มนิดๆแต่กลับดูดีและทำให้ชายคนนี้ดูหล่อเท่ห์ และดูลึกลับในเวลาเดียวกัน


“หึ...มัน ก็ใช่...แต่ว่า...”คันดะพูด แต่ก็หยุดไป...แม้ใบหน้าคมนั้นจะเรียบนิ่ง แต่ในแววตานั้นกลับแสดงออกถึงความรู้สึกลำบากใจได้อย่างชัดเจน


“คิด ถึงพี่น้องงั้นหรือยู?” ไนท์ ชายหนุ่มผมสีดำอมน้ำตาลและขาว นัยน์ตาสีโลหิต พูดยิ้มๆเป็นเชิงหยอกล้อ แต่ใครจะรู้ ว่ามันจะเป็นเรื่องจริง


“...” คันดะเลือกที่จะเงียบ ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับคนปากจัดปากไวแบบ ไนท์ ถึงแม้จะมีอาชีพเป็นตัวตลก แต่ถ้าพูดอะไรไม่เข้าหู เขาก็กลายเป็นคนร้ายกาจได้เหมือนกัน...ทำเอาตลกไม่ออกเลยล่ะ...อีกอ ย่าง...เขาเถียงไม่เคยชนะชายคนนี้อยู่แล้ว...มีแต่ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดล่ะ สิไม่ว่า


ผู้ใหญ่ ทั้ง 14 คนมองคันดะเป็นตาเดียวกันก่อนจะแอบไปอมยิ้มกันลับหลังสักพักแล้วหันกลับมาทำ หน้าปกติกันต่อพลางคิดในใจพร้อมๆกัน...เจ้าเด็กปากแข็งเอ๊ย~...


“เอาล่ะนะ เธอก็รู้แล้วสินะว่า นี่คือเวลาที่เธอจะพัฒนาพลังของตน...ซึ่งตามธรรมชาติของพวกตระกูลสัตว์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว เธอ จะกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งแล้วกลายเป็นมนุษย์ไปจนกว่า ดอกบัวนี้จะโรยราจนหมด” แคลร์อธิบายพลางยกนาฬิกาทรายที่ตรงส่วนบนนั้นมีดอกบัวสีชมพูอยู่


“แต่ถึงจะกลายเป็นมนุษย์ พลังบางอย่างในตัวเธอก็ยังคงอยู่นะ” เบียทริก หญิงสาวผมสีทอง นัยน์ตาสีฟ้าสดใส พูดยิ้มๆ


“หมายความว่ายังไงกันครับ?” คันดะถามด้วยความสงสัย


“ก็ ประมาณว่า...เธอยังคงมีพลังหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย อย่างเช่น พลังในการเรียกดาบออกมาจากร่างกาย พลังในการรักษาแผลอย่างรวดเร็ว แต่มันก็แล้วแต่น่ะนะ ว่าเธอจะหลงเหลือพลังส่วนไหนอยู่ในตัวหลังจากกลายเป็นมนุษย์ไปแล้ว” บาร์ติเมอัส อธิบาย


“แต่ มันก็ยังมีข้อห้ามอยู่อย่างหนึ่ง” แซมมาเอล ชายหนุ่มผมสีนิลนัยน์ตาข้างซ้ายสีฟ้า ส่วนอีกข้างมีผ้าสีดำคาดปิดไว้ พูดขึ้นจากเก้าอี้หัวโต๊ะ


“ถึง แม้เธอจะกลายเป็นมนุษย์...แต่เธอก็ยังเป็นเชื้อสายของอโพซุลุส เชื้อสายของสาวกชองพระผู้เป็นเจ้าและพระผู้เป็นเจ้า...ถ้าเธอต้องการจะใช้ พลังบางอย่างที่ไม่ได้มีในตอนเธอเป็นมนุษย์...กลีบดอกบัวจะโรยราเร็วขึ้น ...ผิดธรรมชาติของมัน และนั้นจะทำให้การเปลี่ยนแปลงของเธอทรมานขึ้น” แซมมาเอลอธิบายใบหน้าเรียบเฉย


“หวังว่าเธอคงจะไม่เลือกวิธีที่แสนจะทรมานให้กับตนเองหรอกนะ” เอ็มเบอร์พูดขึ้นหลังจากนั่งฟังมาสักพัก


“ไม่ แน่นอนครับ” คันดะตอบเสียงเรียบ แต่เขากลับรู้สึกไม่มั่นใจเอาเสียเลย...ลางสังหรณ์มันร้องบอกเขา...ว่าเขาจะ ทำให้ดอกบัวโรยราก่อนเวลาของมัน...


“ดี” เอ็มเบอร์พูด...ถึงจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าคันดะต้องทำให้ดอกบัวโรยราเร็วกว่า เวลาอันควรก็ตาม...ถึงเธอจะเป็นห่วงเด็กคนนี้...แต่มันคือชะตากรรมของเขา...


“งั้นอีก 3 วัน เธอค่อยออกเดินทางนะ...เดินทางไปยังสถานที่ ที่เรียกว่า ‘ศาสนจักรแห่งความมืด’ และจงเป็น


‘เอ็กโซซิสท์’ เหมือนที่แม่กับพี่สาวของเธอเป็น” แคลร์พูดทำให้คันดะเบิกตากว้าง


“ ส่วนเรื่อง ‘อินโนเซนส์’ เธอมีมันอยู่ในตัวแล้วสินะ” ราชา ชายหนุ่มผมสีรัตติกาล นัยน์ตาสีแดงถามขึ้นโดยที่คันดะพยักหน้าเป็นคำตอบ


“เรา รู้ว่ามันทำให้เธอรู้สึกปวดใจที่ต้องเข้าไปยุ่งกับเรื่องที่ต้องทำให้นึกถึง ครอบครัวที่ตายจากไป...แต่มันเป็นชะตากรรมของเธอนะยูคุง” เบียทริก พูดปลอบเมื่อเห็นแววตาเจ็บปวดของคันดะ


“และ ก็...ถ้าเธอไปที่นั้น...เธอจะได้พบกับ...” ไนท์ ที่กำลังจะพูดบางอย่างออกมา เป็นต้องกล้ำกลืนคำที่เขาอยากจะพูดมานานออกมา...คำพูดพวกนั้นมันจุกอยู่ที่ คอจนทำให้เขาทรมาน น้ำตาแทบจะไหล


“จะ ได้พบกับหลานที่หายไปของ ไนท์ น่ะ” นูเบ ชายหนุ่มผมสีนิล นัยน์ตาสีโลหิต พูดแทนเพื่อนที่แทบจะร้องไห้เมื่อนึกถึงหลานที่ไม่เคยพบหน้าพบตาหลังจากที่ น้องสาวของเขาเสียชีวิตไปเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว


“แถม ถ้าเธอไปที่นั้น ไม่แน่นะ...อาจได้พบว่าที่ภรรยาในอนาคตก็เป็นได้” บาร์ติเมอัสพูดขึ้นทำลายบรรยากาศตรึงเครียด ทำเอาเด็กหนุ่มถึงกับหน้าขึ้นสีไปนิดหน่อยทำให้ผู้ใหญ่ทั้ง 14 คนเผลอหัวเราะกับอาการของเด็กหนุ่ม


“ก็ นะ...ก็อย่างที่พูดไป ชะตากรรมต่อไปของเธออยู่ที่นั้น...และอีกไม่นาน โลกใบนี้จะเปลี่ยนไป โดยมีเธอเป็นหนึ่งในตัวแปร” ราชาพูดพลางยิ้มอ่อนโยนให้กับเด็กหนุ่ม


“ทั้งโนอา เอ็กโซซิสท์ จะกลายเป็นพวกพ้องเดียวกัน โลก จะกลับมาสู่สมดุล ไม่ต้องทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อยู่ร่วมกันอย่างสันติเปรียบดั่งกับครอบครัวเดียวกัน นั้นคือสิ่งที่ เอเลน ฝันจะให้มันเป็นจริงมาตลอด ถึงเวลาที่พวกเราจะทำให้มันเป็นจริงแล้ว” ไนท์ พูดยิ้มๆเมื่อนึกถึงน้องสาวของเขาที่ไปเป็น เอ็กโซซิสท์ เพื่อสอดแนมและแสดงความคิดเห็นที่ว่า เอ็กโซซิสท์กับโนอาน่าจะเป็นพวกเดียวกัน...แต่ความฝันของเธอก็ไม่เป็น จริง...เมื่อชีวิตของเธอ สิ้นไปก่อนที่จะเริ่มทำอะไรสักอย่างเสียด้วยซ้ำ...


“และ การที่จะให้เป็นเช่นนั้นได้ ต้องพึ่งเธอนะยู” ไนท์พูดพลางจับไหล่เด็กหนุ่มพลางส่งรอยยิ้มจริงใจไปให้ ทำเอา คันดะอึ้งไปสักพักที่ชายคนนี้ ปกติกับเขา(?)เป็นด้วย


“เอ้าๆ พ่อหนุ่ม ไปพักผ่อนเสียเถอะ ใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้กับครอบครัวให้คุ้มค่าเสียเถอะนะ” บาร์ติเมอัสพูดพลางจับลากคันดะไปทางประตูก่อนจะถีบส่งให้ออกไปนอกห้องแล้ว ปิดประตูเสียดังหลังจากนั้นก็ถอนหายใจราวกับโล่งอก


“ไปแล้วสินะ” เอ็มเบอร์พึมพำ ราวกับพูดลอยๆ แต่ใครๆก็รู้ว่าเธอกำลังเริ่มเปิดบทสนทนา


“คงลำบากหน่อยล่ะ” บาร์ติเมอัสเองก็พึมพำเช่นกันโดยที่เจ้าตัวนั้นยืนหันหลังพิงประตูอยู่


“เด็กนั้นจะต้องทำให้ดอกบัวโรยราก่อนเวลาอันควรแน่ แล้วเจ้าเด็กนั้นก็จะ...” เอ็มเบอร์พูดพลางกัดริมฝีปากและกำมือแน่น


“เป็น ห่วงเขาสินะ เอ็มเบอร์” แซมมาเอลพูดขึ้นโดยที่เขานั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมตัวใหญ่ที่หันไปทาง หน้าต่างบานใหญ่ของห้องทำงานแห่งนี้


“ไม่ใช่สักหน่อย!!!ฉัน ก็แค่...”เอ็มเบอร์พูดขึ้นแทบจะตะโกนเสียด้วยซ้ำ แล้วก็เงียบไปเพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาอ้างเหตุผลเอง...และเธอก็ไม่อยาก โกหกว่าเธอไม่ได้เป็นห่วงเด็กนั้น...


“อย่าซึนได้มั้ยเอ็มเบอร์” นูเบ ชายหนุ่มผมสีนิล นัยน์ตาสีแดง พูดกับภรรยาของตนพลางเอามือก่ายหน้าผากกับนิสัยของภรรยาของตนก่อนจะโดนเท้า เรียวๆของภรรยาสุดที่รักกระทืบเข้าให้ที่เท้าหนาของตนจนเจ้าตัวต้องนั่งร้อง ซี้ดๆ ไปสักพัก แถมด้วยสายตาคมที่ปรายมองเพียงหางตากับการเชิดหน้าค้อนให้วงโต เป็นสัญญาณบอกเขาว่าต้องตามง้อเมียเสียแล้วสิ


“เรา ทุกคนล้วนเป็นห่วงเขาทั้งนั้นแหละเอ็มจัง แต่มันคือชะตากรรมของเขา” แคลร์พูดขึ้นหลังจากพยายามกลั้นขำอาการของสองสามีภรรยาคู่นี้สักพัก


“ยู เป็นเหมือนลูกของพวกเราคนหนึ่ง มันไม่แปลกหรอกที่พวกเราจะรู้สึกเป็นห่วงเขา” วิลลาร์ด ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มอมทอง มีผมกระจุกหนึ่งเป็นสีแดง นัยน์ตาสีทอง พูดขึ้นเสียงเรียบทำให้ แคลร์ ภรรยาสาวสุดที่รักของเขาหันมามอง แต่คนอื่นๆทำเพียงแค่เหลือบตาหรือปรายตามองเท่านั้น


“พูด ดีๆกับเขาก็เป็นนี่วิล” แคลร์แซวสามีของเธอยิ้มๆทำเอาชายหนุ่มหน้าขึ้นสีไปนิดๆ พลอยทำให้คนอื่นแอบหลุดหัวเราะกับอาการของหนุ่มหน้านิ่งไปด้วย


“วง ล้อแห่งชะตากรรมเริ่มหมุนวงแล้ว นี้เป็นอีกบทหนึ่งที่ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง” แซมมาเอลพึมพำพลางมองออกไปยังภายนอก...มองท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ด้วยใบหน้าสงบ นิ่งแต่ในใจนั้นกลับมีความกังวลอยู่ไม่น้อย








...นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น...โชคชะตาที่ต้องถูกแก้ไข...


...จะไม่มีอีกแล้ว...การต้องต่อสู้กับคนที่เรารัก...


...จะไม่มีอีกแล้ว...การสูญเสีย...


...จะไม่มีอีกแล้ว...ความทุกข์ทรมานใจ...


...เพราะการพบกันต่อจากนี้ จะเปลี่ยนทุกๆอย่าง...


...การพบกันของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้ากับตัวตลกของพระผู้เป็นเจ้า...

...การพบกันของ...รัตติกาลและหิมะ...














++++++++++++++++++++++++++++++++++++




























TBC.

























Kingdom Guardian:พบกันครั้งแรก (ราชา X ไทย)



Kingdom Guardian:พบกันครั้งแรก (ราชา X ไทย)





...พบกันครั้งแรก...
  


คริสต์ศตวรรษที่ 20
หลัง จากเร่ล่อนมาได้ราวๆ 500,000 ปีก่อนพุทธกาลและคริสตกาล ...เจฟฟรีย์ เคนดัลล์ เคอร์ การ์เดียน ราชา โซโลม่อน ...ชายหนุ่มร่างสูงสันทัด ผู้มีผมสีนิล หน้าตาหล่อเหลา นัยน์ตาสีทับทิมน่าหลงไหล... หลังจากที่ประเทศของเขาล้มสลายแล้วถูกลบออกไปจากประวัติศาสตร์ว่าไร้ตัวตน เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าที่พิสูจน์ไม่ได้ เขาก็เร่ล่อนไปทั่วโลกเพื่อหาที่ๆเขาและผู้คนของเขาจะสามารถอยู่ได้อย่างมี ความสุขและปลอดภัย...แต่ก็คงเป็นได้แค่ฝัน...เขายังสงสัยเสียด้วยซ้ำ...ว่า ทำไมเขายังมีชีวิตรอดอยู่ ทั้งๆที่เขาน่าจะตายไปแล้ว...ทั้งๆที่เขาน่าจะหายไปจากโลกใบนี้แล้ว...แต่ มันก็ดีแล้ว ที่อย่างน้อย เขาก็ยังรู้ว่าประชาชนของเขาส่วนหนึ่งยังมีชีวิตรอดอยู่ ถึงจะกระจัดกระจายกันไปตามที่ต่างๆบนโลกใบนี้ก็ตาม...และสิ่งที่ตัวเขาทำได้ ก็คือ หาที่อยู่ดีๆให้กับประชาชนของเขา เกาะล้างสักแห่งที่ไม่มีเจ้าของ...เกาะที่เอื้ออำนวยพอที่พวกเขาจะสามารถมี ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขได้ หรือไม่ก็อาจไปขอแบ่งพื้นที่บางส่วนกับชาติมหาอำนาจทั้งหลาย...แต่ก็...ถ้า ไม่ถูกไล่ก็ถูกตามล่าลบล้างเผ่าพันธุ์...
ทั้ง เขาและคนของเขาน่ารังเกียจมากขนาดนั้นเชียวรึ?...ถึงต้องทำกันถึงเพียงนี้ ...พวกเขาไม่เคยไปทำอะไรให้ใคร...ขอเพียงแค่ได้มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขกับ ประชาชนของเขาก็เพียงพอแล้ว...ไม่ได้ต้องการอะไรมากนัก...แล้วทำไม...ต้อง รังเกียจเขาด้วย...รังเกียจเขาก็ไม่เป็นอะไร...แต่อย่าฆ่าประชาชนของเขาได้ ไม...
หลัง จากที่เดินด้วยอาการโซซัดโซเซ่จากการโดนยิ่ง โดนระเบิด และวิ่งหนีพวกทหารหัวซุกหัวซุนในประเทศแห่งนี้ซึ่งเขาไม่แน่ใจว่าประเทศอะไร มานานพอสมควร...มันทำให้เขาเริ่มคิดแล้วว่าตัวเขาคงไม่กล้าเสี่ยงที่จะไปขอ แบ่งพื้นที่กับใครหรือผูกมิตรกับใครอีกแล้ว...ตอนอังกฤษคนของเขาก็โดนจับเผา ทั้งเป็น...ตอนอเมริกาคนของเขาก็โดนชำแหละ...ตอนจีนก็โดนข้าวของปาไล่...ตอน อินเดียนี่ก็โดนหินปาไล่...ตอนที่ไปแอฟริกาก็โดนถีบส่งไปให้อียิปร์จับทำ มัมมี่...ตอนไปออสเตรเลียก็โดนเตะตกบึงจระเข้...ตอนฝรั่งยิ่งไม่ต้องพูด ถึง...และพอมาเยอรมันกับรัสเซีย...ก็เป็นอย่างที่เห็น...โดนไล่ล่ายังกับ สัตว์ตัวหนึ่ง...พอกันที...ถ้าโลกใบนี้มีแต่คนรังเกียจเขา...ก็พอกันทีกับ การผูกมิตร...โลกใบนี้มันโหดร้ายที่สุด!!...ไม่ ว่าจะเป็นประเทศในทวีปไหนก็ไม่ต่างกัน...โหดร้ายและน่ารังเกียจไปเสียหมด... บอกว่าตัวเองเจริญแล้ว แต่น้ำใจติดลบยิ่งกว่าพวกประเทศล้าหลังเสียอีก ยิ่งพวกประเทศล้าหลังยิ่งไม่ต้องพูดถึง...และประเทศที่เขาไม่ได้ไปก็คงไม่ ต่างกัน...โหดร้ายทั้งโลกนั้นแหละ...จะว่าไป...ตัวเองก็เป็นจิตวิญญาณของโลก นี่นะ...ไม่แน่...ที่คนทั้งโลกเป็นแบบนี้...อาจเป็นเพราะเขาก็เป็นได้...
“ทำไม...ไม่ ให้ฉันตายไปสักทีนะ...จะได้พ้นทุกข์พ้นโศกเสียที” ริมฝีปากที่แตกจนเลือดซิบพึมพำ ดวงตาสีแดงที่เคยสดใส หม่นหมองลง จ่องไปยังทางข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ขายาวๆก้าวเดินไปพร้อมๆกับสายลมที่เต็มไปด้วยควันกับฝุ่นคลุ้งและแรงระเบิด รอบๆข้าง แต่ชายหนุ่มก็ไม่สน ในขณะที่ผู้คนกำลังวิ่งหนีระเบิด เขากลับเดินไปเลื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย
หลัง จากที่หนีทหารมาตกในเรือสิ้นค้าแล้วถูกส่งมาที่นี่ เขาก็โดนไล่ล่าอีกตามเคย...และตัวเขาในตอนนี้ ปรารถนาความตาย...ตัวเขาและประชาชนจะได้พ้นทุกข์พ้นโศกจากโลกที่แสนโหดร้าย ใบนี้เสียที...
ภาพ ความฝัน...ที่เห็นเมื่อในยามเยาว์วัย...เป็นดั่งรอยขีดเขียน...ที่ไม่มีวัน เลือนไป...เปิดเผยความในใจ ณ ยามที่จารึกไว้...และเชื่อมโยงไปยังอนาคตที่วาดหวังไกล”
ในขณะที่เดินไปรอให้ระเบิดมันตกลงมาบนกลางกบาลก็ร้องเพลงไปด้วย พร้อมน้ำตาที่ไหลรินกับความโหดร้ายบนโลกใบนี้ที่เขาเกิดมา...
“ฮึก...แม่จ้า...แม่อยู่ไหน” ...แต่แล้ว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ทำให้ฝีเท้าของต้องเขาหยุดชะงักลง




ตูม!!!!!!



ใน ขณะที่ระเบิดยังคงลงต่อไป ผู้คนยังคงวิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย ผู้คนตายเกลือนกลาด ต่างคนต่างวิ่งหนีฝุ่นตลบอบอวน กลับมีเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นเข้ามาในโสตประสาทของเขา ถึงจะไม่ดังเท่าเสียงระเบิด แต่มันกลับทำให้โซโลม่อนหันไปสนใจกับเสียงนั้น...ก็ได้พบกับเด็กน้อยคนหนึ่ง เนื้อตัวมอมแมม ในอ้อมอกกอดตุ๊กตาแน่นพร้อมกับเดินร้องไห้ไปด้วย โดยไม่รู้ชะตากรรมของครอบครัวเลยว่ายังรอดอยู่หรือไม่ และไม่รู้เลยว่า ชะตากรรมของตนจะถึงคาดหรือไม่
ชายหนุ่มยืนมองด้วยแววตาสังเวช...ไม่รู้ว่าทำไม แต่เขาเมตตาใครไม่ลงแล้ว...พลางคิดในใจว่า...
ช่าง น่าสังเวชเสียจริง...ยังเด็กอยู่แท้ๆ...แต่ต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้...แต่ จะให้ทำยังไงได้...ก็นี่มันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่นะ...อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด...
ใน ขณะที่ลมด้านหลังกระโชกแรงเพราะแรงระเบิดและเปลวเพลิงที่ลุกโชกช่วงท่วมหมู่ บ้านแห่งนี้ ...จู่ๆ เหมือนกับว่าชายหนุ่มจะเห็นอะไรสักอย่างจะล่วงลงมาตรงที่เด็กน้อยยืนร้องไห้ อยู่ซึ่งมันคือ...ระเบิด...
...ดีใจด้วย...กำลังจะพ้นทุกข์แล้วนะเจ้าเด็กน้อย...
มอง ไปพลางคิดในใจก่อนจะยกยิ้มขึ้นมาเหมือนยินดี...แต่มันจะใช่จริงๆน่ะหรือ?... เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา รอยยิ้มเป็นต้องหุบก่อนที่โซโลม่อนจะพยายามวิ่งไปหาเด็กคนนั้น แต่ร่างกายกับพยายามหยุดอยู่นิ่งๆ พยายามไปช่วย พยายามหยุดยืนดู พยายามไปช่วย พยายามหยุดอยู่ด้วย พยายามไปช่วย พยายามหยุดอยู่ดู....เฮ้ยยยยยยยยยยย!!!!! ต้องไปช่วยสิฟะ!!!นั้น เด็กนะเฟ้ย อนาคตของชาติเชียวนะเฮ้ย เด็กตัวเล็กแบบนั้นจะมาตายตอนนี้ได้ไงกัน มันโหดร้ายเกินไป แถมเด็กคนนั้นก็น่าสงสารอีกด้วย ...
จน สุดท้ายแล้วโซโลม่อนก็กระโดดไปช่วยเด็กคนนั้นจนได้...และแถมให้แบบพิเศษคือ ช่วยชาวบ้านทั้งหมดให้พ้นจากพวกทหารและระเบิดก่อนจะพามายังเมืองหลวง...
...สุดท้ายแล้ว...เราก็...เลวใส่ใครหรือประเทศไหนๆไม่ลงแหะ...

.
.
.
.
.

...สุด ท้ายแล้ว...เขาก็ช่วยชาวบ้านทั้งหมดให้พ้นจากระเบิดมหาภัยแล้วพามายังเมือง หลวง...และต่อจากนั้น...ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น...แต่ไม่รู้ ทำไม...ถึงได้รู้สึกสบายใจแบบนี้กันนะ...เราคงจะ...ได้ตายสมใจอยากแล้ว สินะ...เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องทนทุกข์อะไรอีกแล้ว...ต่อจากนี้...ความทุกข์ ทรมานทั้งหลายและฝันร้ายต่างๆคงจบแล้วสินะ...
“อ้ะ?...เริ่มรู้สึกตัวแล้ว”...นั้นเสียงใครน่ะ?...
“ฝัน ร้ายเหรอจ้ะ?...แย่จังเลย...น้ำตาไหลซะงั้น”...เสียงเดิมเอ่ยพร้อมกับสัมผัส ได้ถึงสัมผัสของผ้าที่เช็ดหยาดน้ำที่ไหลออกมาจากหางตา...ใครกันน่ะ?...ใคร ที่มาสนใจเราในช่วงเวลาแบบนี้...ทั้งๆที่ตลอดเวลา 500,000 ปีที่ผ่านๆมา...ไม่มีใครสนใจเราเลยสักคน...
เปลือกตาค่อยๆลืมขึ้นและรู้สึกได้ว่า...มีใครบางคนนั่งอยู่ที่ข้างๆเตียงที่เขานอนอยู่...
“อ่ะ...ลืมตาแล้ว ฝืนแล้วสินะจ้ะ” เสียงนั้นยังคงดังอยู่ข้างๆ  เขาใช้เวลาอยู่สักพักในการปรับสายตาให้รับกับแสงไฟนีออนก่อนจะมองไปรอบๆ...รู้สึกสบายตัวแบบแปลกๆแหะ...
“เธอ เป็นใคร?” เสียงแหบแห้งหันมาเอ่ยถามกับชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ นัยน์ตาสีน้ำตาลดูสดใสใต้กรอบแว่น นั่งส่งยิ้มมาให้เขาอยู่ข้างๆ
“ฉัน ชื่อไทยจ้ะ...หรือจะเรียกว่าเอกราชหรือเอกก็ได้นะจ้ะ...แล้วคุณล่ะ?” เอ่ยพร้อมยกมือไหว้อย่างนอบน้อมซึ่งเขาเดาว่า อาจเป็นการแสดงความเคารพหรือการทักทายของคนประเทศนี้...ไทยงั้นหรือ?... อ๋อ...ที่แท้เขาก็อยู่ที่ประเทศไทยนี่เอง...
“เรียกฉันว่า...ราชา” เอ่ยออกไปพร้อมความรู้สึกเหมือนคอแห้งเป็นทะเลทราย
“อ่ะ...คง รู้สึกคอแห้งสินะจ้ะ” ไทยเอ่ยก่อนจะวิ่งไปหยิบแก้วน้ำมาแล้วช่วยพยุงเขาให้ลุกขึ้นมานั่งก่อนช่วย จับพยุงแก้วน้ำให้เขาดื่มจนหมด
“ดีขึ้นไมจ้ะ?” ไทยเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มซึ่งเขาก็พยักหน้าตอบ
“ขอบ คุณนะจ้ะ ที่เมื่อสองวันก่อนคุณราชาช่วยคนของฉันน่ะจ้ะ” หลังจากที่พยุงให้เขานอนเช่นเดิมแล้วก็เล่าเรื่องทั้งหมดตอนที่เขาสลบไปให้ ฟัง...ว่าเขาช่วยชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นหนี และพอพาชาวบ้านหนีมาไกลจากพวกทหารต่างชาติและไกลจากระเบิดแล้ว เขาก็สลบไป
พวก ชาวบ้านได้พาตัวเขามาในตัวเมืองหลวงเพื่อรักษาและเล่าเรื่องของเขาให้กับผู้ นำของประเทศนี้ฟังทำให้ผู้นำของประเทศแห่งนี้และไทยมาพบกับเขาเลยทำให้รู้ ว่าตัวเขานั้นไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นประเทศเช่นเดียวกับไทย ไทยจึงอาสาดูแลเขาจนกว่าจะหายดี
“แล้ว คุณไปทำอะไรมาหรอจ้ะ?...แผลถึงได้เต็มตัวขนาดนี้?” ไทยเอ่ยถามกับสภาพแผล พอมามองดูตัวเองแล้ว เขาในตอนนี้อยู่ในสภาพเปลือยท่อนบนแต่ก็มีผ้าพันแผลพันไว้ทั่ว หรือจะเรียกว่าพันไว้ทั่วทั้งตัวดี แต่ก็นะ แผลของเขามันก็เต็มตัวจริงๆนั้นแหละทั้งแผลเก่าแผลใหม่ แต่คงไม่แย่เท่าแผลใจที่จะทำให้เขาไม่ยอมที่จะไปผูกมิตรหรือทำความรู้จักกับ ประเทศไหนอีกแน่
“เรื่องนี้ฉันขอไม่ตอบนะ” ราชาเอ่ยก่อนจะลุกขึ้นยืน
“อ่ะ...อย่า เพิ่ง...ขยับตัว...สิจ้ะ” ไทยเอ่ยอย่างอึ้งๆเมื่อคิดว่าพอราชาลุกขึ้นมาแล้วจะต้องล้มลงไปแน่เลยทำท่า จะไปช่วยพยุง แต่ก็ผิดคาดเมื่อชายหนุ่มลุกขึ้นมายืนได้หน้าตาเฉย
“ฉัน ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ...ขอบใจนะที่ช่วยทำแผลให้...ขอตัวก่อนล่ะ” ราชาเอ่ยก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อผ้าของตนมาใส่แล้วเตรียมตัวจะเดินออกไปจาก ห้องพัก
“ไม่ ต้องรีบไปก็ได้จ้ะ...คุณยังไม่หายดีเลย ถึงประเทศอย่างเราแผลจะหายเร็ว แต่ไม่เจ็บแผลบ้างเหรอจ้ะ?” ไทยเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงก่อนจะเดินมาขวางเขาตรงประตูบานคู่
 “เจ็บ น่ะ มันก็เจ็บ...แต่ฉันไม่อยากทำให้ประเทศของเธอเดือดร้อน และไม่อยากมีแผลเพิ่ม เพราะฉะนั้นฉันขอไปก่อนจะมีเรื่องดีกว่า” ราชาเอ่ยก่อนจะเดินผ่านไทยไป แต่ก็โดนไทยคว้าแขนเอาไว้จนเจ้าตัวต้องหันมามอง
 “คุณ ไม่ทำฉันเดือดร้อนหรอกจ้ะ...และฉันขอรับประกันได้เลยจ้ะ ว่าคุณไม่มีแผลเพิ่มหรอกนะ เพราะฉะนั้นพักที่นี่ก่อนเถอะนะจ้ะ อย่างน้อยก็จนกว่าแผลจะหาย” ไทยเอ่ยซึ่งมันทำให้ราชาอึ้ง...ไม่เคยมีใครเป็นห่วงเขาหรือชวนให้เขาอยู่ ต่อ...มีแต่ขับไล่ไสส่งให้เขาไปไกลๆ...พอมาเจอแบบนี้แล้ว...มันทำให้เขา รู้สึกแปลกๆ...แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ...เขารู้สึกดีใจ...
“ฉันอยู่ต่อได้จริงๆเหรอ?” ราชาเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจพร้อมกับหัวใจที่พองโต
“จ้ะ” ฝ่ายตรงข้ามก็เอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม
“งั้นขอถามอะไรหน่อยได้ไม?”
“อะไรหรอจ้ะ?”
“ตา ของฉันน่ะ ไม่ได้น่ารังเกียจใช่ไม?” ราชาเอ่ยถามพร้อมกับหลุบตาต่ำ เพราะส่วนใหญ่แล้ว มีแต่คนรังเกียจเขาเพราะสีตาที่แตกต่างกันของเขา มันทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่น แต่เขาก็พึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีในสิ่งที่ตัวเองเป็น เพราะว่าอย่างน้อย เขาก็มองเห็น
“ไม่ นี่จ้ะ...ฉันว่า สวยออก สีสวยเหมือนทับทิมเลยล่ะจ้ะ” ไทยเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่มีคนชมเขาแบบนั้น...ซึ่งมัน ทำให้เขายิ้มออกมาได้ซึ่งรอยยิ้มของราชามันทำให้ไทยอึ้งก่อนจะหน้า แดง...เพราะว่าพอราชายิ้มแล้ว ช่างดูหล่อเหลาราวกับเทพบุตรก็มิปาน...
“ขอบใจสำหรับคำชม...และขอบใจที่ไม่รังเกียจฉัน...งั้นก็ ตกลง ฉันจะอยู่ต่อ แต่ต้องมีข้อแม้นะ”
“ข้อแม้อะไรหรอจ้ะ?”
“เธอต้องเรียกฉันว่า พี่ราชา”

...และ นั่นก็เป็นการเจอกันครั้งแรก...ของราชอาณาจักรอันลึกลับ กับ ประเทศเล็กๆในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่แทบจะไร้บทบาทเช่นกัน...สอง ประเทศที่ถูกลืม...ที่โคจรมาพบกัน...ต่อจากนี้ไปจะเป็นเช่นไรกันนะ...