Kingdom Guardian:
THE Guardian League 1
ราชอาณาจักรการ์เดียน
ประเทศที่เพิ่งถือกำเนิดได้เพียงแค่ 2000 ปีเท่านั้น ...ที่จริง
มันอายุน้อยกว่านั้น
แต่เพราะมีพายุหมุนที่ชอบบิดเบือนเวลาหรือพายุหมุนแห่งกาลเวลาล้อมรอบอยู่จึงทำให้ช่วงเวลาของราชอาณาจักรการ์เดียน
แตกต่างจากประเทศอื่นมากยิ่งกว่าช่วงเวลาของซีกโลกตะวันตกกับซีกโลกตะวันออกเสียอีก
หรือจะว่ากันตามตรงคือ แตกต่างจากดินแดนมนุษย์เพราะ 100%
ของประชากรแห่งราชอาณาจักรการ์เดียนนั้นเป็นอมนุษย์ทั้งหมด
ประเทศแห่งนี้ปกครองในระบอบกษัตริย์ซึ่งพวกเขาจะเรียกผู้ปกครองประเทศของพวกเขาว่า
องค์จักรพรรดิ หรือเรียกกันอย่างรักใคร่และสนิทสนมคือ ท่านพ่อ,พ่อ,ป๊ะป๋า
อะไรก็ว่าไป โดยใหญ่รองลงมาจากองค์จักรพรรดิคือ กษัตริย์ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากพวกประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีสักเท่าไร
ราชอาณาจักรการ์เดียน
นอกจากจะเป็นบ้าน เป็นครอบครัวให้อมนุษย์หลายๆตน
พวกเขายังมีหน้าที่สำคัญบางอย่างที่พวกเขาปฏิบัติมาเป็นล้านๆปี
ซึ่งเมื่อก่อนพวกเขานั้นไม่มีประเทศแถมยังถูกตามล่าทั้งจากมนุษย์ที่ไม่เข้าใจพวกเขาและพวกจักรวรรดิโอเดียซึ่งก็เป็นประเทศของอมนุษย์เช่นเดียวกับราชอาณาจักรการ์เดียน
เพียงแค่อุดมการณ์ต่างกัน ซึ่งในตอนนี้จักรวรรดิโอเดียนั้นถูกชาวการ์เดียนถล่มไปเมื่อประมาณ
200 ปีที่แล้ว แน่นอนว่าเมื่อไม่มีประเทศก็เท่ากับไม่มีบ้านนั้นมันลำบาก
แต่ประเด็นมันก็คือ หน้าที่ของชาวการ์เดียนนั้นก็คือ การรักษาสมดุล พวกเขามีหน้าที่ สร้าง ทำลายและรักษา
เพื่อความสมดุลของโลกใบนี้และการปกป้องโลกก็เป็นงานของพวกเขา
เพราะว่าพวกเขาถูกสั่งสอนมาตั้งแต่โบร่ำโบราณว่าโลกคือบ้านของพวกเขาต่อให้มันโหดร้ายเพียงใด
แต่ก็อย่ามองเพียงด้านที่โหดร้าย ต้องมองด้านที่สวยงามของโลกด้วยเช่นกัน
และอย่าได้ลืมต้นกำเนิดของตน ว่าพวกเขาเกิดมาบนโลกนะ
ไม่ได้เกิดมาบนดวงจันทร์จะได้ไม่ต้องใส่ใจโลกใบนี้
พวกเขามีหน้าที่เป็นแนวหน้าหรือหน้าด้านเมื่อยามมีใครหรืออะไรคิดจะทำลายโลกซึ่งสงครามครั้งก่อนทำให้พวกเขาสูญเสียประชากรไปถึง
80% และสมาชิกของ เดอะการ์เดียนลีก(The Guardian League) กลุ่มคนที่ไม่ต่างไปจากเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีเจตจำนงต้องการปกป้องโลก, องค์กรไดร์วูล์ฟแอสซาซิน (Canis dirus Assassin) ครอบครัวมนุษย์หมาป่ากับปีศาจที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์รวมไปถึงเพื่อให้ทุกๆคนมีความสุขยกเว้นคนชั่ว, สมาคมสิงโตสุริยะ (Solar Lion) องค์กรแยกย่อยที่ทำงานร่วมกับ เดอะการ์เดียนลีกและเป็นกลุ่มทหารทางฝั่งตะวันออกของราชอาณาจักรการ์เดียน,
สมาคม มังกรแดงแห่งบริเตน (Red Wales) อีกหนึ่งองค์กรที่ทำงานร่วมกับ เดอะการ์เดียนลีกและเป็นกลุ่มทหารทางฝั่งตะวันตกของราชอาณาจักรการ์เดียน, องค์กรราชสีห์รัตติกาล (Notte Beasts) องค์กรแยกย่อยที่ขึ้นตรงกับ เดอะการ์เดียนลีกที่ทำหน้าที่เป็นกรมตำรวจ
ซึ่งกลุ่มทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สูญเสียสมาชิกของกลุ่มไปเกือบทั้งหมด
เหลือรอดแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่จริงทุกๆกลุ่มยกเว้นไดร์วูล์ฟแอสซาซินเหลือรอดเพียงคนเดียว
ซึ่งมันเป็นเรื่องสะเทือนใจสำหรับชาวการ์เดียนกับการสูญเสียครั้งใหญ่ และมาตอนนี้
ทุกๆอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป...
.
.
.
ณ หอสมุดโพเทสต้า
ดวงตาสีบุษราคัมกวาดมองหน้าหนังสือที่อยู่บนโต๊ะซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อความแน่ใจว่าเขาไม่ได้ขาดตกข้อความตรงส่วนไหน
แต่จนแล้วจนรอด...ผลที่ออกมาก็เป็นเช่นเดิม นั้นก็คือ ในหนังสือเล่มนี้ไม่มีคำตอบที่เขาต้องการ
นอกจากสูตรยาโบราณที่อ่านอีกกี่ทีๆ ก็ปวดหัวชิบหาย!!
“เล่มที่ 303!ไม่พบ!!ทางนั้นพบอะไรบ้างไหม!!!” ชายหนุ่มตะโกนถามก่อนจะโยนหนังสือที่เคยวางอยู่บนโต๊ะขึ้นไปไว้บนกองหนังสือที่สูงจนหวั่นใจว่ามันอาจจะล้มลงมา
แล้วหยิบเล่มใหม่จากกองหนังสืออีกกองที่จากตอนแรกมีเป็น 500 เล่ม
แต่ตอนนี้เหลือแค่ 197 เล่ม! มาเปิดอ่านอย่างเซ็งๆพลางเงี่ยหูฟังรอคำตอบจากบรรดาสมาชิกในครอบครัวที่แยกย้ายกันไปตามมุมต่างๆเพื่อช่วยเขาหาข้อมูล
“ทางนี้ไม่มีอะไรคืบหน้า!!!!”
เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากส่วนไหนของหอสมุดก็ไม่อาจทราบได้ก่อนจะตามมาด้วยเสียงตุบ
ที่น่าจะเป็นเสียงของการวางหนังสืออย่างหัวเสียเป็นแน่ และถ้าเดาจากเสียง
คงจะเป็นเสียงของ ฟาเธอร์ คไลท์ หัวหน้ากลุ่มไดร์วูล์ฟแอสซาซิน บาทหลวงและนักฆ่าโหดเข้ากระดูกดำประจำครอบครัวแน่นอน
“ไม่พบอะไรเลยโว้ย!!!!” เสียงที่ดังจนชั้นหนังสือสะเทือนดังขึ้นจากทางฝั่งซีกขวาของห้องสมุดซึ่งมันทำให้ชายหนุ่มสรุปได้เลยว่า
หนังสือตรงโซนนั้นไม่มีคำตอบให้เขาแน่นอน เพราะท่าทาง พลเอกราฟาเอล ดรากูล หัวหน้ากลุ่มมังกรแดงแห่งบริเตน
จะหาไม่เจอจริงๆ และราฟาเอล หรือที่เรียกกันสั้นๆว่าราฟจะต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างสูงในการอ่านหนังสือเป็นร้อยๆเล่ม
ดังนั้นเขาจะไม่เซ้าซี้อะไรมากนักกับพ่อมังกรไฟที่พร้อมจะเผาชาวบ้านชาวช่องเขาได้ตลอดเวลา
“พักบ้างก็ได้นะ
ฟรานซิส” เสียงเนยๆของบาร์โทโลมิว แฟรงเกนส์สไตร์ ทำให้ ฟรานซิส แฟรงเกนส์สไตร์ หัวหน้าใหญ่แห่งกลุ่มเดอะการ์เดียนลีกและเป็นน้องชายของบาร์โทโลมิวเงยหน้าขึ้นมามองพี่ชายต่างมารดาที่กำลังอ่านหนังสือในมือทั้งสองข้างในเวลาเดียวกัน
“ไม่ได้หรอกพี่ชาย
ตราบใดที่ยังหาทางช่วยแม่ไม่เจอ ฉันก็จะไม่มีวันหยุด” ฟรานซิสพูดก่อนจะก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ
ถึงแม้ว่าเขาจะเริ่มปวดหัวนิดๆ
แต่ตราบใดที่ยังหาทางช่วยแม่ของเขาให้พ้นจากอาการโคม่าไม่ได้เขาก็จะไม่หยุด
แต่เขาก็ผละนิดหน่อยเมื่อรู้สึกถึงฝ่ามืออบอุ่นแต่หยาบกร้านกำลังลูบหัวเขาอยู่ เขาเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของมือซึ่งก็คือพี่ชายของเขาที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความสงสัย
“อย่าฝืนตัวเองน้องชาย
ถ้านายเป็นอะไรขึ้นมา ใครจะช่วยแม่แมร์รี่กัน?
หรือว่านายอยากให้ฉันรักษาแม่แมร์รี่ล่ะหืม?” บาร์โทโลมิวพูดด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนซึ่งเขาไม่ได้ทำมันบ่อยนัก
แต่กับคนในครอบครัวกับน้องชายต่างมารดาตรงหน้านี้
เขามักจะยิ้มให้กำลังใจและทำหน้าที่เป็นพี่ชายที่ดีเสมอ
เพราะว่าพวกเขาเหลือกันอยู่แค่นี้ ถึงจะเรียกคนอื่นๆว่าครอบครัว
แต่ก็แค่สายสัมพันธ์ มันไม่ได้ผูกพันกันเท่าสายเลือด แต่มันก็แล้วแต่กรณี
ฟรานซิสยิ้มก่อนจะหัวเราะออกมาพลางปิดหนังสือที่เพิ่งเริ่มอ่านไปได้แค่หน้าเดียวเท่านั้น
“ใครจะไปยอมให้พี่รักษาแม่ของผมกันล่ะ
ถ้าเกิดแม่ของผมโดนพี่ชำแหละหรือจับทดลองอะไรขึ้นมา มันก็แย่น่ะสิ”
ฟรานซิสพูดยิ้มๆก่อนจะเอนหลังไปกับพนักเก้าอี้พลางยกมือขึ้นมานวดขมับเพื่อคลายความปวด
“คิดได้แบบนั้นก็ดี
พักสักครู่ให้หายเหนื่อยล้าก่อน แล้วค่อย...”
โครม!!!!
“อ้ากกกกกกกก!!!”
“...แล้วค่อยกลับมาอ่านต่อก็ได้”
ยังไม่ทันที่บาร์โทโลมิวจะได้พูดจบก็เกิดเสียงดังสนั่นราวกับเสียงอะไรถล่มตามมาด้วยเสียงกรีดร้องที่พวกเขาต่างก็จำกันได้ดีว่าเป็นเสียงของใครก่อนที่บาร์โทโลมิวจะพูดต่อให้จบแล้วปิดหนังสือในมือทั้งสองข้าง
ในขณะที่ ฟรานซิสหยุดหายใจไปชั่วขณะหนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองบาร์โทโลมิวที่ก้มลงมองหน้าเขาเช่นกัน
ทั้งคู่แสดงสีหน้าเซ็งๆก่อนจะถอนหายใจ
“เฮ้อ~ ซูซาน เลโอเน่” ทั้งคู่เอ่ยพร้อมกันก่อนที่
ฟรานซิสจะลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินไปยังทิศทางของเสียงนั้นโดยมีบาร์โทโลมิวเดินตามหลัง
เมื่อเดินมาถึงจุดที่น่าจะเป็นต้นกำเนิดของเสียง
ก็พบกับร่างที่ถูกกองหนังสือทับจนจมมิดลงไปในทะเลแห่งหนังสือ(?) ซึ่ง
มีเพียงแค่ส่วนหัวเท่านั้นที่สามารถโผล่พ้นออกมาจากกองหนังสือได้
“ดีนะที่น้องไม่ได้ทำให้ชั้นหนังสือมันล้มระเนระนาด
น่ะ ซูซาน” ฟรานซิสพูดยิ้มๆก่อนจะค่อยๆคุ้ยกองหนังสือตรงหน้าเพื่อช่วย ซูซาน
อดีตหัวหน้ากลุ่มน็อทเต้
บลีสท์หรือกลุ่มราชสีห์ทมิฬที่ในตอนนี้รับงานเป็นรองหัวหน้าของ เดอะการ์เดียนลีก
และเป็นเลขาของ ฟรานซิส
“พี่! ข่าวด่วน
เขาเจอสิ่งที่พอจะช่วยแม่แมร์รี่ได้แล้วล่ะ!!!”
ซูซานตะโกนอย่างตื่นเต้นทำให้ ฟรานซิสชะงักก่อนจะกระชากคอเสื้อของร่างตรงหน้าให้ขึ้นมาจากกองหนังสือ
ก่อนจะเขย่าด้วยความตื่นเต้นปนดีใจจนลืมตัว
“จริงเหรอ!!ไหนๆ!!น้องเจออะไร!!”
“หะ...หายใจไม่ออก...ไอ้คุณพี่
ปล่อยคอ!”
และเพราะได้การเตือนสติจากร่างในอุ้มมือที่เกือบจะตายหรือทรมานกับการบีบคอและการเขย่าๆจนเวียนหัว
ฟรานซิสก็ยอมปล่อยคอเสื้อให้ซูซานได้หายใจ ในขณะที่คนอื่นๆได้ตามมาสมทบที่นี่แล้ว
“ตัวเองเป็นยังไงบ้าง”
“อย่าเพิ่งมาหวานแถวนี้
ราฟ ซูซาน รีบๆบอกมาสิว่าน้องเจออะไร”
“เฮ้ย
ว่าแต่ฉัน นายเองก็ชอบหวานกับเมียนายเหมือนกันนั้นแหละ
และอย่าหาว่าฉันไม่เห็นนะว่าเมื่อกี้นายทำอะไรเมียฉัน”
“น่าๆ
เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ซูซานบอกเร็วๆดิว่าเจออะไร”
ฟรานซิสเลือกที่จะเมินเฉย
ราฟ ที่ในตอนนี้แทบจะลุกไหม้ด้วยความหงุดหงิดเสียเต็มประดา
“เฮ้ยๆ
อย่าทำห้องสมุดไหม้เชียวนะเว้ย” เสียงเตือนสติ ดังมาจาก ไฮเวอร์ เลโอเน่ หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า
ไฮ หัวหน้ากลุ่มสมาคมสิงโตสุริยะและผู้ที่ซูซานชอบเรียกด้วยความรักว่า “พี่จ๋า”
อย่างน่ารักน่าเอ็นดู ซึ่งถ้าไฮเวอร์คือพี่ของซูซาน และ ซูซานคือเมียของ ราฟ
ไฮเวอร์ก็ต้องเป็นพี่เมียของ ราฟ ดังนั้น ในฐานะสามีที่ดีรวมไปถึงสามีที่รักเมียแบบสุดๆ
ก็ต้องเชื่อฟังและเคารพพี่เมีย ซึ่งแน่นอนว่า ราฟถือคตินี้ตั้งแต่ไหนแต่ไร
เลยพอจะใจเย็นลงได้บ้าง
“มันก็ไม่เชิงเป็นวิธีหรอกนะ
ฟรานซิส คือว่า ฉันเจอชื่อของคนที่พอจะช่วยได้น่ะ”
ซูซานพูดทำลายบรรยากาศที่กำลังจะลุกไหม้เพราะอารมณ์ร้อนของสามีตน
ซึ่งสิ่งที่เขาพูดมันเปลี่ยนบรรยากาศได้อย่างฉับพลัน
“ช่างเถอะ
ไม่ว่าจะอะไรก็ได้ ขอแค่มันช่วยแม่ได้ก็พอ”
“อืม คือว่า
มันมีเขียนไว้ในบันทึกสมัยที่อาร์กติกไม่เป็นน้ำแข็งน่ะ”
“นั้นมันประมาณ
250 ล้านปีได้ มั้งนั้น”
“ใช่ คือว่านะ
ในบันทึก มันมีชื่ออยู่ชื่อนึงที่ถูกบันทึกไว้ว่า รู้วิธีที่จะรักษาคนไข้ที่มีอาการแบบแม่แมร์รี่
และเป็นเพียงคนเดียวที่รู้สูตรยา”
“ใคร?”
“เธอชื่อ เอลม่า
ชอว์ และข่าวดีก็คือเธอยังมีชีวิตอยู่
แต่ข่าวร้ายคือ...เธอไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้แล้ว”
คำตอบพางงที่ทำให้ทุกๆคนสงสัยเสียจนเงียบกริบไปพักนึงจนกระทั่ง
เฮนรี่ ดรากูล
ญาติของราฟที่ยืนเงียบมานานต้องแย่งคนอื่นถามก่อนที่เขาจะไร้ตัวตน(?)
“ดะ...เดี๋ยวก่อนนะ
คือ...มันหมายความว่าไง ยังไม่ตายแต่ไม่ได้อยู่ในโลกนี้
แล้วมันไม่ต่างจากตายตรงไหน”
ผัวะ!!
“ไอ้ฉลาดน้อย! เขาอาจหมายถึง อยู่ดาวอื่นหรือมิติอื่น ช่วงเวลาอื่นก็ได้นะโว้ย!”
เสียงตบกะโหลกพร้อมกับคำตอบกวนๆของบาร์โทโลมิวทำเอาเฮนรี่มึนหัวตึบไปพักนึงแต่กับคนอื่นๆนั้นมองอย่างเอือมๆ
“ก็ ตามที่บาร์โทโลมิวพูดนั้นแหละ
เธอไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ก็คือเธอไปอยู่นอกโลกโน้น”
“เห็นมั้ย”
“เออ ไอ้ฉลาด”
ตบหัวเขาแล้วยังหันมาพูดพร้อมยิ้มเยาะเย้ยอีกไอ้เพื่อนเวร
“อย่าเพิ่งกัดกันน่าทั้งสองคน
ต่อเลยนะ คือ อย่างที่พวกเรารู้กันตามประวัติศาสตร์ ในช่วงสมัยนั้น อาร์กติกเป็นเมืองท่าที่ติดต่อกับหลายๆเผ่าพันธุ์รวมไปถึงชาวต่างดาวทั้งหลาย
ซึ่งในช่วงขององค์จักรพรรดิองค์ที่ 4
ซึ่งเพิ่งยึดประเทศจากพวกโอเดียได้ก็เริ่มทำการพัฒนาประเทศของพระองค์
ท่านได้ให้คนของท่านไปศึกษาวัฒนธรรมและเทคโนโลยีของชาวต่างดาว โดยหนึ่งในนั้นมี
เอลม่า ชอว์ รวมอยู่ด้วย แต่ว่าหลังจากผ่านไปสัก...อ่า...น่าจะประมาณ 5200 ปี
คนของพระองค์ก็กลับมาจากการไปศึกษาชาวต่างดาว
แต่มีเพียงคนเดียวที่ไม่ได้กลับมา
นั้นก็คือ เอลม่า ชอว์”
“งั้นมันก็อาจแปลได้อีกอย่างว่า
เธออาจตายในระหว่างไปศึกษาชาวต่างดาวด้วยไม่ใช่หรือไง?
จะแน่ใจได้ยังไงว่าเธอยังมีชีวิตอยู่”
ไฮเวอร์ถามขึ้นหลังจากนั่งฟังน้องชายของตนพูดมานาน
“เธอยังไม่ตาย
ที่จริง นอกจากเธอแล้ว ยังมี อลิสซาเบธ ชอว์ แม่ของเธอกับเดวิด นักปราชญ์
ขององค์จักรพรรดิ ที่ไม่ได้กลับมาด้วยกันกับเธอ และที่ว่าแน่ใจได้ยังไงว่าเธอยังไม่ตาย
ง่ายๆเลย ก็คือเธอมักจะส่งข้อมูลของดวงดาวที่เธอและแม่ไปสำรวจกลับมาที่อาณาจักรเสมอ
หลังจากนั้นพวกเดอะ วอชเชอร์ (The watcher) กับเดอะ ฮิสทอรี่ (The History) ก็จะบันทึกข้อมูลพวกนั้นลงในสมุด ซึ่งเอลม่ายังคงส่งข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง
จนถึงทุกๆวันนี้ แต่ว่าเราไม่อาจติดต่อเธอได้ถึงแม้ว่าเธอจะสามารถส่งข้อมูลมาให้พวกเราได้ก็ตาม
และมีเพียงคนเดียวที่ได้รับข้อมูลของเธอมาจนถึงทุกๆวันนี้
ซึ่งเธอก็เป็นคนที่อยู่ในยุคนั้น”
“ป้า วัลกิเลีย!!”
ทั้งหมดอุทานชื่อของบุคคลที่ว่าขึ้นมาพร้อมๆกัน
.
.
.
“เอ๊ะ เอลม่า
ชอว์หรอ? ก็ ยังพอได้รับข้อมูลจากเธออยู่บ้างหรอกนะ”
หญิงสาวผมสีเงินยาวยวงตอบพร้อมรอยยิ้ม ซึ่งเธอคนนี้ก็คือ วัลกิเลีย
อาจารย์ของเบียทริก แม่มดแห่งทองคำผู้ซึ่งเป็นอดีตองค์จักรพรรดินี แม่ขององค์จักรพรรดิกาเบลียใน
ปัจจุบัน
หลังจากรู้ว่าใครพอจะช่วยได้ทั้งหมดก็รีบอพยพออกจากห้องสมุดตรงมายังบ้านพักของแม่มด
วัลกิเลียทันทีและคำตอบที่ได้รับ นั้นก็ช่วยสร้างความหวังกับ ฟรานซิสได้เป็นอย่างดี
“แล้ว
พอจะบอกพิกัดที่อยู่ของเธอได้มั้ยครับ?” ฟรานซิสถามอย่างร้อนรน
ในใจของเขาเต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้นผสมปนเปกันไป
“ขอโทษนะจ๊ะ
ที่ฉันไม่สามารถบอกได้” วัลกิเลีย พูดทำให้ ฟรานซิสสะอึก รู้สึกอยากจะร้องไห้(?)ขึ้นมายังไงชอบกล
แต่ก็ชะงักกับประโยคต่อไป “แต่เธอคงพอจะรู้มั้ง ว่าในอนาคตคงจะมีคนอยากเจอเธอ
เอลม่า เลยทิ้งนี่ไว้ให้ฉัน บอกว่าถ้าเกิดมีใครอยากเจอกับเธอให้มอบสิ่งนี้ให้กับเขา”
วัลกิเลียพูดพลางหยิบบางอย่างออกมาจากกระโปรงซึ่งมันก็คือลูกคิวบิคหรือรูบิคนั้นเอง
“รูบิค!!” ทั้ง 7 คนอุทานขึ้นมาพร้อมๆกันพร้อมกับแสดงสีหน้างงงวยออกมาในขณะที่
วัลกิเลียยังคงยิ้มอยู่ เธอยื่นลูกรูบิคมาให้กับ ฟรานซิส ซึ่งเขาก็รับมันมาถือไว้แล้วก็พบว่ามันหนักกว่ารูบิคทั่วๆไป
ในทางกลับกัน มันเหมือนรูบิคที่บรรจุเทคโนโลยีล้ำสมัยของแอตแลนติกหรือรูบิคไฮเทคจากศตวรรษที่
23-26 ซึ่งมันก็นานอยู่เอาการเหมือนกันกับเหตุการณ์เมื่อตอนนั้นที่พวกเขาแอบด่อดไปจิ๊กมาศึกษาจากอนาคตอันไกลโนและอดีตที่เกือบจะเข้าขั้นยุคดึกดำบรรพ์
(ที่จริงดึกดำบรรพ์เลยล่ะ) และก็อปปี้มันซะ (?)
“เธอคือคนที่อยากจะหาคำตอบ
หวังว่าเธอคงจะรู้วิธีใช้มันนะ” วัลกิเลีย กล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วทำท่าจะเดินออกไป
“จะไปไหนหรอครับ
ป้า วัลกิเลีย?” ซูซานถามหญิงสาวที่กำลังจะเดินพ้นขอบประตูไป
“ฉันมีสอนที่
บราทซิลลาซ น่ะ คงต้องขอตัวก่อน เชิญพวกเธออยู่ต่อตามสบายเลยจ้ะ
แต่อย่าทำบ้านฉันเลอะเทอะนะจ๊ะ” เธอพูดทิ้งท้ายเพียงแค่นั้นก่อนที่ร่างทั้งร่างของเธอจะอันตรธานหายไป
เหลือทิ้งไว้เพียงคน 7 คนที่ต้องมานั่งหาคำตอบกับรูบิคปริศนา
“ถ้าลองบิดมันแล้วจะมีอะไรโผล่ออกมา
มั้ยเนี้ย?” เฮนรี่ พูดพลางค่อยๆก้าวถอยหลังแต่ก็โดนซูซานจับแขนเอาไว้ก่อนจะกระชากให้กลับมายืนอยู่ที่เดิม
“ดูหนังมากไปปะ
ไม่มีอันตรายอะไรหรอกพี่” ซูซานพูดปลอบพลางจ้องมอง ฟรานซิสที่พลิกรูบิคไปมา
“ฟันธงมั้ย?”
เฮนรี่ถามเพื่อความสบายใจของเขา
“ไม่อะ”
ซูซานตอบอย่างมั่นใจ
“ขอบใจมากน้อง=_=^”
“ด้วยความยินดีจ้า”
“ฉันประชด”
“รู้”
“กวนเรอะ?”
“เปล่า”
“แล้ว...”
“คุณ
มรึงจะอยู่ใกล้เมียกรูอีกนานมั้ย?”
ยังไม่ทันที่เฮนรี่จะเล่นส่งมุกตบมุกกับ
ซูซานจบ ก็โดนเสียงเย็นๆนิ่งๆของราฟถามขึ้นขัดการสนทนาของพวกเขาเสียก่อน ดวงตาสีทองที่จ้องมองมาราวกับจะเผาเขาให้เป็นเถ้า
ทำเอาเฮนรี่รีบถอยหลังจาก ซูซานแล้วก็ค่อยๆกระดึ๊บๆไปยืนข้างๆบาร์โทโลมิวเพื่อนซี้ของเขาแทน
ปล่อยให้ราฟ กระดึ๊บเข้ามายืนข้างๆซูซาน
และแอบเนียนโอบไหล่บางให้เข้ามาใกล้ๆซึ่งก็โดนคนร่างเล็กกระทุ้งศอกเข้าให้ทีนึง
แต่ชายหนุ่มผมแดงกลับทำเพียงแค่ยิ้มแล้วกอดไหล่เขาต่อ แต่ร่างเล็กกว่าเขานั้นหน้าแดงจนแทบจะมีควันขึ้น
“ฉันว่า มันเป็นปริศนาที่ต้องแก้”
ฟรานซิส พูดก่อนจะเริ่มบิดรูบิคเพียงแค่นั้นก็ทำให้เฮนรี่ สะดุ้งโหยงเตรียมใส่เกียร์หมาวิ่งสู้ฟัดทันที(?)แต่ก็ถูกบาร์โทโลมิวเพื่อนซี้จับคอเสื้อไว้ซะก่อน
“ถ้ามันเป็นแบบรูบิคต้องสาปของพี่ชายฟาเธอร์ล่ะก็
ฉันจะเอาแส้ฟาดนายแน่ ฟรานซิส” เฮนรี่พึมพำ ขาสั่นพับๆอย่างเตรียมวิ่งเต็มทนในขณะที่
ฟรานซิสกำลังตั้งใจ บิดลูกรูบิค แก้ปริศนาที่อาจเป็นคำตอบนำเขาไปสู่สูตรตัวยาหรือวิธีที่จะสามารถช่วยแม่ของเขาได้
“เงียบน่า
น้องฉันต้องใช้สมาธิ” บาร์โทโลมิวพูดเสียงนิ่งเรียบ
แต่มือที่จับคอเสื้อของเฮนรี่นั้นกำแน่นกัน เพื่อนซี้หนี
“รูบิคต้องสาปของพี่ชายฉันมีเพียงอันเดียว
และมันก็อยู่นี่” ฟาเธอร์พูดก่อนจะชูรูบิคสีทองกรอบดำมีอักขระแปลกๆเต็มไปหมดขึ้นมาซึ่งมันทำให้เฮนรี่สะดุ้งโหยง
เตรียมลอกคราบ(?)หนีทันที “กลัวทำไม ฉันยังไม่ได้เปิดมันเลย อีกอย่าง วิญญาณปีศาจในนี้ก็พี่ๆของฉันทั้งนั้น
พวกเขาไม่น่ากลัวหรอก”
“นายไม่กลัวแต่ฉันกลัวโว้ย!!เก็บไปเลยนะ!!”
เฮนรี่พูดอย่างร้อนรนพลางดิ้นไปมาเพราะเขาโดนบาร์โทโลมิวจับหลังคอเอาไว้แล้วยกสูงจนขาเขาลอย
แถมแรงที่บีบก็ไม่ใช่น้อยๆ ทำเอาเฮนรี่ดิ้นเป็นปลาขาดน้ำ
ฟาเธอร์มองเฮนรี่ด้วยใบหน้านิ่งเรียบ
ก่อนจะเก็บรูบิคต้องสาปที่เต็มไปด้วยวิญญาณปีศาจของพวกพี่ๆเขาลงกระเป๋า จากนั้นก็หันไปมอง
ฟรานซิสที่กำลังไขปริศนารูบิคอยู่
“พวกนายเลิกเล่นปาหี่กันสักทีจะได้มั้ย! มันกวนสมาธิของ ฟรานซิสนะเฮ้ย แล้วก็บาร์โทโลมิว
ปล่อยเฮนรี่สักทีเถอะเว้ย ส่วนเฮนรี่...อย่ากระโตกกระตาก” ไฮเวอร์
พูดเสียงนิ่งเรียบ แต่แฝงไปด้วยอำนาจตามแบบฉบับของคนตระกูลเลโอเน่
ซึ่งบาร์โทโลมิวก็ทำตามโดยการปล่อย...อันที่จริงทิ้ง เฮนรี่ให้ลงไปนวดคออยู่บนพื้น
“นี่นายเห็นฉันเป็นอะไรกันฟะ”
เฮนรี่ถามอย่างไม่ต้องการคำตอบด้วยอาการเซ็งๆปนอยากให้บรรยากาศมันไม่กดดันมากเกินไปตามแบบฉบับคนตลกเฮฮาจนเกินเหตุ(?)
“เหยื่อ
ของเล่น เพื่อนซี้ ที่รองมือรองตีน จะให้พูดอีกมั้ย?”
บาร์โทโลมิวพูดนิ่งๆพลางปรายตามองเฮนรี่ซึ่งทุกๆคนต่างรู้ดีว่าต่อให้บาร์โทโลมิวทำหน้านิ่งวางมาดขนาดไหน
แต่ในใจพี่แกคงกำลังหัวเราะและยิ้มอย่างสนุกสนานเป็นแน่แท้
เฮนรี่ได้แต่บ่นในใจเพราะถ้าเขาโต้ตอบ ตลกคาเฟ่(?)นี่คงไม่จบลงง่ายๆแน่นอน
“ได้แล้ว”
ฟรานซิสพูดขึ้นทำให้ทั้งหมดหันมามองอย่างตื่นเต้น รูบิคที่ในตอนแรกสีกระจัดกระจาย
หากแต่ทว่าในครานี้ ลูกรูบิคกลับมีแต่สีขาว ซึ่งมันทำให้ทุกๆคนรู้สึกงงเป็นอย่างมาก
แต่พอมาสังเกตดูดีๆ ก็พบว่า
มันจะมีอยู่ด้านหนึ่งที่มีสีแดงอยู่ท่ามกลางสีขาวเหล่านั้น
“ปุ่ม?”
บาร์โทโลมิว พึมพำพลางขยับแว่นตาของพ่อเขา
ที่เขาเอามาใส่เพื่อให้เหมือนมีพ่ออยู่ข้างๆเสมอ ด้วยใบหน้าเรียบนิ่งและรู้สึกตื่นเต้นกับการค้นพบตามแบบฉบับของนักวิทยาศาสตร์ในขณะที่คนอื่นๆรู้สึกลุ้นๆ
แต่กับเฮนรี่...รายนั้นเริ่มหวั่นใจกลัวว่าถ้ากดปุ่มนั้นเมื่อใดพวกเขาได้เจอเรื่องเมื่อนั้นแน่นอน
“ช่วยบอกฉันทีว่านายจะไม่กดปุ่มนั่น”
เฮนรี่พูดแต่ ฟรานซิสกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม นั้นก็คือ...เขากดปุ่ม...
ทำเอาเฮนรี่แทบจะเป็นลมลงไปกองกับพื้น หากแต่ เมื่อกดปุ่มสีแดงนั้น
ทุกๆอย่างรอบข้างกลับกลายเป็นสีดำซึ่งนั้นทำให้เฮนรี่ถึงกับกระโดดกอดซูซานแต่ก็โดนสันมือของราฟเข้าให้ทำให้ต้องถอยมายืนข้างหลัง
ซูซานอย่างหวาดระแวง แสงสว่างเริ่มปรากฏ
แต่ปรากฏขึ้นมาในรูปแบบของแสงดวงเล็กๆ จากหนึ่ง
เป็นสอง สาม สี่ ห้า แล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆไม่รู้จบซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับทุกๆคนเป็นอย่างมาก แสงสว่างเหล่านั้น
เริ่มเรียงรายกลายเป็นรูปแบบต่างๆที่ดูคุ้นตาและไม่คุ้นตา(?) ซึ่งมันดูเหมือนกับ...
“ดวงดาว”
ฟรานซิส พึมพำ ในขณะที่มองไปรอบๆห้องที่เต็มไปด้วยกลุ่มดาวต่างๆมากมาย
ซึ่งเขาคิดว่า สิ่งที่เขากับทุกๆคนกำลังเห็นอยู่นั้นมันน่าจะเป็นแบบจำลองของกลุ่มดาวต่างๆในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล
และมันก็ทำให้เขาคิดได้ ว่าสิ่งนี้ต้องเป็น “แผนที่”
“แผนที่!!!” อีก 6 คนอุทานตามเขาพร้อมกับมองตรงมาที่
ฟรานซิสด้วยใบหน้าที่อึ้งสุดๆ...ที่จริง มีแค่สองคนที่ทำหน้าอึ้ง
อีกสี่คนวางมาดหน้านิ่งได้เสมอต้นเสมอปลายมากๆ...
“บ้าไปแล้ว!! ถ้านี่คือแผนที่ นี่มันก็บ้ามากๆ
พี่จะออกเดินทางไปนอกโลกแล้วตามหาเอลม่า ชอว์
ในจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาลแบบนี้ได้ยังไงกัน
นี่ไม่ต้องพูดเรื่องการใช้เวลาหลายล้านปีแสงกับเรื่องความปลอดภัยเลยนะ”
ซูซานพูดด้วยความเป็นห่วง
ซึ่งมันฟังดูเหมือนคุณแม่ที่เป็นห่วงลูกเวลาจะออกเดินทางไกลยังไงพิกล
“ฉันไปได้
ดูนั่นสิ” ฟรานซิส พูดพร้อมกับชี้ให้ทุกๆคนมองไปยังดาวดวงหนึ่งที่มีตัวอักษรลอยอยู่รอบๆดาวดวงนั้นซึ่งตัวอักษรเหล่านั้นเขียนว่า
“มาทางนี้”
“ง่ายไป มั้ย!!” ทั้ง 6 คนอุทานขึ้นมาพร้อมๆกันอีกครั้งซึ่งจากข้อความที่ปรากฏมันทำให้พวกเขาระแวงอยู่ไม่น้อย
แต่ทว่า ในขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นเพียงเบาะแสเดียวที่จะสามารถทำให้ ฟรานซิสได้เจอกับ
เอลม่า ชอว์ และจะได้รู้วิธีที่จะสามารถรักษาแม่ของเขาได้สักที
“ถึงจะยังไง
ฉันก็ต้องทำ นี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้แม่ของฉันหายดีได้” ฟรานซิส พูดด้วยความมุ่งมั่นซึ่งทุกๆคนที่อยู่ที่นี่ล้วนเห็นใจเขาแต่ในขณะเดียวกันก็เป็นห่วงตัวเขาด้วยเช่นกัน
“แล้ว
โคลอี้ล่ะ” ซูซานพูดขึ้นทำให้ ฟรานซิส ชะงักไปก่อนที่ซูซานจะเริ่มพูดต่อ
“พี่กับเธอกำลังจะมีลูกด้วยกันนะ
นี่พี่จะทิ้งเธอไปในช่วงที่เธอต้องการให้พี่อยู่เคียงข้างที่สุดเนี้ยนะ”
“ฉันเข้าใจดี”
ฟรานซิส พูด เขาหลับตาลงพร้อมกับถอนหายใจ ถึงสิ่งที่ซูซานพูดออกมานั้นมันจะเป็นความจริง
ใช่ เขาใช้เวลานานกว่าจะสามารถใช้ชีวิตคู่กับโคลอี้
อดีตพระสนมขององค์จักรพรรดิแซมมาเอล แล้วพอมาตอนนี้เขากับเธอสมหวัง ได้แต่งงานกัน
อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขและกำลังจะมีเจ้าตัวเล็กด้วยกัน
...ซึ่งนั้นหมายถึงเขากำลังจะได้เป็นพ่อคนอีกครั้ง
แต่ในขณะเดียวกันแม่ของเขาก็กำลังจะได้กลายเป็นคุณยายอีกครั้งเช่นกัน...
ตั้งแต่เด็กๆ
แม่ของเขามักจะเล่าให้เขาฟังถึงพ่อแม่ของท่านหรือก็คือตากับยายของเขาที่อยู่บนแอสการ์ด
ทุกๆวันและมักจะบอกเขาเสมอว่าอยากจะเจอหน้าพ่อกับแม่สักครั้ง ในบางครั้งเขาเคยเห็นแม่ของเขาออกไปนั่งมองท้องฟ้านอกบ้าน
ก่อนจะอธิษฐานขอให้ได้ไปพบพ่อกับแม่ของท่าน...ในฐานะลูก...เขาอยากจะทำให้แม่มีความสุข
เขาอยากมอบของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับแม่ของเขา คือการทำให้ความปรารถนาของแม่เป็นจริง
นั่นก็คือการได้พบกับพ่อแม่ของท่าน...
ดังนั้นเขาจะไม่ยอมให้แม่ของเขาตาย ถึงเขาจะเห็นแก่ตัว
แต่ว่า...มีลูกที่ไหนบ้างที่ทนเห็นพ่อแม่ของตนตายไปโดยที่ไม่ยอมทำอะไรเลย...นั่นไม่ใช่เขาแน่นอน...เขาจะทำให้แม่หายจากอาการโคม่าและพาแม่ไปพบกับตายายของเขา...มอบความสุขที่แม่ปรารถนามานานให้กับแม่...นั้นคือสิ่งที่เขาจะทำ
“เฮ้อ~ ถ้าตัดสินใจแล้ว อยากจะทำอะไรก็ทำเถอะ”
ซูซานกล่าวทำให้ ฟรานซิส หลุดออกจากภวังค์ก่อนจะลืมตามอง
ซูซานที่เดินมาจับมือเขาอย่างให้กำลังใจด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น “ถ้าฉันเป็นพี่
ฉันก็จะทำแบบนั้นเหมือนกัน ในเมื่อพี่มีโอกาสที่จะทำมันให้สำเร็จ พี่ก็ทำมันซะ
แต่ระวังตัวด้วยล่ะ เพราะว่ายังมีคนรอพี่อยู่”
“ขอบใจ”
ฟรานซิสพูดแล้วเข้าไปกอดซูซาน
คำอวยพรของร่างตรงหน้าและความอบอุ่นที่ราวกับเป็นแม่ของเขาอีกคนมันทำให้เขาตื้นตันใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา
แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาร้องไห้ ดังนั้นเขาจึงต้องกล่ำกลืนน้ำตาเอาไว้
“แล้ว มีแผนว่ายังไง?” ฟาเธอร์ถามขึ้น ทำให้ ฟรานซิสผละออกมาจากซูซานพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ
ก่อนจะผ่อนลมหายใจอกมาแล้วใช้ความคิดสักครู่เพื่อเรียบเรียงสิ่งที่เขาคิดอยู่ในหัวให้เข้าที่เข้าทางหลังจากนั้นก็เริ่มอธิบายแผนของเขาให้กับเพื่อนๆของเขาฟัง
“ อย่างแรกเลย
ฉันจะออกเดินทางตามหา เอลม่า ชอว์
และในระหว่างนั้น พวกนายต้องช่วยฉัน” ฟรานซิส พูดด้วยใบหน้าจริงจัง
ดูราวกับสิ่งที่เขากำลังพูดอยู่นี้คือแผนการรบอะไรสักอย่าง
“ยังไงล่ะ?”
ไฮเวอร์ ถาม พร้อมกับตั้งใจฟังในสิ่งที่เพื่อของเขากำลังจะพูด
“ใช้หนี้”
ฟรานซิส พูดด้วยใบหน้าจริงจังแต่...
“พ่อ มรึงสิไอ้
ฟรานซิส!!!!!!” แต่มันทำให้เพื่อนๆของเขาทั้ง 5
คนพูดขึ้นมาพร้อมๆกันด้วยความไม่พอใจ...ก็แน่ล่ะ...ใครมันจะไปอยากใช้หนี้กันล่ะ...
“เฮ้ย
พ่อมันกับพ่อฉันคนเดียวกันนะเฮ้ย”
บาร์โทโลมิวพูดเสียงนิ่งอย่างไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ...แต่ด่าพ่อนี่เขาเป็นเดือดเป็นร้อนแน่นอน...
“อย่าเพิ่งโวย
ครับพี่น้องทั้งหลาย ฟังผมก่อน~” ฟรานซิส
พูดห้ามทัพก่อนที่เขาจะโดน สหบาทา
“เอาเหตุผลที่ฟังเข้าหูนะโว้ย
ไม่งั้นเจอตีนแน่เอ็ง” ราฟพูด
เขาเริ่มปล่อยความร้อนออกมารอบๆตัวตามอารมณ์ที่ร้อนขึ้นของเขา ทำให้ ฟรานซิส
กลืนน้ำลายแล้วเริ่มอธิบายให้ทั้งหมดเข้าใจ เพื่อที่เขาจะได้ไม่โดนรุมกระทืบ
“คือว่านะ
ฉันคิดแผนไว้แบบนี้
ฉันจะยื่นเรื่องกับสภาสูงให้พวกเราสามารถออกไปยังดินแดนของมนุษย์ได้ และ
ฉันก็จะให้พวกนายแค่บางคนช่วยใช้หนี้บทลงโทษที่ฉันฝ่าฝืนกฎกับเรื่องยื่นเรื่องกับสภาด้วย”
ฟรานซิส อธิบาย
แต่ดูเหมือนจะมีหลายๆคนที่ยังงงๆอยู่...ที่จริงก็ทั้งหมดเลยนั้นแหละ
แต่ยกเว้นแค่บาร์โทโลมิว คนเดียวที่ไม่งง...
“แล้ว จะให้พวกเราไปทำอะไรที่ดินแดนมนุษย์กันล่ะ?”ฟาเธอร์
ถามด้วยใบหน้านิ่งเรียบพร้อมกับยกมือขึ้นมากอดอก
“ฉันกับ
กาเบลีย วางแผนจะเชื่อมสัมพันธ์อันดีกับพวกมนุษย์น่ะ ก็นะ
เราปกป้องพวกเขาเงียบๆแบบนี้ไปได้ไม่นานนักหรอก ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาก็ต้องรู้
ซึ่งมันเป็นแบบนี้ตลอด!! ดังนั้น เราสมควรให้พวกเขารู้ว่าเราเป็นมิตร
ไม่ใช่ศัตรู และพวกเราจะเข้าร่วมกับพวกฮีโร่เพื่อจะได้ปกป้องโลกได้สะดวกๆ” ฟรานซิส
อธิบายซึ่งจากที่เขาพูด ดูเหมือนองค์จักรพรรดิกาเบลีย
จะรู้เรื่องนี้ก่อนพวกเขาเสียอีก แถมเขายังออกแนวประชดประชันในส่วนที่พูดว่าตลอดอีกด้วย
“โอเค
พอรับได้ แล้วไงต่อ” ราฟ ที่อารมณ์เริ่มเย็นลงถาม
“ตากับยายฉันทะเลาะกันและถูกลบความทรงจำเรื่องแม่ของฉัน
ดังนั้นฉันจึงอยากให้พวกนายไปช่วยให้พวกท่านคืนดีกันและจำเรื่องของแม่ฉันได้ รวมไปถึงบอกข้อมูลทั้งหมดของเรากับกลุ่มคนที่พวกนายคิดว่าเหมาะสม”
ฟรานซิส กล่าวซึ่งทั้งหมดก็พยักหน้าเพราะว่าเริ่มเข้าใจกันอย่างถ่องแท้ ถึงจะฟังดูบ้าและอันตราย
แต่มันก็มีผลดีอยู่บ้าง แถมมันฟังดูเหมือนเป็นการปูทางไปสู่อนาคตที่ดียังไงก็ไม่รู้
พวกเขาคิดแบบนั้น แต่ไม่ว่ายังไงซะ...คงมีคนที่ไม่เห็นด้วยอยู่เป็นแน่...
“เปิดเผยให้พวกมนุษย์รู้เนี้ยน่ะว่ามีพวกเราอยู่บนโลกใบนี้
จะบ้าเรอะ!! นายลืมไปแล้วหรือไงว่าพวกมันทำอะไรกับพวกเราไว้บ้าง
พวกมันไม่น่าไว้ใจ!!” ฟาเธอร์ พูดอย่างหัวเสีย
เขาไม่ได้เกลียดมนุษย์หรือะไรมากนัก แต่เขาแค่ไม่ไว้ใจพวกมนุษย์
และเหนืออื่นใดคือเขากลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขา
“ใจเย็นๆ
ฟาเธอร์ พวกเขาไม่ได้เลวร้ายไปซะหมดทุกคนหรอกนะ พี่ก็รู้ดี” ซูซานพูดอย่างใจเย็น
เขาเองก็รู้สึกเช่นเดียวกับ ฟาเธอร์ แต่เขาเลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวมนุษย์
ว่ามนุษย์นั้นไม่ได้เลวร้ายไปซะหมดทุกคนหรอก จนแล้วจนรอด
พวกเขาก็ยังคงมีความดีอยู่ในตัว ไม่มากก็น้อย
“ใจเย็นๆน่า ฉันยังไม่อยากให้เปิดประเทศตอนนี้หรอก
และจะไม่ให้เปิดตลอดไปด้วย ฉันแค่จะให้พวกนั้นรู้จักพวกเราในฐานะซุปเปอร์ฮีโร่
และให้แค่คนบางพวก อย่างหน่วยชิลด์กับพวก X-men
ประมาณนี้รู้ถึงประเทศของพวกเราก็เท่านั้นเอง แต่ถึงจะบอกไปหมดก็ไม่เห็นเป็นไรนิ
เพราะถ้าไม่ได้รับอนุญาตพวกมันก็เข้ามาในอาณาจักรของเราไม่ได้หรอก” ฟรานซิส
พูดก่อนจะถูก ฟาเธอร์ กระชากคอเสื้อ
“อย่าประมาทพวกมนุษย์ไป
ฟรานซิส พวกมันร้ายกาจกว่าที่นายคิด” ฟาเธอร์ พูดเสียงเย็นก่อนจะเหลือบตามอง บาร์โทโลมิวที่เอาเข็มฉีดยามาจ่ออยู่ที่คอของเขา
“ใจเย็นๆ
หลวงพ่อ ฟาเธอร์
ฉันรับปากนายด้วยชีวิตของฉัน ว่าอาณาจักนของเราจะปลอดภัย” บาร์โทโลมิวพูด
“สาบานต่อพระเจ้า?”
“ฉันสาบานต่อพระเจ้า”
เมื่อได้ยินดังนั้น
ฟาเธอร์จึงปล่อยคอเสื้อของ ฟรานซิส แล้วถอยออกมายืนห่างๆ
“อย่าห่วง
ฉันเองก็จะไม่ยอมให้ประเทศของเราเกิดอันตรายเด็ดขาด
ฉันแค่ให้คนที่สมควรรู้ได้รับรู้อะไรบ้างก็เท่านั้นเอง
พวกเราแค่ทำหน้าที่ปกป้องพวกมนุษย์และกลับบ้านก็แค่นั้น แต่ในกรณีของเราคือส่งคนไปประจำการที่ดินแดนมนุษย์
วนเวียนสลับเปลี่ยนกันไป นั้นคือสิ่งที่ฉันคิดในอนาคต” ฟรานซิส
พูดซึ่งมันก็ฟังดูไม่เลว แต่ฟาเธอร์ก็ยังระแวงอยู่ดี เพราะการที่เขาอยู่มานาน
โดยส่วนใหญ่เขามักจะเจอแต่เรื่องร้ายๆ ศาสนาถูกใช้เป็นเครื่องมือ
การถูกหักหลังและหลายๆอย่าง รวมไปถึงการที่เขาไม่เคยเจอสิ่งที่เรียกว่าคนดี
ทำให้เขาไม่ค่อยไว้ใจมนุษย์...เพราะเขากลัวความเจ็บปวดจากการไว้ใจมนุษย์และกลัวอันตรายต่างๆที่มันอาจเกิดกับครอบครัวของเขา...
“ลองไว้ใจพวกเขาดูสักครั้ง
พี่ชาย พวกเขาไม่ได้เลวร้ายไปซะหมดทุกคนหรอก” ซูซานพูดพลางจับไหล่ของ ฟาเธอร์เพื่อปลอบใจ
ชายหนุ่มผมสีทองขาวหันมามองดวงตากลมโตสีน้ำตาลเป็นประกายด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง
พลางคิดว่า ต่อให้ซูซานถูกทำร้ายอีกกี่ครั้ง
เด็กคนนี้ก็ไม่เคยสูญสิ้นศรัทธา...ช่างบริสุทธิ์...
“อืม”
เขาทำเพียงแค่ขานรับสั้นๆ และเขาก็คิดว่า ถ้าเขาได้ไปดินแดนมนุษย์อีกครั้ง
เขาก็จะทำแบบเดิมเหมือนกับที่เคยทำเมื่อหลายพันปีก่อน...คือการกำจัดพวกมะเร็งเนื้อเน่า(?)ให้หายไปจากโลกใบนี้ให้หมด...ช่วยผู้บริสุทธิ์ที่ถูกทำร้าย...ถอนรากถอนโคนพวกสารเลวทั้งหลายให้หมดไปซะ...ทำในสิ่งที่เขาคิดว่าถูกต้อง...ต่อให้เขาถูกมองว่าเป็นฆาตกรก็ช่าง...
...เป็นฆาตกรกับคนทั้งโลก
แต่เป็นฮีโร่สำหรับคนๆเดียว...มันก็เพียงพอแล้ว สำหรับเขา...
“คนที่ฉันกะจะให้ไปก็มี
ซูซานกับ ฟาเธอร์ ส่วนพวกที่เหลืออยู่ใช้หนี้ที่นี่จนกว่าจะหมดแล้วค่อยตามไป”
ฟรานซิส พูดทำให้ ทั้งหมดหันมามอง
“ทำไมเป็นผมล่ะ?”
ซูซานถามด้วยความลังเล งานสำคัญขนาดนี้แต่กลับให้เขาไป
มันทำให้เขารู้สึกเกร็งไม่ใช่น้อย
“เพราะว่า
นายเป็นคนดีมากๆยังไงล่ะ นายสามารถเข้ากับมนุษย์ได้และความสามารถหลายๆอย่างของนาย
มันทำให้อะไรๆดีขึ้น ดังนั้นนายจึงเหมาะกับงานนี้” ฟรานซิส พูดอย่างจริงใจ
และเหนืออื่นใดคือเขาเชื่อมั่นในตัว ซูซาน
“แล้วทำไมนายถึงให้ฉันไปล่ะ?”
ฟาเธอร์ ถามด้วยความไม่เข้าใจ
“เพื่อให้ทุกๆคนได้เห็นและเข้าใจ
ว่านายคือฮีโร่
รวมไปถึงช่วยผู้บริสุทธิ์จากอำนาจชั่วที่ไม่มีใครสามารถช่วยได้ ช่วยผู้ที่เป็นเหยื่ออย่างที่นายเคยทำมาตลอด”
ฟรานซิส พูด ซึ่งมันทำให้ ฟาเธอร์อึ้งก่อนที่เขาจะหัวเราะในลำคอพลางยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปากนิดๆ
“เข้าใจแล้ว”
ฟาเธอร์ กล่าว ซึ่งดูเหมือนทั้งหมดจะเข้าใจแผนการดีและพร้อมที่จะทำมัน...
...ได้เวลาเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงเสียที...
“!!!!!!!!”
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นมาเป็นเสียงเพลงสลับกันไปมาจนฟังดูน่ารำคาญดังขึ้นทำให้ทั้งหมดหันมองหาจุดกำเนิดเสียง
“ซูซาน โทรศัพท์ของน้องดัง น่ะ” ไฮเวอร์
พูดทำให้เจ้าของโทรศัพท์รีบยกมันขึ้นมากดรับสายทันที
“ครับ ซูซาน
เลโอเน่ พูดครับ อ้ะ พ่อวิล มีอะไรหรอครับ? หะ!!
อีกแล้ว...ครับ...ครับ...ครับ ขอบคุณครับ เดี๋ยวผมจะจัดการเองครับ” ซูซานที่ในตอนแรกตกใจนิดๆกับผู้ที่โทรมา
ซึ่งก็คือ วิลลาร์ด เบอร์นาดัส หนึ่งในผู้อาวุโสแห่งสภาสูง เป็นทั้งผู้คุมกฎของราชอาณาจักรและผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครกล้ามีเรื่องด้วยเท่าไร
ก่อนที่เสียงของซูซานจะเริ่มฟังดูราวกับเหนื่อยใจหลังจากนั้นก็กดวางสายไปซึ่งมันทำให้ทุกๆคนรู้สึกงงงัน
“มีอะไรเหรอ
ซูซาน?” ราฟ ถามด้วยความเป็นห่วง พลางจับไหล่ของภรรยาตนเพื่อเป็นการปลอบใจเมื่อเขาเห็นว่าซูซานมีสีหน้าสลดลง
“องค์รัชทายาท
กาเร็ธ มีเรื่องที่โรงเรียนนิดหน่อย และ แซมสันก็โดดเรียน อีกแล้ว” ซูซานพูดราวกับมันเป็นเรื่องปกติ
แต่ในใจเขานั้นกลับรู้สึกเหนื่อยอ่อน ก็นะ เป็นใครเจอเรื่องแบบนี้ตลอดสัปดาห์
มันก็ต้องมีความรู้สึกเหนื่อยใจกันบ้างนั้นแหละ
ซึ่งเขาเริ่มเจอเหตุการณ์แบบนี้ตั้งแต่ลูกชายของเขา แซมสันอายุได้ 13 ปี
และเช่นเดียวกันกับองค์ รัชทายาท กาเร็ธ บุตรแห่งองค์จักรพรรดิกาเบลีย
กับองค์จักรพรรดินีเอเลน ที่พออายุ 13 ปี
ก็ก่อเรื่องให้ผู้ปกครองต้องไปพบอาจารย์ที่โรงเรียนตลอด
“อีกแล้วเหรอ
ตลอดเลยนะสองคนนี้ แต่ ทำไมน้องต้องไปทุกครั้งที่ กาเร็ธ มีเรื่องด้วยล่ะ?
ทำไมต้องเป็นน้อง ทั้งๆที่ให้พ่อกับแม่ของเจ้าเด็กนั้นไปก็ได้ ยังไงซะพวกนั้นก็รู้เรื่องอยู่ดีนั้นแหละ”
ไฮ ถาม ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดรู้เหตุผลดีอยู่แก่ใจ แต่ยกเว้นซูซานที่ไม่รู้
หรือไม่ใส่ใจที่จะรู้ก็มิอาจทราบได้ เพราะ ซูซานไม่ใช่คนคิดมากอะไร
จึงไม่ได้สังเกตเลยว่า ตนกำลังมีเด็กรุ่นลูกมาตกหลุมรักอยู่ ก็นะ ซูซาน น่ะ
ออกจะเสน่ห์แรงตามฉบับสิงโตซึ่งเป็นสัตว์ฮาเร็ม
จะมีแต่คนรักคนหลงก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ยิ่งเป็นแม่พระ(?)ใจบุญด้วยยิ่งแล้วใหญ่ แต่อย่างซูซาน คงจะพอรู้อยู่บ้าง
และคงมีวิธีจัดการในแบบของเจ้าตัว...ล่ะมั้ง...
ซูซานยิ้มกับคำถามของพี่ชาย
ก่อนจะตอบออกไปอย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก“ก็เพราะกาเร็ธไม่อยากให้พ่อแม่ของเขาลำบากใจและเดือดร้อนไปมากกว่านี้เลยให้ผมไปแทนยังไงล่ะ
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมต้องเป็นผม ก็เพราะว่า กาเร็ธ ไว้ใจผมมากกว่าใครๆยังไงล่ะ”
คำตอบนั้นออกจะฟังดูคลุมเครือ
แต่ซูซานก็เลือกที่จะไม่อยู่ไขข้อข้องใจให้กับคนอื่นๆ
เขาทำเพียงแค่เดินออกไปจากห้องแล้วตรงไปยังโรงเรียนสกายไฮท์
ซึ่งเป็นโรงเรียนที่กาเร็ธกับแซมสันเรียนอยู่
“ฉันว่าซูซานรู้นะ”
ฟรานซิสพูดขึ้นหลังจากเงียบไปนาน
“ใช่
เจ้าเด็กนั้นมันแสดงออกซะขนาดนั้น” ราฟพึมพำ เขาพยายามควบคุมความหึงที่พร้อมจะลุกไหม้ได้ตลอดเวลาให้ค่อยๆเพลาลง
ซึ่งก็ได้ผลอยู่บ้าง
“เอาเถอะ
พวกเรารีบแยกย้ายไปทำตามแผนกันเถอะ ฉันจะไปยื่นเรื่องกับ
พ่อวิลและสภาสูง ส่วนพวกนายที่เหลือก็ไปพูดเรื่องนี้กับครอบครัวของพวกนาย
พอเรื่องผ่านแล้วฉันจะออกเดินทางเลย
ฟาเธอร์กับ ซูซานเองก็เตรียมตัวออกเดินทางด้วย ส่วนพวกที่เหลือ ใช้หนี้ให้ทีนะ~” ฟรานซิส สรุปแผนการแบบย่อๆ แต่ประโยคหลังแทบทำให้ราฟกระโจนเข้าไป
สหบาทาใส่ไอ้หน้าหล่อเพื่อนซี้ แต่ยังไงซะเขาก็ต้องช่วยทำงานใช้หนี้ให้อย่างแน่นอน
เพราะถ้าเขาไม่ทำแล้วใครจะทำ มันทำเรอะ? อย่าหวัง
มันจะใช้ให้เมียเขามาทำแทนล่ะสิไม่ว่า
“งั้นแยกย้ายกันได้
พวก!” ไฮ พูดก่อนจะเดินออกไปจากห้องเป็นคนแรกและตามด้วยคนอื่นๆ
...การเปลี่ยนแปลงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้านี้...
+++++++++++++++++++++++++++++++++
TBC.