วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Kingdom Guardian: Samson Story 1 (ver.1)



Kingdom Guardian: Samson Story 1 (ver.1)






                 ตั้งแต่เกิดมา ความรู้สึกคืออะไรนั้น ตัวเขาไม่อาจรู้...เพราะว่าเขาไม่เคยรู้สึก...ความกลัว...ความรัก...ความรู้สึกผิด...ความหวัง...ความสิ้นหวัง...ความสุข...ความทุกข์...ความเศร้าและความรู้สึกอื่นๆ...เขาไม่เคยรู้สึก...
มันก็คงเหมือนกับการที่สิงโตสามารถกินสัตว์อื่นได้โดยที่ไม่ต้องรู้สึกผิดบาปอะไร...แม้กระทั่งกินพวกเดียวกันพวกมันยังไม่รู้สึกผิด... มันอาจสรุปได้ว่า ผู้ที่แข็งแกร่ง มักจะไร้ความรู้สึกงั้นหรือ? ...แต่เขาว่ามันไม่ใช่...
ทุกๆคนล้วนมีความรู้สึก พวกสิงโตอาจรู้สึกอะไรก็ได้เวลาที่ฆ่าเหยื่อของมัน แต่พวกมันคงชินชากับความรู้สึกนั้นจึงไม่ได้แสดงอาการใดๆออกมา...ผิดกับเขาที่ไม่มีความรู้สึกใดๆเลย...จนกระทั่งวันนี้...
...ที่เขามีวันนี้ได้...ที่เขามีความรู้สึกได้แบบนี้...ต้องขอบคุณแม่...

                     ดวงตาสีทับทิมเปิดขึ้นมาสักพักก่อนจะกระพริบสัก 2-3 ทีเพื่อไล่ความง่วงงุน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงไม่หายง่วงนอน  ชายหนุ่มในชุดยูคาตะสีดำสนิททั้งตัวลุกขึ้นมานั่งแล้วบิดขี้เกียจพลางเปิดปากหาวโชว์ฟันคมกริบทั่วทั้งปาก แซมสัน เลโอเน่ ยกมือที่เต็มไปด้วยกรงเล็บของเขาขึ้นเกาผมสีนิลแซมขาวของตนก่อนจะคลานสี่ขาไปยังแอ่งน้ำขังข้างๆแล้วก้มหน้าลงเลียน้ำในแอ่งนั้นกินประทังความหิวไปก่อน แซมสันใช้เวลาสักพักในการตั้งสติและวางแผนว่าวันนี้เขาจะทำอะไรดี ซึ่งเขาตัดสินใจว่าสิ่งแรกที่เขาต้องทำก็คือ เขาจำเป็นต้องหาอะไรกินก่อน
เขาลุกขึ้นยืนสองขาแล้วเดินออกไปจากรังหรือบ้านของเขา...แต่เขาพอใจที่จะเรียกมันว่าที่พักชั่วคราวหรือบ้านชั่วคราวเสียมากกว่า...เพราะเขาคิดว่า สถานที่ ที่ไม่มีครอบครัวอยู่ด้วยนั้นไม่เรียกว่าบ้านหรอก...
แซมสันเดินไปตามทางของท่อระบายน้ำ สถานที่ๆ ที่เขาใช้ในการหลบซ่อนตัวเพื่อรอสัญญาณ...ถึงวันเวลาที่จะได้เจอแม่อันเป็นที่รักของเขา...และรอวันที่เขาจะได้สร้างเรื่องราวเป็นของตัวเอง...อะไรประมาณนั้น...
ถึงแม้แซมสันจะสามารถรับรู้กลิ่นได้เหมือนกับสิงโต แต่ในท่อระบายน้ำแบบนี้มันก็อีกเรื่อง เขาต้องใช้ความพยายามและรู้สึกจมูกชาทุกๆครั้งที่ต้องสูดดมหากลิ่นสิ่งที่เขาสามารถกินได้ เขาเดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งหยุดยืนอยู่ตรงมุมทางเลี้ยว ชายหนุ่มได้กลิ่นบางอย่าง ที่เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่
เขาก้มตัวลงแล้วแอบชะโงกหน้านิดหน่อยจากหัวมุมของท่อระบายน้ำเพื่อให้สามารถพอให้สิ่งที่อยู่ภายในอุโมงค์นั้นได้โดยที่สิ่งที่อยู่อีกฟากไม่รู้ตัว ภาพที่เขาเห็นคือ จระเข้ตัวใหญ่ที่กำลังนอนหลับอยู่ตรงริมทางน้ำของท่อระบายน้ำ แซมสันพิจารณาสิ่งมีชีวิตที่เขาเห็นสักพัก และจากการคำนวณ จระเข้ตัวใหญ่ขนาดนั้น เขาคงจะมีอาหารกินประทังความหิวไปได้นานสักประมาณ 3 เดือนก็น่าจะเป็นได้ เพียงแค่นั้น ก็ไม่จำเป็นต้องคิดต่อแล้ว เขาตัดสินใจได้ในทันทีว่าเจ้าจระเข้ตัวนี้แหละคือเหยื่อของเขา
ดวงตาสีทับทิมเป็นประกาย ราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ รูม่านตาของเขาแปรสภาพทำให้ดูคล้ายกับดวงตาของแมว แซมสันพุ่งตัวด้วยความเร็วสูง ตรงไปยังเหยื่อที่ยังคงนอนหลับอยู่...แต่จระเข้เองก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักล่า...ดังนั้นถ้ามีอันตรายมาใกล้กับตัวมัน...สัญชาตญาณการป้องกันตัวย่อมทำงานเป็นธรรมดา...
“กรรรรร!!!” มันลืมตาตื่นแล้วคำรามใส่แซมสัน แต่เขาหาได้กลัวเสียงคำรามข่มขู่ของมันไม่ เขาทำเพียงแค่กระโดดหลบรัศมีการกัดของมัน ชายหนุ่มกระโดดลอยตัวสูงขึ้นไปบนเพดานท่อแล้วปรับตัวกลางอากาศก่อนจะใช้เท้าถีบเพดานท่อ แรงที่เกิดจากขาอันทรงพลังของเขาทำให้เกิดแรงส่งมหาศาล พาให้ร่างของเขาพุ่งเข้าใส่เหยื่อตรงหน้าทันทีด้วยความเร็วพอๆกับลูกกระสุนปืน
แซมสันใช้คมเขี้ยวของเขา กัดเข้าที่ลำคอของเหยื่อ พยายามกัดที่หลอดลมและหลีกเลี่ยงเส้นเลือดแดงใหญ่ เพื่อที่เลือดจะได้ไม่กระจายมากนัก เขาจะเก็บเลือดของมันไว้ไปกินต่อที่รัง  ชายหนุ่มใช้ทั้งคมเขี้ยวและกรงเล็บ ตัดเส้นเอ็นและหลอดลมของเหยื่อ เขาผละออกมาดูเหยื่อของเขาดิ้นทุรนทุรายจากการขาดอากาศหายใจตายต่อหน้าต่อตาเขา เขาทำเพียงแค่จ้องมองมันตายแล้วก้มลงขย้ำลำคอของมัน แต่ก็ยังคงเลี่ยงเส้นเลือดแดงใหญ่อยู่ดี เขากัดกินเนื้อของมันดิบๆ เลือดสีแดงเลอะริมฝีปากของเขา ชายหนุ่มใช้มือที่เต็มไปด้วยกรงเล็บทั้งสองข้างจับตัวจระเข้ไว้แล้วพยายามดึงเนื้อให้ขาดซึ่งมันใช้เวลาไม่นาน เนื้อก้อนขนาดพอดีคำ ก็เข้ามาอยู่ในปากของเขา ชายหนุ่มใช้ฟันอันแหลมคมของเขาเคี้ยวก้อนเนื้อสีแดงแสนเหนียวนั้นสักพักก่อนจะกลืนมันลงคอ
แซมสันกินเนื้อของเหยื่อไปไม่รู้นานเท่าไร แต่ในตอนนี้ เนื้อตรงส่วนคอและสีข้างของจระเข้นั้นแหว่งหายไปมาก  แต่ก็ยังพอมีเนื้อเหลืออยู่มากพอให้แซมสันได้กินประทังหิวไปอีกนาน ซึ่งอาจนานหลายวัน หลายสัปดาห์หรือหลายเดือนนั้นก็คงต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการกินและความหิวของตัวแซมสันเอง
ชายหนุ่มกัดกินอาหารของเขาอีก 2-3 คำ ก่อนจะหยุดชะงัก เมื่อเขาได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังเข้ามาในโสตประสาทที่แสนจะเฉียบคมของเขา แซมสันเงี่ยหูฟังสักครู่แล้วตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปตามเสียงนั้นโดยที่เขายังไม่ได้เช็ดคราบเลือดออกไปจากมือและริมฝีปากของเขา ทำให้คราบเลือดนั้นเลอะเทอะเกรอะกรังทั่วทั้งริมฝีปากและฝ่ามือหนาทั้งสองข้าง เขาเดินไปตามทางเรื่อยๆ  เสียงที่เขาได้ยินเองก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน จนกระทั่ง เขาได้รู้ว่าต้นกำเนิดเสียงนั้นคืออะไร
แซมสันหยุดยืนสักครู่ด้วยลังเลว่าเขาควรจะทำอย่างไรดี แต่ยืนคิดได้ไม่นานเขาก็เดินไปยังหัวมุมทางเลี้ยว เป็นทางที่มีต้นกำเนิดเสียงนั้นอยู่ ...เสียงที่ฟังดูราวกับมีใครกำลังร้องไห้อยู่...
ตรงส่วนนี้ไม่มีทางน้ำ เป็นเพียงทางท่อว่างๆ และมีอุโมงค์ท่อมากมาย  ชายหนุ่มนั่งลงตรงหัวมุม นั่งฟังเสียงสะอึกสะอื้นที่ดังมาจากตรงหัวมุมถัดจากเขา ซึ่งพอมาลองคิดดูอีกทีแล้ว เขากับต้นกำเนิดเสียงนั้นห่างกันเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้นเอง แซมสันนั่งเงียบสักพักก่อนจะตัดสินใจพูดบางสิ่งบางอย่างออกไป
“ร้องไห้ทำไมงั้นเหรอ?” แซมสันถามออกไป ทำให้ต้นกำเนิดเสียงสะอึกสะอื้นนั้นเงียบเสียงไปสักครู่ ชายหนุ่มคิดว่าตนอาจไม่ได้คำตอบจึงถามซ้ำออกไป “ร้องไห้ทำไมหรอ?"
“ไม่เกี่ยวอะไรกับนาย!!! อย่ามายุ่ง!!!!” เสียงที่ดังมาจากปลายอุโมงค์ด้านข้างเขานั้น ดังสะท้อนไปทั่วบริเวณนี้และทำให้เขารับรู้ถึงอารมณ์ของอีกฝ่าย...ว่าอีกฝ่ายกำลังเศร้ามากเพียงไร...
แซมสันนั่งนิ่งสักพัก ก่อนที่จะหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมา เพื่อไม่ให้มันเปื้อนเลือดที่ยังคงเลอะอยู่ที่มือของเขาแซมสันจึงใช้ปลายกรงเล็บของเขาหยิบมาออกมาแล้ววางมันไว้ตรงหัวมุม เขาค่อยๆใช้เล็บของเขาดันผ้าของเขาเข้าไปภายในอุโมงค์
“ใช่ มันไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน แต่ไม่ให้ยุ่งคงไม่ได้ เพราะฉันไม่ค่อยชอบให้ใครทุกข์ใจ” แซมสัน พูดเสียงนิ่งแล้วชันเข่าทั้งสองข้างขึ้นมา มองสภาพของตัวเองสักครู่ก่อนที่เขาจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาเลียทำความสะอาดคราบเลือดให้หายไปจากมือของเขาซะ
เสียงร้องไห้ของอีกฝ่ายดังมาอีกระลอก เขาทำได้แค่นั่งอยู่ตรงนี้ นั่งฟังเสียงอีกฝ่ายร้องไห้จนกว่าจะพอใจ อยู่เป็นเพื่อน เพื่อไม่ให้อีกคนนั้นอยู่ตัวคนเดียวในเวลาที่เจ้าตัวนั้นทุกข์ใจเช่นนี้ แต่เขาเองก็ไม่อาจเข้าไปเจออีกคนแบบจะๆหน้าได้  เพราะตัวเขาในตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ประหลาดหรือปีศาจเลย
แซมสันนั่งอยู่แบบนั้นจนกระทั่งเสียงของอีกคนเงียบไป เขาได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจคลานเข้าไปในอุโมงค์ตรงหัวมุมก็พบกับร่างของคนที่เขานั่งฟังเสียงร้องไห้กำลังนอนหลับอยู่ เขามองร่างกายที่แปลกประหลาดของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก...เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขามีความรู้สึก...มันจึงทำให้เขาไม่สามารถรู้ได้ว่า นี่คือความรู้สึกอะไรกันแน่ แต่ที่เขารู้คือ ความรู้สึกนี้ไม่ใช่ความรู้สึกในแง่ลบ นั่นก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้วที่ทำให้เขาไม่พุ่งเข้าไปขย้ำคออีกฝ่าย...ประมาณนั้น...
ชายหนุ่มนั่งมอง บุคคลที่มีหน้าตาคล้าย...ไม่สิ...เต่า...ใช่...ไม่ใช่คล้าย...แต่เป็นเต่าเลยต่างหาก...
เต่าที่มีสรีระเหมือนมนุษย์...คงเป็นเต่ากลายพันธุ์ล่ะมั้ง...
มือของอีกฝ่ายกำผ้าเช็ดหน้าของเขาไว้แน่น ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าเขาควรจะทำอย่างไร
“ลีโอ” ร่างที่นอนตรงหน้าเขาพึมพำพร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมาจากดวงตาที่กำลังปิด เขายกมือที่เต็มไปด้วยกรงเล็บของเขาขึ้นมาปาดน้ำตาให้อีกฝ่าย แต่กลับทำให้ข้างแก้มของร่างตรงหน้าเปื้อนคราบเลือดจากฝ่ามือของเขาเล็กน้อย
แซมสันยังคงตอบไม่ได้ว่าเขานั้นรู้สึกยังไง แต่ที่แน่ๆ เขาอยากช่วยเต่าตัวนี้ ชายหนุ่มตัดสินใจอุ้มอีกฝ่ายขึ้นมาในท่าเจ้าสาว แล้วพากลับไปที่รังของเขา

+++++++++++++++++++++

                     ไม่อาจตอบได้ว่าเต่าตัวนี้หลับไปนานเท่าไร แต่เขาก็ไม่อยากกวนเวลาที่เต่าตัวนี้กำลังนอนหลับอยู่ เขาพาเต่ากลายพันธุ์กลับมาที่บ้านชั่วคราว ปูพื้นด้วยหญ้าแห้งที่พอจะหาได้แล้วนำร่างของเต่ากลายพันธุ์มาวางลงบนพื้นที่ปูด้วยหญ้าแห้ง และด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายอาจหนาว เขาจึงก่อกองไฟให้อีกฝ่ายพร้อมกับนำเสื้อโค้ทตัวใหญ่ที่เขาหามาได้มาห่มให้กับอีกฝ่าย หลังจากนั้นชายหนุ่มก็เดินไปลากซากของเหยื่อที่เขาเพิ่งฆ่าและกินไปมาเก็บไว้ยังบ้านชั่วคราวของเขา
เขานั่งมองใบหน้ายามหลับของอีกฝ่ายก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นนอนตะแคงข้างมองใบหน้ายามหลับของอีกฝ่ายแทน แสงของเปลวเพลิงที่ส่องสว่างมาจากกองไฟที่เขาก่อวูบไหวไปมา เช่นเดียวกับหัวใจของเขา...มันชวนให้รู้สึกเหมือนกับกำลังเล่นรถไฟเหาะหรือเรือไวท์กิ้ง...
มันรู้สึกหวิวๆในท้อง แต่ก็ไม่ได้คลื่นไส้ มันรู้สึก...ไม่รู้สิ...มันเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึก...และเขาก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันคืออะไร...
“ลีโอ” เต่าตัวนี้ ยังคงพึมพำชื่อของใครสักคนออกมาและน้ำตาก็ยังคงไหลลงมาเช่นกัน เห็นแล้วชวนให้นึกถึงเขาในตอนที่มาอยู่ในท่อนี้คนเดียวตอนแรกๆ เขาคิดถึงแม่และพี่น้องของเขามากๆ คิดถึงครอบครัวของเขามาก แซมสันคิดว่าเต่าตัวนี้คงไปเจอเรื่องอะไรมาสักอย่างและในตอนนี้คงกำลังคิดถึงคนที่อีกฝ่ายรักหรือคนในครอบครัวของเจ้าตัวอยู่ล่ะมั้ง
แซมสัน เอื้อมมือที่เขาเพิ่งล้างทำความสะอาดไปสัมผัสใบหน้าของอีกฝ่าย เขาค่อยๆเช็ดน้ำตาให้อีกฝ่ายอย่างเบามือที่สุดเท่าที่จะทำได้  แต่ก็เกิดสิ่งไม่คาดคิดขึ้นเมื่อเต่าตัวนี้ขยับตัวเข้ามานอนอิงแอบแผงอกของเขา มันทำเอาเขาหยุดนิ่งค้างไปสักประมาณ 10 วินาทีเห็นจะได้ ชายหนุ่มทำอะไรไม่ถูก แต่ประโยคต่อมาที่อีกฝ่ายพึมพำทำให้สติของเขาเริ่มกลับมา
“ได้โปรด อย่าทิ้งฉันไป ฉันไม่อยากอยู่คนเดียว” ยิ่งอีกฝ่ายพูด น้ำตาก็ยิ่งไหลลงมา ในขณะเดียวกันก็ยิ่งซุกหน้าลงกับแผงอกของเขามากขึ้นเช่นกัน แซมสันทำได้เพียงแค่โอบกอดอีกฝ่ายไว้ หวังให้ความอบอุ่นของเขาช่วยปลอบโยนอีกฝ่าย ถึงแม้จะเล็กน้อยก็ยังดี

.
.
.

               ไม่มีใครรู้ว่าเวลานี้มันเวลาอะไร อาจเป็นกลางคืนหรือกลางวันก็ได้ แต่นั้นมันไม่ใช่ประเด็นในตอนนี้ แซมสันลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหันหลังจากเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ด้วยความรู้สึกถึงอันตรายที่กำลังใกล้เข้ามา เขาผละออกจากจุดที่เขานอนเมื่อ ไซต์(อาวุธที่หน้าตาคล้ายสามง่าม) พุ่งลงบนพื้นที่เขาเคยนอนอยู่ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของอาวุธตรงหน้า และมันก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเต่าที่เขาเพิ่งพากลับบ้านเมื่อคืน ดวงตาของอีกฝ่ายดูตื่นกลัวและตื่นตระหนก แขนทั้งสองข้างที่ถือไซต์อยู่ทั้งสองข้างสั่นสะท้านอีกทั้งดวงตาสีมรกตที่จ้องมองมาที่เขาก็สั่นเทาด้วยความตื่นตระหนกไม่แพ้กัน
“นายเป็นใคร!!” อีกฝ่ายคำรามถาม พอมาลองฟังเสียงดูดีๆแล้ว ถึงทำให้เขาได้รู้ว่าอีกฝ่าย เป็นเต่าเพศเมีย...อ่า...ภาษามนุษย์มันว่ายังไงนะ อ้อใช่...เป็นผู้หญิง... ดูจากกายภาพภายนอกก็น่าจะเป็นสาววัยรุ่นอารมณ์ร้อนเสียด้วยสิ...
“ฉันชื่อ แซมสัน แล้วเธอล่ะ?” เขาตอบคำถามของอีกฝ่ายแล้วถามอีกฝ่ายกลับ แต่ไม่รู้ทำไมอีกฝ่ายกลับมีริ้วรอยสีแดงระเรื่อพาดผ่านใบหน้า
“นะ...นายรู้ ได้ยัง!!” ไม่รู้เขาคิดไปเองหรือเปล่า แต่จากน้ำเสียงเมื่อกี้เหมือนอีกฝ่ายโกรธ...หรือเขิน...ยังไงกันแน่ เขาไม่รู้หรอก...เขาไม่เก่งเรื่องการสังเกตอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่นหรอกนะ โดยเฉพาะพวกผู้หญิง...
“ก็ฟังจากเสียง”เขาตอบออกไปตามตรง ด้วยประสาทหูที่ดีทำให้เขาได้ยินเสียงหัวใจของอีกฝ่ายที่เต้นแรง เหมือนกำลังตื่นเต้น...อะไรกันน่ะ...อาการพวกนี้ของอีกฝ่าย...เขาไม่เข้าใจ!!...อยากให้แม่อยู่ตรงนี้ด้วยจังเลย...จะได้ช่วยอธิบายว่าอีกคนกำลังคิดหรือว่ารู้สึกอะไรอยู่กันน่ะ...
“บอกชื่อของเธอให้ฉันรู้ได้มั้ย?” ถึงแม้ว่าเขาจะงงกับการแสดงออกของอีกฝ่าย แต่เขาก็ยังอยากรู้ชื่อของอีกฝ่ายอยู่ดี เต่าสาวตรงหน้าเขานิ่งเงียบไปสักพัก ท่าทางเหมือน...อีกฝ่ายกำลังเขินอายอะไรสักอย่าง...เขาคิดว่างั้นนะ...ทำไมเห็นอีกฝ่ายแล้วมันทำให้เขานึกถึงลุงอเล็กซ์กันนะ...ท่าทางขี้อายแถมยังซึนๆเหมือนกันอีก...อ่า...งงเป็นบ้า...
“ระ...ราฟาเอล” อีกฝ่ายตอบด้วยเสียงที่เบาหวิว ถึงแม้ประสาทหูของเขาจะดีเสียจนได้ยินชัดแจ๋ว แต่ก็อยากให้อีกฝ่ายบอกซ้ำเพื่อความมั่นใจ
“ช่วยบอกอีกทีได้มั้ย?”
“ราฟาเอล!!!ฉันชื่อราฟาเอล!!!!
หลังจากถามซ้ำ ราฟาเอลก็ตะโดนตอบเขาเสียงดังมากจนเขารู้สึกปวดหูแปลบๆไป 5 วินาที ชายหนุ่มยกมือขึ้นมาลูบหูแล้วใช้นิ้วก้อยแคะหูนิดหน่อยก่อนจะจ้องหน้าอีกฝ่ายพร้อมกับคิดว่า...อีกฝ่ายชื่อเหมือนพ่อคนที่ 2 ของเขาเหลือเกิน...ไม่สิ...ใช้ชื่อเดียวกันเลยต่างหาก...
“ราฟาเอล ยินดีที่ได้รู้จัก” แซมสันกล่าวพร้อมกับพยายามยิ้ม แต่ เขาไม่เคยยิ้มมาก่อนในชีวิต...ไม่นับตอนอยู่กับครอบครัว... แต่นั้นมันก็นานมากแล้ว...ทำให้เขาแทบจะลืมการยิ้มไปแล้ว มันต้องทำยังไงนะ พยายามยกมุมปากขึ้นแล้วโชว์ฟันงั้นเหรอ?... แซมสันลองทำ แต่กลับทำให้อีกฝ่ายหัวเราะ เขาทำผิดงั้นเหรอ? ชายหนุ่มคิดได้ดังนั้นก็ใช้นิ้วชี้ทั้งสองข้างจิ้มที่มุมปากแล้วยกขึ้นพยายามให้เหมือนรอยยิ้มแต่มันกลับทำให้อีกฝ่ายยิ่งหัวเราะเข้าไปใหญ่ ซึ่งมันทำให้แซมสันรู้สึกงงงวยเป็นที่สุด
“นายเนี้ย ยิ้มตลกชะมัด” ราฟาเอล พูดไปพลางหัวเราะไปพลางซึ่งท่าทางของเธอ ทำให้แซมสันสามารถยิ้มออกมาได้จริงๆ แม้จะเพียงครั้งเดียวและชั่ววินาที แต่มันก็เป็นรอยยิ้มที่ดูดี...อบอุ่น...และตราตรึงใจของเธอเป็นที่สุด
“ขอโทษนะ ที่จู่ๆก็โจมตีนาย” ราฟาเอล กล่าวพร้อมกับเก็บอาวุธของเธอเข้าที่เก็บของมันตรงสายหนังที่คาดอยู่บริเวณเอว
“ไม่เป็นไร เป็นใครเจอสัตว์ประหลาดก็ต้องตกใจกลัวเป็นธรรมดา” แซมสัน พูดตามความเข้าใจก่อนที่เขาจะนั่งลงกับพื้นเมื่อไม่มีอันตรายอะไรแล้ว แต่เมื่อเขามองหน้า ราฟาเอล ชายหนุ่มกลับเห็นความสงสัยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอีกฝ่าย...เขาคิดว่างั้น น่ะนะ...
“สัตว์ประหลาด? นี่นายคิดว่า ที่ฉันโจมตีนายเนี้ยเป็นเพราะฉันคิดว่า นายคือสัตว์ประหลาดงั้นเหรอ!? เฮอะ ตลกแล้ว ถ้านายคือสัตว์ประหลาด งั้นฉันก็คงเป็นโคตรของโคตรสัตว์ประหลาดแล้วล่ะ” ราฟาเอล พูดก่อนจะนั่งลง
“เธอก็เป็นเต่ายังไงล่ะ แล้วมันไม่ใช่งั้นเหรอ?” แซมสัน รู้สึกงงมากถึงมากที่สุด นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้คุยกับสิ่งมีชีวิตอื่นนอกบ้าน และเรื่องราวในโลกภายนอกมันดูสับสนชวนงงมากๆสำหรับเขา
“ใช่ ฉันเป็นเต่า แล้วนายไม่รู้สึกแปลกใจรึไงที่เห็นเต่าเดินสองขาได้ น่ะ?”
“ไม่นี่ ทำไมเหรอ?”
“...นาย แปลก”
“เห็นมั้ย เธอก็มองว่าฉันเป็นสัตว์ประหลาด”
“ไม่ นายไม่ใช่สัตว์ประหลาด ที่ฉันพูดว่าแปลกน่ะ ไม่ได้แปลว่านายเป็นสัตว์ประหลาด แต่หมายความว่านายไม่เหมือนพวกมนุษย์ที่ฉันเคยเจอ”
“งั้นฉันก็เป็นสัตว์ประหลาด”
“นายไม่ใช่สัตว์ประหลาด!!ฉันสิสัตว์ประหลาด!!!
“เธอไม่ใช่สัตว์ประหลาด เธอเป็นเต่า”
“ก็ใช่ ฉันเป็นเต่า แต่นายเองก็เป็นมนุษย์ไม่ใช่สัตว์ประหลาด”
“ฉันไม่ใช่มนุษย์”
“นายเป็น!
“ฉันไม่ได้เป็น”
“เป็น!!
“ไม่เป็น!
“เป็น!!!
“ไม่”
“เป็น!!!!
“...ไม่”
ทั้งคู่นั่งเถียงกันสักพัก ราฟาเอล รู้สึกว่าเธอกำลังคุยกับเด็กที่ใสซื่อบริสุทธิ์ยังไงยังงั้น แต่มันจะใสซื่อเกินไปหน่อยมั้ย!! เธอได้แต่ถอนหายใจเพราะว่าเธอเหนื่อยเกินจะมาทะเลาะกับคนๆนี้
“ว่าแต่ตอนนี้ ฉันอยู่ที่ไหนกัน?” ราฟาเอล ถามพลางมองพื้นที่โดยรอบ ให้ความรู้สึกคล้ายๆบ้านของเธอแต่แคบกว่า
“รังของฉัน ประมาณนั้น” แซมสันตอบ
“เรียกว่าบ้านจะดีกว่ามั้ย?”
“ที่ๆไม่มีครอบครัวเรียกว่าบ้านไม่ได้หรอกนะ”
หลังจากได้ฟังคำตอบของแซมสัน ราฟาเอลก็ก้มหน้าลงมองพื้น อีกฝ่ายกำมือแน่นจนได้ยินเสียงกล้ามเนื้อบีบเข้าหากัน แซมสันมองการกระทำนั้นด้วยความไม่เข้าใจ
“มีอะไรหรอ? เธอโกรธฉัน?” แซมสันถาม ทำให้ราฟาเอลสะดุ้ง ดวงตาของเต่าสาวสั่นระริกเมื่อสบตาเขาก่อนจะหันไปมองทางอื่น
“เปล่า ไม่มีอะไร” ราฟาเอล ตอบแต่เป็นใคร ใครก็รู้ว่าอาการแบบนี้มันต้องมีอะไรแน่นอน แต่แซมสันเคารพสิทธิ์ส่วนบุคคล โดยเฉพาะผู้หญิง...อ่า...เรียกว่าไงนะ...อ้อใช่...ให้เกียติผู้หญิงสินะ... เขาจึงไม่คิดจะถามเซ้าซี้ต่อ
“จะให้ฉันไปส่งบ้านมั้ย?” แซมสันไม่ได้คิดจะไล่ราฟาเอลไป เพียงแต่ว่า...การที่สาววัยรุ่นมาอยู่ข้างนอกบ้านตามลำพัง พ่อแม่จะเป็นห่วงมากแค่ไหน เขาคิดว่าอีกฝ่ายก็คงจะต้องมีบ้านมีครอบครัวแน่นอนจึงถามออกไป แต่พอเห็นท่าทางเหมือนอึดอัดใจของอีกฝ่าย ทำให้เขาถามใหม่ “เธอมีบ้านมั้ย?”
“มี แต่...” จู่ๆราฟาเอลก็เงียบไป เหมือนกับไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ ทำให้แซมสันฟันธงว่า ราฟาเอล คงมีปัญหากับที่บ้านแล้วหนีออกจากบ้าน...เด็กชะมัด...
“ถ้าเธอยังไม่อยากกลับบ้าน เธอก็สามารถอยู่ที่นี่ได้จนกว่าจะพอใจนะ” แซมสันกล่าวแล้วเดินไปก่อกองไฟที่ดับไปสักพักแล้วโดยไม่ได้หันมามองสีหน้าของเต่าสาวเลย
“นายพูดจริงหรอ?” ราฟาเอล ถาม ในใจของเธอรู้สึกอบอุ่นและลืมเรื่องที่ทำให้เธอทุกข์ใจไปชั่วครู่ ราฟาเอล แทบจะร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ
“จริงสิ ฉันพูดคำไหนคำนั้น” แซมสันตอบโดยที่ยังคงไม่หันมามองหน้าเต่าสาว เขาพ่นเปลวเพลิงออกจากปากแล้วใช้ฝ่ามือหนาที่เต็มไปด้วยกรงเล็บซึ่งในตอนนี้มันกลายเป็นสีนิลเกือบทั้งแขนเขี่ยกองไฟตรงหน้า ราฟาเอลมองการกระทำนั้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง เธอรู้สึกแปลกใจไม่ใช่น้อยกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า...อาจรวมไปถึงตกใจมากถึงมากที่สุดก็เป็นได้... เพราะว่าเธอคิดมาตลอดเวลาอันน้อยนิดที่ได้พบกันว่าแซมสันเป็นมนุษย์ เขาอาจแปลก แต่มองยังไงก็เป็นมนุษย์ แต่นี่มันไม่ใช่แล้ว เขา...ไม่ใช่...มนุษย์ธรรมดา
แซมสันหันมามองหน้าราฟาเอลที่จ้องเขาด้วยสีหน้าอึ้งๆ ชายหนุ่มโชว์แขนสีนิลเป็นประกายของเขายามต้องแสงจากเปลวเพลิงให้ราฟาเอลดูชัดๆ
“ฉันบอกแล้วไง ว่าฉันไม่ใช่มนุษย์” แซมสันกล่าว ในขณะที่ราฟาเอลได้แต่อึ้ง พูดอะไรไม่ออก เธอทำเพียงแค่พยักหน้าให้เขาเท่านั้น  “เธอคงหิวแล้ว มานั่งนี่สิ เดี๋ยวฉันจะทำอะไรให้กิน”
ราฟาเอลเดินเข้ามานั่งรอบกองไฟข้างๆแซมสัน แต่ก็ยังรักษาระยะห่างเอาไว้บ้าง ชายหนุ่มนั่งคิดสักพักว่าโดยธรรมชาติแล้วเต่ามักจะกินอะไร...พืช...แต่ ที่นี่ในตอนนี้ไม่มีพืชหรืออะไรทำนองนั้นเลยสักอย่าง...นอกจาก...
“อ่า เธอกินเนื้อย่างได้ใช่มั้ย?” แซมสันถามเพื่อความแน่ใจ
“ก็ได้อยู่หรอก” ราฟาเอล ตอบ แซมสันจึงลุกขึ้นเดินไปยังซากศพของจระเข้ที่เขาล่ามาได้ก่อนจะไปเจอราฟาเอล ชายหนุ่มก้มตัวลงคุกเข่าตรงหน้าซากศพแล้วจับร่างนั้นพลิกตัวให้เหยื่อหงายท้อง ก่อนจะใช้มือเปล่าทั้งสองข้างแหวกอกเหยื่อออก ต่อหน้าต่อตาราฟาเอลที่รู้สึกพะอืดพะอมอยากจะอ้วกขึ้นมาทันใด  แซมสันใช้ดวงตาสีแดงคมกริบของเขากวาดมองเครื่องในของอาหารของเขาราวกับกำลังเลือกอะไรบางอย่าง ดวงตาของเขาหยุดลงที่ก้อนเนื้อสีแดงขนาดใหญ่...หัวใจ... เขาจ้องมองมันสักพักแล้วควักมันออกมา
แซมสันเดินกลับมานั่งข้างๆราฟาเอลที่พอเขาเข้ามาใกล้นิดหน่อยก็ขยับถ่อยออกไป ใบหน้าของเต่าสาวขึ้นสีแดงระเรื่อนิดหน่อย แต่ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็ไม่ทันได้สังเกต แซมสันพ่นไฟอ่อนๆใส่หัวใจที่เขาควักออกมา จนมันสุกได้ที่แล้วยื่นไปตรงหน้าราฟาเอลที่ดูจะหน้าซีดลงไปเล็กน้อย...แต่ก็ยังเขียวอยู่เหมือนเดิม...
“กินสิ” แซมสันพูดเสียงเรียบ
“...อ่า...ไม่ดีกว่า ฉันยังไม่ค่อยหิว” ราฟาเอล พูด เธออาจเคยกินหนอนหรืออะไรแย่ๆก่อนจะได้กิน พิชซ่าหรืออะไรที่ดีกว่านั้น แต่จะให้กินหัวใจจระเข้เนี้ย...เธอทำใจกินไม่ลงแหะ...
“กินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน เธอกินนี่ซะจะได้มีแรง อีกอย่างตอนหิวน่ะมันทรมาน เธอกินเถอะจะได้ไม่ทรมาน” แซมสัน พยายามพูดโน้มน้าว ต้องยอมรับว่าเขาโน้มน้าวใครไม่ค่อยเก่ง ดังนั้นเขาพูดความจริงและสิ่งที่สมควรมันคงจะดีกว่า...ก็มันจริงมั้ยล่ะ...พอหิวแล้วมันทรมานมากๆ...
“...”ราฟาเอล ยังช่างใจอยู่ เธอไม่แน่ใจว่าจะกินดี มั้ย แต่พอเห็นแววตาคาดหวังที่แซมสันทำโดยไม่รู้ตัวมันก็ทำให้เธอถอนหายใจแล้วรับหัวใจนั้นมาจากมือของแซมสัน แต่ทว่าเนื้อมันร้อนทำให้เธอไม่สามารถถือได้ ชายหนุ่มจึงถือให้แทนโดยที่เขาไม่ได้รู้สึกร้อนที่ฝ่ามือเลยสักนิด...อาจเป็นเพราะผิวหนังสีนิลของเขาก็เป็นได้...
แซมสันใช้กรงเล็บของเขากรีดเนื้อออกมาเป็นชิ้นเล็กๆพอดีคำ เขาดึงเนื้อชิ้นเล็กๆนั้นมาเป่าสักพักแล้วยื่นไปตรงหน้าราฟาเอล
“กินสิ” แซมสัน พูดในขณะที่ราฟาเอล ใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อย เธอหลุบตาลงแล้วอ้าปากกินชิ้นเนื้อที่ชายหนุ่มป้อนเธอเข้าไป...รสชาติมันก็ไม่ได้แย่เท่าไร...
“นายไม่ร้อนมือรึไง?” ราฟาเอล ถามในขณะที่แซมสันดึงชิ้นเนื้อออกมาเป่าจนอุ่นได้ที่แล้วป้อนเธอ
“ไม่นี่” แซมสัน ตอบแล้วป้อนราฟาเอลต่อ


...การพบกันของพวกเขา...คือหนึ่งในจุดเริ่มต้นของหลายๆเรื่อง...
...แต่เหนืออื่นใด...
...การพบกันครั้งนี้...
...มันทำให้เทพแห่งการทำลายล้างได้รู้จัก...
...กับคำว่ารัก...









TBC.










วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Kingdom Guardian: Family and begin build the kingdom 2





Kingdom Guardian: Family and begin build the kingdom 2



ร้องไห้ไปซะกาเบลีย!!!
บ่อน้ำตาแตกแน่ยู!!!
ไอ้ขี้เก๊ก!!!
ไอ้ผู้ชายประหลาด!!!
ไอ้น้ำแข็งขั้วโลก!!!
ไอ้ถังเก็บนิวเคลียร์!!!
ไอ้หางม้า!!!!
ไอ้หางเต่า!!!!
ไอ้โซบะไหม้!!!!
ไอ้แว่นตาสามมิติ!!!!
เสียง โหวกเหวกโวยวายดังขึ้นแทนเสียงโครมครามที่ทุกๆครั้งมักจะดังขึ้นทุกเช้าหลัง อาหารเช้าสัก 10-20 นาที ซึ่งครั้งนี้มันดูแปลกเพราะปกติแล้ว ตัวต้นเหตุของเหตุการณ์แบบนี้จะไม่ว่าอะไรกันหรือไม่พูดเสียด้วยซ้ำ ปกติแล้วต้องมีแต่เสียงดังโครมครามตูมตามสิ หรือไม่ก็พูดเสียดสีกันนิดๆหน่อยๆ ...มันทำให้สมาชิกรุ่นเด็กของบ้านพากันออกมาแอบเฝ้าดูตรงประตูและหน้าต่าง เผื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้วิ่งกลับเข้าบ้านทัน...ถึงจะกันการโจมตีไม่ได้แต่ อย่างน้อยพวกเขาคงไม่โดนพวกผู้ใหญ่จับลงโทษข้อหาทำบ้านพังนั้นแหละ...
ด่ากันเจ็บน่าดูเลยแหะซูซานพึมพำพลางมองสองเพรชฆาต (?)ของบ้านปะทะทั้งกำลัง ทวงท่าและน้ำลาย(?)กัน
คลื่น ดาบที่ 3 นาฬิกา โจ๊กเกอร์ร้องขึ้นทำให้ทั้งหมดหันไปมองยังทิศทางที่ชายหนุ่มชี้แล้วเห็น คลื่นบางอย่าง...อันที่จริงมันมองไม่เห็นหรอกนะ...แต่ที่เห็นน่ะ...คืน พื้นที่มันแตกแยกออกจากกันเป็นทางยาวต่างหาก!!!!!และมันก็พุ่งมาทางนี้ด้วย!!!!!
หลบเข้ารู ...เอ้ย... เข้าบ้าน!!” ราฟตะโกนทำให้ทั้งหมดพากันหลบเข้ารู...แล้วปิดประตูรูและหน้าต่างกันถ้วน หน้า...แต่มันเป็นบ้านต่างหาก บ้านที่มีขนาดเล็กเกือบเท่ากระท่อมและมีความแคบเกือบเท่ารูหนู...
แต่ ถึงจะปิดประตูบ้านกับหน้าต่างได้ ก็ใช่ว่าจะกันคลื่นดาบมหาภัยของกาเบลียและคันดะได้ แน่นอนคลื่นดาบที่รุนแรงนั้นฝ่าประตูเข้ามาราวกับเลื่อยและตัดบ้านขาดเป็น สองท่อน!!!!!
งานเข้า =[]=/=_=^^^...เสียง ในใจของสมาชิกทุกๆคนในบ้านคิดตรงกันด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งตื่นตระหนก ปลง แต่ที่แน่ๆก็คือ...กาเบลียกับคันดะตายแน่ๆงานนี้...
เสียง ฝีเท้าที่วิ่งมาทางนี้พร้อมกับการปรากฏตัวของหญิงสาวผมสีแดงเพลิงทำให้ทั้ง หมดรู้สึกขนหลัง(ถ้ามี)ลุกหรือไม่ก็เสียวสันหลัง...แต่โดนรวมคงเป็นรู้สึก หนาวๆตามสัญชาตญาณของสัตว์ที่กำลังจะโดนเชือด
เอ็ม เบอร์กวาดสายตามองรอบบ้าน ดวงตาสีแดงอมทองเบิกขึ้นกับรอยผ่าครึ่งของตัวบ้าน ดวงตาเรียวคมสวยปรายตามองสมาชิกในครอบครัวรุ่นเด็กของบ้านเป็นเชิงถาม
ทั้ง หมดพากันชี้ไปที่ประตูแล้วเดินถอยหลังมาเมื่อหญิงสาวเดินไปที่ประตูและทำการ เปิดมันจนมันหลุดติดมือมาด้วยก่อนจะพบกับกาเบลียและคันดะที่ยังฟาดฟันกันไม่ เลิก
รังสี สีดำแผ่ออกมาจากตัวสาวผมแดงจนคนอื่นๆพากันถอยกรู แต่ดูเหมือนสองหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายจะยังไม่รู้ตัวจึงยังฟาดฟันกันต่อไป
เสียง แส้หวดดังขึ้นพร้อมกับแส้หนังที่มีไฟติดอยู่จะปรากฏในมือของเอ็มเบอร์ หญิงสาวฟาดแส้ลงกับพื้นจนดินแตกกระจายและมีรอยไหม้ แต่กาเบลียและคันดะก็ยังคงสู้กันต่อไป
สาว ผมแดงค่อยๆเดินตรงไปหาสองหนุ่มชะตาขาด(?)ที่ไม่รู้สึกถึงการมาของเธอในขณะ ที่สมาชิกคนอื่นๆพากันมามุงดูแต่บางส่วนก็ปิดตาให้เด็กที่ยังอายุน้อยๆเพื่อ ไม่ให้เห็นฉากสยองหรือไม่ก็สวดมนต์แผ่เมตตาให้กับชายหนุ่มทั้งสอง ในขณะที่บางกลุ่มของบ้านไปเตรียมยาหรือไม่ก็โลงศพให้กับทั้งสองคน...แต่พวก นั้นยังไม่ตายนะเฮ้ย!!!!แค่อาจน่วมเท่านั้นเอง...
คลื่น ดาบมหาภัยคูณ 2 พุ่งมาทางเอ็มเบอร์ แต่หญิงสาวก็ไม่ได้หวั่นเกรง เธอกลับตวัดแส้สองครั้งบังเกิดคลื่นไฟไปปะทะกับคลื่นดาบจนทำให้เกิดระเบิด
พวกเธอ!~เสียง เย็นๆดังขึ้นพร้อมกับเสียงแส้ฟาดพื้นทำให้ชายหนุ่มทั้งสองหยุดชะงักก่อนจะ หันไปมองทางต้นเสียงแล้วพากันหน้าซีดเมื่อเจ๊ใหญ่ประจำบ้านมาปรากฏตรงหน้า พวกเขาพร้อมกับแส้คู่ใจและรังสีอำมหิตที่ทำให้พื้นที่โดยรอบหนาวราวกับติด แอร์ (?)
ทะเลาะกันเองแล้วยังทำบ้านพังอีก...รู้มั้ยว่าบ้านหลังนี้มันสำคัญกับพวกเราแค่ไหน!!!!!!!!!!!!!!!!!!เอ็มเบอร์วีนแตกจนบังเกิดคลื่นเสียงพิฆาต ทำให้กระจกแตกทั่วบ้านและทุกๆคนคงหูแตกตายไปแล้วถ้าไม่รีบปิดหู
ถ้าอยากสู้นักก็มาสู้กันเลย!!!!!หญิงสาวเอ่ยอย่างเกรี้ยวกราดก่อนจะฟาดแส้ไปยังกาเบลียกับคันดะ แต่ทั้งสองคนก็สามารถกระโดดหลบได้
ทั้งคู่กระโดดหลบมายืนอยู่ด้านหลังของหญิงสาวซึ่งเธอก็หันมาประจันหน้ากับทั้งคู่อย่างรวดเร็วก่อนจะพุ่งเข้าใส่ทั้งคู่
...แล้วและมันก็กลายเป็นการต่อสู้ที่รุนแรงขึ้นเป็น 100 เท่า...
อพยพของด่วน!!!!” แช็ค ตะโกนขึ้นก่อนที่ทั้งหมดจะพากันวิ่งไปขนของออกจากบ้านเพราะแรงจากการปะทะของ ทั้งสามมันมาโดนบ้านหลังนี้จวนจะพังอยู่แล้ว...ไม่รู้ว่าโชคดีหรือว่าโชค ร้ายกันแน่ที่ทั้งบ้านในตอนนี้ผู้ใหญ่ที่อาวุโสกว่าพวกเขานั้นเหลือเพียงแค่ เอ็มเบอร์คนเดียว...การต่อสู้จึงไม่รุนแรงขนาดพื้นที่โดยรอบโดนคลื่นพลังจน พังทลายราวกับอุกาบาทชน...แถมไม่ต้องอธิบายอะไรมากกับพวกผู้ใหญ่ที่ออกไปทำ ธุระข้างนอกก็พอเข้าใจเหตุผลอยู่หรอกว่าทำไมบ้านถึงพังและทำไมของต่างๆใน บ้านถึงถูกย้ายมาอยู่ข้างนอก...แต่ไม่ว่าจะโชคดีหรือโชคร้าย ตอนนี้รีบอพยพกันก่อนดีกว่ามั้ง...
ใน ตอนนี้ข้างนอกก็ตะลุมบอนส่วนข้างในก็ชุลมุนจนแทบจะเรียกได้ว่ากลลาหนไปหมด แต่พวกเขาก็สามารถขนของอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยทันเวลาจนได้ ช่างน่าโล่งใจจริงๆ...แต่ว่า...ถ้าไม่รีบหยุดทั้ง 3 คนนี้ล่ะก็...มันจะไม่ใช่แค่บ้านพังแต่จะกลายเป็นพื้นที่ทั้งพื้นที่ถูกอุกา บาทชน น่ะสิ!!!!!!!...



...ตูม!!!!...



เสียง ระเบิดดังสะนั่นทำให้ทุกๆคนที่อพยพของมาอยู่ไกลจากสถานที่ต่อสู้อยู่พอสมควร ซึ่งพวกเขาคงคิดว่ามันปลอดภัยดีหันไปมองยังทิศทางของเสียงระเบิดก่อนจะพากัน วิ่งไปดูก็พบกับกาเบลียและคันดะในสภาพยับเยินถูกแส้จับมัดกลับหัวห้อย ต่องแต่งอยู่กับต้นไม้โดยมีเอ็มเบอร์ที่เสื้อผ้ามอมแมมกับขาดนิดหน่อยยืน เท้าเอวมองทั้งสองคนอยู่
จริงๆเลย ทำให้เสื้อผ้าของฉันเปื้อนซะได้ แถมอายุปูนนี้แล้วยังต้องมาห้ามเด็กทะเลาะกันอีก เฮ้อ~ นี่ๆพวกเธอเป็นเพื่อนกัน เป็นครอบครัวเดียวกันนะ จะทะเลาะกันทำไม ทะเลาะกันแล้วมันได้อะไรนอกจากความรุนแรง สู้ก็ต้องสู้เพื่อปกป้องครอบครัวสิ ขืนพวกเธอมาสู้กันเองแบบนี้แล้วถ้าจู่ๆพวกโอเดียบุกมา พวกเธอก็โดนมันเล่นงานน่ะสิ ไม่สามัคคีกันเอาเสียเลย~ บลาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเอ็มเบอร์ถอนหายใจพลางบ่นยาว เทศนาทั้งสองคนโดยที่ยังให้ทั้งสองคนนั้นห้อยหัวอยู่ราวกับค้างคาวที่กำลัง ฟังมังกร (?)บ่นอย่างไรอย่างนั้น จนทั้งสองคนเริ่มรู้สึกหน้ามืดและหูชา
แต่ดูเหมือนฉันจะเล่นหนักไปแหะเอ็มเบอร์พูดพลางหันไปมองซากบ้านที่พังไม่เหลือชิ้นดีนอกจากเศษซากหักๆพังๆ
เอ่อ...แม่ เอ็มเบอร์กาเบลียเรียกหญิงสาวที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจพวกเขาเท่าไร เอาแต่มองบ้านที่กลายเป็นเศษไม้ด้วยสายตาที่ค่อนข้างอาลัยอาวรณ์
ถ้า จะขอโทษล่ะก็ ฉันยังไม่ให้อภัยหรอกนะ จะให้อภัยก็ต่อเมื่อพวกเธอพูดขอโทษต่อหน้าพวกเราทุกๆคน เอ็มเบอร์พูดพลางกอดอกโดยที่ไม่ได้หันไปมองเด็กหนุ่มทั้งสอง
เปล่า...คือ ว่า...ช่วยปล่อยพวกเราลงหน่อยได้มั้ย... ครั้งนี้คันดะเป็นฝ่ายพูดทำให้เอ็มเบอร์ตวัดดวงตาสีเพลิงนั้นมามองด้วยแววตา เย็นเฉียบก่อนจะแสยะยิ้มจนทุกๆคนพากันหนาวสันหลัง
อยู่แบบนั้นจนกว่าจะสำนึกผิด...ไม่สิ...จนกว่าพวกแซมมาเอล จะกลับมาก็แล้วกันเอ็มเบอร์พูดยิ้มๆก่อนจะเดินจากไป
กาเบลียกับคันดะมองหน้ากันก่อนจะหน้าซีดหนักกว่าเก่า


แม่เอ็มเบอร์!!!!!ปล่อยพวกเราไป!!!!!!!!!!ผม/ฉันไม่อยากอยู่กับมันแบบนี้!!!!!!!!!!!!!พวกเราสำนึกผิดแล้วปล่อยพวกเราไป!!!!!!!!!!!


สองเสียงผสานกันอย่างสามัคคีก่อนที่เอ็มเบอร์จะเดินหายลับไปหลังต้นไม้โดยกำชับให้คนอื่นๆเฝ้าไว้แต่ห้ามช่วยใดๆทั้งสิ้น
ทะเลาะกันจนได้เรื่องจนได้นะพวกนายฟาเธอร์ที่เดินเข้ามาใกล้ทั้งสองคนพร้อมกับคนอื่นๆพูดขึ้นอย่างปลงๆ
อย่ามาเยาะเย้ยเชียวกาเบลียพูดเสียงเรียบ
ไม่ได้มาเยาะเย้ยแต่มาอยู่เป็นเพื่อนราฟพูดก่อนจะนั่งลงบนพื้นหญ้าเหมือนๆกับคนอื่นๆ
นาย น่ะมาอยู่เป็นเพื่อน แต่ซูซี่คงมาอยู่เป็นแฟนล่ะมั้ง หญิงสาวผมสีทองอ่อนๆเหมือนสีทองของลวงข้าว ดวงตาสีฟ้า ... ลีออน...พูดยิ้มๆโดยมีน้องสาวฝาแฝดของเธอ ...เจสซิก้า...ยิ้มตามไปด้วยในขณะที่คนถูกพูดถึงหน้าแดงเป็นลูกเชอร์รี่
พะ...พูด อะไรของคุณน่ะ...ผะ...ผมกับป๊ะป๋า...เป็นแค่...แค่ ซูซานถึงกับพูดตะกุกตะกักหน้าแดงจนควันแทบขึ้นโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยว่า มีสายตา 4 คู่มองอาการนั้นด้วยสายตาที่แผ่ไออิจฉาออกมานิดๆแต่ก็พยายามสงบสติอารมณ์ เข้าไว้แล้วเปลี่ยนมาเป็นสายตาร่าเริงแทน
เป็นแค่คู่รักกัน~ วี๊ดวิ๊ว~ลีออนกับเจสซิก้าพูดขึ้นพร้อมกับก่อนจะผิวปากแซวเล่นจน ซูซานเริ่มออกอาการงอนนิดๆปนเขินซึ่งมันยิ่งดูน่ารักน่าแกล้งเข้าไปอีก
นี่ๆ อย่าไปแกล้งซูซี่แบบนั้นสิแช็ค ห้ามปรามน้องสาวฝาแฝดทั้งสองด้วยใบหน้าจริงจัง
แล้ว กาเบลียจะแต่งงานกับ ซูซี่ตอนไหนเหรอ?” ...ไปๆมาๆ แช็ค ดันแท็กทีมกับสองฝาแฝดแกล้งแซว ซูซานซะงั้น...
ป๊ะป๋าแช็ค อะ!!!~ซูซานถึงกับอายยกกำลังสองก่อนจะวิ่งไปหลบหลังสกายหวังให้เด็กหนุ่มช่วยเขา
พอ ได้แล้วน่า เดี๋ยวซูซี่งอนจนไม่ยอมทำอาหารเช้า ทำงานบ้าน ฯลฯ ให้พวกเรา พวกนายจะลำบากนะ แถมถ้าเรื่องนี้ถึงหู ลุงบาร์ตี้ (บาร์ติเมอัส)ล่ะก็...คงรู้นะ สกายพูดห้ามปรามทำให้ทั้งหมดยอมหยุดแซวร่างเล็กที่หน้าแดงจนจะสุกได้ที่แล้ว แต่พอเอาเรื่องงานบ้านกับการทำอาหารและบาร์ติเมอัสหรือที่เรียกแบบย่อๆว่า บาร์ตี้ซึ่งเป็นตาของซูซานมาขู่แบบนี้ ไม่หยุดก็ลำบากกันหมดจริงๆนั้นแหละ
ชิ น่ารำคาญชะมัดคันดะพึมพำแต่คนที่อยู่ใกล้ๆอย่างกาเบลียได้ยินชัดเจน...ก็ใช่น่ะสิ ก็พวกเขาโดนมัดอยู่ด้วยกันนี่...
ถึง จะน่ารำคาญก็จริง แต่ก็มีความสุขดีใช่มั้ยล่ะ กาเบลียพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง...เหมือนจะพูดลอยๆแต่ดูเหมือนทั้งสองคนกำลัง คุยกัน...
ชิคันดะสบถเหมือนจะรำคาญแต่ก็แอบรอบยิ้มกับประโยคนั้น...ใช่ ถึงจะน่ารำคาญ แต่ก็มีความสุขจริงๆนั้นแหละ...
พรุ่ง นี้นายจะไปแล้วสินะ กาเบลียพูดขึ้นทำให้ดวงตาสีรัตติกาลเบิกขึ้นก่อนจะหลับลง...นั้นสินะ... เกือบลืมไปเลย...ว่าเรา กำลังจะไปแล้ว...
กา เบลียสังเกตท่าทางนั้นสักพัก...ก็ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจคัดดะหรอกนะ...ใน ทางกลับกันเข้าใจดีเลยด้วยซ้ำ...ว่าคงจะคิดถึงครอบครัวและเป็นกังวล...
ทำหน้าแบบนั้น นายคงจะคิดถึงพวกเราสินะ
ชิ
เป็นฉันก็คิดถึงเหมือนกันนั้นแหละ
ไม่บอกก็รู้ คุณพ่อ
หึ
“...”
“...”
หลังจากพูดกันไป 2-3 ประโยค ทั้งคู่ก็เงียบไปในขณะที่คนอื่นๆก็พากันคุยกันอย่างสนุกสนานแต่ในขณะเดียวกันก็แอบฟังที่ทั้งคู่คุยกันด้วย
กลับมาให้ได้ล่ะ ยู
หา?”
ยังไงซะ นายก็เป็นครอบครัวเดียวกันกับเรา มันคงไม่ค่อยดีสักเท่าไรถ้าขาดนายไป
“...”
แล้วอีกอย่างนึง...
“?”
นายกับฉัน...เรายังสู้กันไม่รู้ผลเลยนี่
หึ
จากที่กาเบลียพูดทำให้คันดะอดหัวเราะในลำคอเสียไม่ได้
นั้น สินะ...อย่าห่วง ฉันจะกลับมาแน่นอน ทั้งกลับมาสู้กับนายให้รู้ผล...และกลับมาอยู่กับครอบครัวที่ฉันรัก คันดะพูดพลางยิ้ม ซึ่งมันทำให้ชายหนุ่มดูดีขึ้น แต่ดูท่าทางเขาจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองนั้นเผลอยิ้มออกมา
สัญญานะ ยู
สัญญาสิเพื่อน
สัญญา ด้วยสิว่าจะเอาพี่สะใภ้มาฝากน่ะ ลีออนพูดขึ้นทำให้สองเด็กหนุ่มหันไปมองเหล่าสมาชิกในครอบครัวที่พากันมองมา ทางพวกเขาจนพวกเขานั้นหน้าขึ้นสีนิดๆ
จะบ้าเรอะ!!...
อย่างยูมันจะมีใครเขาเอาฟรานซิสโก้พูดอย่างกวนๆจนคันดะถึงกับเส้นเลือดที่ขมับปูด
หุบปากไปเลย!!!!ไอ้หมาเขียว!!!!!!!คันดะถึงกับพูดเสียงเย็นพร้อมกับปล่อยรังสีอำมหิตออกมา
สัญญาแล้วนะยู...กาเบลียพูดขึ้นโดยไม่สนใจคนอื่นๆ เพราะยังไงซะ พวกเขาก็เป็นครอบครัวเดียวกัน รู้ไปก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี้
กลับมาอยู่กับพวกเรา กลับมาอยู่กับครอบครัวอย่างปลอดภัยให้ได้นะยู
เออๆ รู้แล้ว พูดยังกับนายเป็นพ่อฉันงั้นแหละ
ก็ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าเป็น
แต่การกระทำกับคำพูดมันส่อ
นั้นนายคิดเอาเอง
ขี้เก๊ก
นายก็เหมือนกันนั้นแหละ
ชิ
...และ แล้วพวกเขาทั้งหมดก็พากันนั่งคุยเล่นกันอย่างสนุกสนาน...มันช่างเป็นช่วง เวลาแสนสุขของครอบครัวเสียจริง...และมันจะเป็นหนึ่งในช่วงเวลาแสนสุขที่พวก เขาจะไม่มีวันลืม...
ว่าแต่ว่า แม่เอ็มเบอร์หายไปไหน?” กาเบลียถามขึ้นหลังจากนั่งคุยกันมานานจนพระอาทิตย์มันจะตกดินอยู่แล้ว!!!!
เห็นแม่บอกว่าจะไปอาบน้ำน่ะราฟ ตอบทำเอาหลายๆคนเหวอ...ไปอาบน้ำอะไรนานขนาดนี้!!!...
นี่ ถ้าพวกนายเป็นคนปกติ ป่านนี้พวกนายคงตายไปแล้ว เล่นอยู่ท่านี้นานๆไม่รู้กี่ชั่วโมง อเล็กซ์พูดซึ่งทุกๆคนเห็นด้วย...แบบนี้เรียกว่าโชคร้ายหรือโชคดีเนี้ย...
เหมือนค้างคาวเลยพี่เด็กหญิงอายุราวๆ 8-9 ขวบ ผมสีขาว ดวงตาสีทับทิมเพลิง...อัลญ่า...พูดขึ้นพลางเดินมาเกาะแขนราฟ
จ้าๆ เหมือนจริงๆนั้นแหละ เนอะราฟ ตอบน้องสาวของเขาก่อนจะลุกขึ้นแล้วอุ้มเด็กหญิงขึ้นเมื่อเจ้าตัวอ้อนอยากให้ อุ้ม...ทำตัวเหมือนเด็ก 5 ขวบ...
เฮ้อ~ อาบน้ำแล้วสบายตัวจังเลย~เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมการปรากฎตัวของหญิงสาวผมสีเพลิงในชุดสูทสีดำสุดเฮี้ยบ



...อาบน้ำบ้าอะไรทำไมไปนานจังวะ!!!=[]=^/=_=^...



สมาชิกส่วนหนึ่งในบ้านคิดในใจพลางเหงื่อตก
อืม...เห? พระอาทิตย์ใกล้ตกแล้วแหะ พวกนั้นยังไม่กลับมาอีกเหรอ? อ้าว เกือบลืมไปเลยแหะว่ากักบริเวณพวกเธออยู่ เอ็มเบอร์ที่ในคราแรกเห็นพระอาทิตย์ใกล้ตกดินก็พึมพำกับตัวเองเรื่องที่ สมาชิกรุ่นใหญ่ในครอบครัวยังไม่กลับมาแต่พอหันมามองตามความรู้สึกที่มีคนมอง หญิงสาวก็ต้องอุทานเมื่อเธอเกือบลืมเรื่องที่เธอจับกาเบลียและคันดะห้อยหัว อยู่...แต่เหมือนแกล้งยังไงก็ไม่รู้สิ...ก็ท่าทางของคุณเธอมันเหมือนจะแกล้ง ยังไงยังงั้น...
...แกล้งกันแหง่ๆ =_=^^^...สมาชิกทั้งหมดในบ้านคิดตรงกันอย่างสามัคคี
เอ็ม เบอร์จัดการปล่อยกาเบลียกับคันดะให้ได้กลับมายืนและเห็นมุมมองแบบปกติกับคน อื่นเขาเสียที แต่พอกลับมายืนก็ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะไม่เซหรือล้มเพราะน้ำในหูหรือใน สมองก็มิทราบมันยังไม่เข้าที่เข้าทางเลยโซซัดโซเซราวกับคนเมา
อืม...พวกเธอขนของออกมาจากบ้านกันหมดแล้วสินะเอ็มเบอร์หันมาถามเสียงเรียบซึ่งพวกที่ช่วยกันอพยพของออกจากบ้านก็พากันพยักหน้ารับ
งั้น...ไปรวมตัวกันตรงที่นำของไปวางไว้ก็แล้วกัน จัดให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมออกเดินทางเอ็มเบอร์สั่งก่อนจะเดินนำหน้าไปก่อน
เมื่อกี้ แม่เอ็มเบอร์บอกว่า ออกเดินทางงั้นเหรอ?” สกายพูดขึ้นอย่างอึ้งๆนิดหน่อย
นี่พวกเราต้องย้ายบ้านกันอีกแล้วเหรอเนี้ยเฮนรี่พูดเสียงอ่อย
ไม่ใช้การย้ายบ้านกาเบลียพูดลอยๆก่อนจะเดินแบบปูๆ (โซซัดโซเซ) นำหน้าคนอื่นๆไปซึ่งคำพูดของกาเบลียมันทำให้ทุกๆคนในบ้านสงสัย
ที่เดินไปน่ะ รู้เหรอว่าเราวางของไว้ตรงไหน?” ราฟพูดขึ้นทำให้กาเบลียหยุดเดินแต่ก็ยืนแบบโยกเยกไปมา
มะๆ ให้คนรู้ทางเดินนำเถอะเด็กหนุ่มผมสีขาว นัยน์ตาสีแดง ... ไฮเวอร์... พูดขึ้นก่อนจะเดินนำหน้ากาเบลียที่ยืนโยกเยกอยู่และจวนจะล้มเต็มทีไป
เวียนหัวล่ะสิฟาเธอร์ ก้มลงถามคันดะที่ล้มลงไปนั่งกองกับพื้นตามด้วยกาเบลียที่แหมะลงไปนั่งเป็นเพื่อนแล้ว
มา ลองดูไมล่ะ คันดะพูดเสียงเรียบแต่หน้าคุณท่านเหมือนจะซีดราวกับเพิ่งกินยาที่ขมจัดแล้ว รู้สึกอยากอ้วกประมาณนั้น...หรือจะพูดง่ายๆก็คือ...หน้าซีดเหมือนคนใกล้อ้วก เต็มที...
เฮ้อ~ มาๆเดี๋ยวเคาะหัวให้หายมึนให้แช็ค พูดพลางเตรียมไม้เท้าในมือทำให้คันดะและกาเบลียหน้าซีดลงหนักกว่าเก่า


ไม่ได้ขอร้องอย่ามาช่วย!!!แถมถ้าพี่/นายเคาะลงมาบนหัวของพวกเราจริงๆ มันจะได้มึนหนักกว่าเก่าจนสลบหรือไม่ก็ตายไปเลยน่ะสิ!!!!!!!!!!!!!!!


...เป็นอีกครั้งที่วันนี้กาเบลียกับคันดะพูดอย่างสามัคคีกัน...
งั้น กินยาปรับสมดุลร่างกายก็แล้วกันนะแช็ค พูดยิ้มๆหลังจากพอใจจากการแกล้งน้องๆของตนแล้วก่อนจะชูขวดยาสีใสที่ข้างในมี น้ำยาสีเขียวอมฟ้าอยู่แล้วยื่นให้ซูซานและ ฟาเธอร์ให้ทั้งคู่นำมันไปป้อนให้คันดะและกาเบลียเพราะดูเหมือนทั้งสองคนจะ มึนจนทำอะไรไม่ถูก
เมื่อ ทั้งสองคนดื่มยาจนหมด แช็ก ก็บ่นเรื่องยานิดหน่อย(เสียดาย) แต่เพราะกว่ายามันจะออกฤทธิ์ก็อีกสักพักจึงต้องมีคนช่วยแบกสองหนุ่มนี่ไปยัง จุดที่เอ็มเบอร์นัดก่อนที่มันจะมืด โดยราฟต้องแบกกาเบลียในขณะที่ไฮยีน่าต้องแบกคันดะ
เมื่อมาถึงจุดนัดพบ อาเจ๊ เอ็มเบอร์ก็จัดการสั่งให้พวกเด็กๆพากันจัดของและจัดเต็นท์ รวมไปถึงก่อกองไฟเพราะมันเริ่มจะมืดมากแล้ว
หลังจากนั้นไม่นานพวกผู้ใหญ่ของบ้านก็กลับมาพร้อมกับขบวนรถม้าที่มีมากพอจะบรรจุของและสมาชิกในครอบครัวได้หมดทุกคน
เอาล่ะ...ทุกๆคนมารวมตัวกันตรงนี้สิ พ่อมีเรื่องจะคุยด้วยแซมมาเอลพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน...แต่ใบหน้ากลับเรียบนิ่ง...
ตั้งแต่ วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกเราจะใช้ชีวิตเร่ร่อนแบบยิปซีแซมมาเอล ประกาศทำให้สมาชิกรุ่นเด็กของบ้านพากันเบิกตากว้างจนบาร์โทโลมิวตาถลนออกมา จากเบ้า
อะ...อะไร นะ...นี่ท่านพ่อแซมพูดจริงงั้นเหรอครับ?” ...หลังจากต้องวิ่งเก็บลูกตาของตัวเองสัก 10 นาทีเห็นจะได้ บาร์โทโลมิวก็เป็นคนแรกที่ถามข้อสงสัยนี้
จริง...ซึ่งการอยู่แบบเร่ร่อนนั้น มันมีเหตุผลอยู่นะแซมพูดตอบก่อนจะพยักหน้าให้คนอื่นเป็นคนอธิบายเหตุผลต่อจากตน
ก็ นะ...จากการสำรวจและประเมินผลมาช้านาน ในที่สุดพวกเราก็ได้ข้อสรุปแล้วว่า พวกเราเหล่าอมนุษย์และเหล่าสัตว์ในเทพนิยายทั้งหลาย จะย้าย...เอิ่ม...ไม่สิ อพยพไปอยู่ยังที่ๆไม่มีมนุษย์ ไปอยู่ยังดินแดนที่มีเพียงพวกเราเท่านั้น บาร์ติเมอัสจัดการอธิบายคนเดียว รวดเดียวจบ
จะบ้าหรือท่าน! ถ้าทำแบบนั้นแล้ว พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ ในกระท่อมงั้นเหรอ ดูบ้างสิพวกเราตั้งร้อยกว่าคนอัดกันอยู่ในกระท่อมยังแทบจะตายกันไปข้างหนึ่ง แล้วถ้าอันกันอยู่สักพันหมื่นคนได้อึดอัดตายแน่!!ฟรานซิสโก้โวยวายแต่ก็...


ผัวะ!!


...แต่ก็โดน ไฮเวอร์ ตบเข้าให้ที่หัวจนหน้าทิ่มพื้นไปเต็มๆ...
ฟังให้จบก่อนแล้วค่อยบ่นสิฟะไฮยีน่าพูดอย่างรำคาญนิดๆก่อนจะหันหน้ามาตั้งใจฟังต่อ
เฮ้อ...อะ แฮ่ม...ต่อเลยนะ...บังเอิญว่าราชาไปพบกับเกาะ...อ่า...เรียกว่าทวีปได้ มั้ง...แต่มันเล็กกว่าออสเตรเลียซะอีกหรือพอๆกันก็ไม่รู้...โอ๊ย! ...ช่าง มันเถอะ เอาเป็นว่า มันใหญ่กว่าประเทศอังกฤษนิดหน่อยก็แล้วกัน ซึ่งมันมีทรัพยากรที่สามารถทำให้ผู้คนแทบจะทั่วทั้งโลกอยู่อย่างสุขสบายไป ได้เป็นล้านๆปีเลยล่ะ และแน่นอนว่ามันไม่มีเจ้าของ รับประกันได้เลยว่าพวกเราสามารถไปอยู่ได้บาร์ติเมอัสอธิบายต่อ
แล้ว...ตาจ๋า มันอยู่ที่ไหนงั้นเหรอ?” ซูซานยกมือขึ้นถามด้วยความสงสัย
มันอยู่ตรงใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิกน่ะ รับรองว่าปลอดภัยทั้งจากมนุษย์และพวกโอเดีย"ราชาตอบแทนบาร์ติเมอัสด้วยรอยยิ้ม
อืม...น่า สนใจแหะ ฟาเธอร์พูดขึ้นทำให้พวกเด็กๆคนอื่นๆพากันคุยถึงเรื่องนี้ซึ่งแน่นอนว่าพวก เขาลงความเห็นว่ามันน่าสนใจดีและคุ้มกับการเสี่ยงจะไปอยู่แน่นอน
งั้นก็ พ่อจะเริ่มบอกแผนการเดินทางเลยก็แล้วกันนะแซมมาเอลพูดขึ้นทำให้เด็กๆพากันเงียบอย่างตั้งใจฟัง
ขั้น แรกเลย ต้องมีพวกไปจัดเตรียมความเรียบร้อยบนเกาะนั้นก่อน พวกเรามี 64 คน งั้นก็ไปที่นั้น 34 คนก็แล้วกันนะ ส่วนอีก 33 คน ให้ไปรวบรวมอมนุษย์และสัตว์ในเทพนิยายจากทั่วทุกมุมโลก แล้วอพยพมาอยู่ที่เกาะนั้นซะ แต่ค่อยๆอพยพทีละทวีปก็แล้วกัน เริ่มจาก ยุโรปก่อนก็แล้วกันแซมมาเอล อธิบาย
แล้ว อีกหนึ่งคนล่ะครับ?” เฮนรี่ถามเพราะจากที่แซมมาเอลพูด ดูเหมือนมันจะไม่ครบจำนวนคนที่มีอยู่
อีก หนึ่งคนที่พูดถึงน่ะก็ยูไง เฮนรี่ นี่หลานลืมแล้วรึ?” ทัลบอล ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลทอง นัยน์ตาสีเดียวกับสีผมพูดอย่างปลงๆกับหลานชายของตนซึ่งจากที่ ทัลบอลพูดมันทำให้เฮนรี่ร้อง อ๋อ พร้อมกับที่สมาชิกบางคนในบ้านหันไปมองทางคันดะ เมื่อนึกขึ้นได้ว่า ในวันพรุ่งนี้ คันดะก็ต้องออกเดินทางเสียแล้ว
พรุ่ง นี้ เธอต้องออกเดินทางแล้วนะยู และฉันคิดว่ากระบวนการ การเปลี่ยนแปลงมันคงจะเริ่มขึ้นในคืนนี้ แซมมาเอลที่เฝ้ามองปฏิกิริยาของทุกๆคนอยู่สักพัก หันมาพูดกับคันดะซึ่งเด็กหนุ่มก็พยักหน้ารับรู้
และ ในวันพรุ่งนี้ พวกเราเองก็จะเริ่มออกเดินทางเช่นกัน ทัลบอลจะไปส่งยูที่ ศาสนจักรแห่งความมืดสาขายุโรป ส่วนสำหรับกลุ่มแรกที่จะไปจัดการเรื่องบนเกาะก็จะเป็นพวกผู้ใหญ่ครึ่งหนึ่ง และพวกเด็กครึ่งหนึ่ง แต่โดยส่วนใหญ่พวกเราจะให้พวกเด็กๆเดินทางไปรวบรวมคนอื่นๆ แต่เพื่อความยุติธรรมเอาเป็นว่าจะมีการเปลี่ยนเวณเปลี่ยนกะไปเลื่อยๆก็แล้ว กันแซมมาเอลอธิบายซึ่งหลายๆคนก็พยักหน้าเข้าใจ บางคนนั้นอาจตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่บางคนก็อาจ รู้สึกกลัว...
เอาล่ะ วันนี้พวกเรามาฉลองอำลาบ้านกระท่อมผุๆกันเถอะนะ!!!ไนท์พูดขึ้นพลางเกาะคอ นูเบกับบาร์ติเมอัส แต่ทั้งสองหนุ่มกลับหันมามองหน้าทันควันด้วยสายตาของสัตว์ล่าเนื้อ(?)

กระท่อมผุๆแล้วไง!!!เอ็งเคยช่วยพวกฉันทำไมหะ!!!ถ้ากล้าว่าบ้านที่พวกเราอุตส่าห์ร่วมด้วยช่วยกันทำอย่างสุดความสามารถล่ะก็เอ็งเจอดีแน่!!!!

ทั้ง สองหนุ่มพูดเสียงเรียบแต่แฝงความเหี้ยมเอาไว้เพียบจนไนท์...ไม่หุบยิ้ม แถมยังหัวเราะร่าอีกด้วย...ต้องเรียกว่าไม่กลัวตายหรือไม่รู้จักกลัวสินะ...
หลัง จากนั้นสมาชิกในครอบครัวทุกๆคนก็พากันทานอาหารค่ำรอบกองไฟอย่างมีความสุข ฉลองอำลาบ้านหลังเก่าแล้วออกเดินทางเพื่อสร้างบ้านใหม่และทำการเพิ่มสมาชิก ในครอบครัว...
...แต่ สำหรับคันดะแล้ว นี่อาจเป็นอาหารค่ำมื้อสุดท้ายที่เขาจะได้ทานกับครอบครัว...อาหารหน้าตา เหมือนอ้วกผสมอาหารหมาแต่รสชาติอร่อยใช้ได้...เสียงพูดคุยและหัวเราะสุดแสน จะน่ารำคาญแต่มันก็ทำให้รู้สึกสุขใจ...กองไฟอุ่นๆตรงหน้ากับความอบอุ่นของ ครอบครัว...มันอาจทำให้รู้สึกเหงาไปบ้างถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ในวันพรุ่ง นี้...แต่เขาอาจได้กลับมาสักวัน...ไม่สิ...ต้องกลับมาให้ได้ต่างหาก...
ยูร้องเพลงสักหน่อยสิเสียงของโจ๊กเกอร์ทำให้คันดะตื่นจากภวังค์แล้วกลับมาทำหน้านิ่งเหมือนเดิม
ชาติหน้าตอนบ่ายๆเถอะ เฟ้ย!!!

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

...ที่นี่...ที่ไหน...
นั้น เป็นคำถามแรกเมื่อลืมตาขึ้นมา...ถ้าจำไม่ผิด ตัวเขานั้นเพิ่งหลับไปหลังจากต้องนั่งฟังนิทานผีๆของพวกพี่น้องทั้งหลายไป สักพัก...แต่พอลืมตาตื่นขึ้นมา...กลับพบว่าตัวเขานั้นอยู่ในที่ๆไม่คุ้น เคย...บนพื้นนั้นปูด้วยอิฐสีมล ต้นไม้ไร้ใบสีเข้มทั้งต้น พื้นน้ำที่สะท้อนภาพบางอย่างคล้ายซากปรักหักพังแต่ก็เปลี่ยนเป็นภาพอื่น ท้องฟ้าสีรัตติกาลกับพระจันทร์สีทอง...หิมะขาวโปรยปรายลงมาบนพื้น แต่ทว่า...เขาไม่ได้อยู่ที่นี่เพียงคนเดียว...
ตรง ทะเลสาบตรงหน้าเขานั้น มีร่างของเด็กคนหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้อยู่...เด็กน้อยที่น่าจะอายุราวๆ 10 ปีเห็นจะได้...ใบหน้าหวานเรียวสวย...ผมสีขาวราวกับหิมะ...ดูแล้วราวกับนาง ฟ้าตัวน้อยๆ...
นี่...ร้องไห้ทำไม”...ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าจะสนใจทำไม...แต่...มันรู้สึกปวดใจยังไงชอบกลพอเห็นเด็กคนนี้ร้องไห้...
ใบ หน้าสวยเงยขึ้นมามองผู้มาใหม่ ดวงตาสีเงินคลอน้ำตาทำเอาคันดะใจกระตุกจนเข่าแทบทรุด...นี่เป็นอาการที่เขา ไม่เคยเจอมาก่อน...เขาป่วยงั้นหรือเนี้ย!?...
ฮึก...คุณ เป็นใคร?” ร่างตรงหน้าถามด้วยน้ำเสียงที่หวานไพเราะจนใจของคันดะกระตุกไปหลาย รอบ...เลือดในกายสูบฉีดแรงเสียจนแทบจะตามสภาพที่เป็นอยู่ในตอนนี้ไม่ทัน... หัวใจเต้นแรงราวกับเพิ่งไปวิ่งรอบทะเลสาบบล็อกเนสส์(?)มายังไงยังงั้น...
คัน ดะ ยู เด็กหนุ่มตอบเสียงเรียบรู้สึกเหมือนเป็นไข้ปนจะเป็นลมกับอาการที่ตัวเขา เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก เธอยังไม่ได้ตอบคำถามของฉันเลยนะว่าเธอร้องไห้ทำไม?”
ฮึก...พ่อ ของผม...เขาตายแล้ว...แต่ผมกลับ...ฮึก...ทำให้เขา...กลายเป็นปีศาจ... ฮือ...แล้วผมยัง...กล้าลืมเรื่องของเขาอีก...ผมรู้สึก...เสียใจ เด็กน้อยพูดเสียงสะอึกสะอื้น น้ำตายังคงไหลลงมาจากดวงตาสีเงินคู่งาม
คันดะมองภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกปวดใจไม่น้อย ก่อนจะเดินตรงไปนั่งลงข้างๆเด็กน้อยแล้วกอดปลอบร่างที่นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น
ฉัน เองก็พอเข้าใจ เพราะฉันก็เคยทำให้คนที่ฉันรักกลายเป็นปีศาจและทำบาปมามาก แต่ถ้าเธอเสียใจสำนึกผิดแบบนี้ ฉันคิดว่าพระเจ้าคงให้อภัยเธอแน่ คันดะพยายามพูดปลอบเท่าที่จะทำได้ รู้สึกเหมือนหน้ามันร้อนๆยังไงชอบกล มือที่โอบกอดร่างตรงหน้าลูบหัวปลอบให้เด็กน้อยหยุดร้องทำเหมือนที่เขาเคย เห็นสมาชิกในครอบครัวทำเวลาปลอบเด็กน้อยเวลาร้องไห้ซึ่งดูเหมือนจะได้ผล เมื่อร่างในอ้อมกอดเริ่มสงบลงแล้ว
คัน ดะผละร่างเล็กออกมาเล็กน้อยก่อนจะใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาบนใบหน้างามนั้นออก แล้วพยายามยิ้มให้ดูเป็นมิตรที่สุดเพื่อให้ร่างตรงหน้าสบายใจแต่กลับทำให้ เด็กน้อยหัวเราะซะงั้น
พี่ ชาย ยิ้มตลกจังเลยฮะ เด็กน้อยพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูจะร่าเริงขึ้นทำให้คันดะรู้สึกหน้าร้อนๆหนัก กว่าเดิมแถมหัวใจยังเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกจากอกไม่ก็ระเบิดในอกนั้น แหละ...แต่จะว่าไป...เด็กคนนี้...เด็กผู้ชายหรอกเรอะ...ไม่พูดฮะนี่นึกว่า เด็กผู้หญิงซะอีก...
คะ...ใคร จะไปยิ้มสวยเหมือนนายกันล่ะ คันดะพูดด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีนิดๆแต่ไอ้ประโยคที่พูดออกไปน่ะสิ...เขาแทบจะ เอาหัวโขกพื้นตาย...พูดไปได้ฉัน!!...
แต่ คำพูดของเขานั้นกลับทำให้เด็กน้อยตรงหน้า หน้าแดงขึ้นมาพร้อมกับหัวใจดวงน้อยที่เต้นระรัว ใบหน้าสวยยิ้มหวานจนใจในอกของคันดะแทบจะระเบิด...ฉันจะเป็นโรคหัวใจตายไม เนี้ย!!!...
แล้ว...นายมาอยู่ที่นี่ได้ไง เจ้าถั่วงอกคันดะถามแต่คำถามนั้นกลับทำเด็กน้อยตรงหน้าทำหน้ามุ่ย
ผมไม่ได้ชื่อถั่วงอกนะฮะ ผมชื่อว่า อเลน  วอคเกอร์ ต่างหากร่างตรงหน้าตอบด้วยเสียงงองอนจนคันดะอดยิ้มกับความน่ารักน่าเอ็นดูของร่างตรงหน้าเสียไม่ได้
เถอะน่า จะอลงอเลนอะไรก็ช่าง รีบๆตอบคำถามฉันมาสักทีคันดะพูดด้วยความรำคาญแต่ก็แอบหมั่นไส้ปนเอ็นดูเด็กน้อยตรงหน้านิดๆ
ก็ ช่างอะไรล่ะฮะ ถ้าไม่เรียกผมว่า อเลน ผมไม่ตอบคำถามด้วยอเลน พูดแล้วค้อนให้วงโต...แต่มันทำให้คันดะหมั่นเขี้ยวเข้าไปทุกทีๆ จนสุดจะทนแล้ว!!!...
เหรอ~ งั้นก็ได้ อเลน~” คันดะเรียกชื่อของ อเลน พร้อมกับแถมให้เล็กๆน้อยๆโดยการบีบๆที่แก้มนุ่มๆทั้งสองข้างนั้นอย่างหมั่น เขี้ยวจนสุดจะทน จะตอบคำถามของฉันได้หรือยัง?”
อ่า...ออบแอ้วๆ(ตอบแล้วๆ)อเลน ถึงกับน้ำตาเล็ดจนในที่สุดคันดะก็ยอมปล่อยแก้มนุ่มๆนั้นซะที
ผม เองก็ไม่รู้เหมือนกัน พอลืมตาตื่นขึ้นมา ก็มาอยู่ที่นี่แล้ว แต่พอมองลงไปในทะเลสาบนั้น ผมก็เห็นภาพในอดีต...แล้ว...อเลนเล่า ดวงตาสีเงินคู่สวยเริ่มกลับมามีน้ำตาคลออีกครั้งจนคันดะลนลาน
ไม่อยากเล่าหรือนึกถึงมันก็ไม่ต้องทำคันดะพูดพลางลูบหัวร่างเล็กทำให้อเลนกลับมายิ้มอีกครั้ง
หิมะพราวยังคงตกต่อไปแต่แล้วจู่ๆโลกทั้งใบก็สว่างขึ้น...
อเลนเด็กหนุ่มเด้งตัวขึ้นมาบนเตียงทำเอาคนที่นอนข้างๆสะดุ้งตกใจ
อะ...อะไรของนายน่ะยู เฮ้ย!!!ราฟที่นอนอยู่ข้างๆถามด้วยความงัวเงียนิดหน่อยแต่ก็ตาสว่างเมื่อเห็นสภาพของคันดะเต็มตา
ปะ...เปล่า แล้วนายเฮ้ยทำไมวะ?” คันดะถามกลับ...แต่เพราะเสียงเฮ้ยของราฟทำเอาคันดะตื่นเต็มที่จนความรู้สึก หวานๆปนโรแมนติก ตอนอยู่กับ อเลน หายหมดเลย...ตัวทำลายบรรยากาศความรู้สึก...
ลองดูสภาพของตัวเองก่อนไม!!!ราฟพูดก่อนจะคว้ากระจกจากโต๊ะหัวเตียงของลีออนกับเจสซิก้ามาให้คันดะส่องดูเงาของตน
พอคันดะรับกระจกมา หนุ่มหน้านิ่งเป็นต้องอ้าปากค้างเมื่อตัวเขาในตอนนี้...
ทำไมฉันอยู่ในร่างเด็กอายุ 10 ขวบวะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!

...ร้องลั่นเต็นท์แตกเลยพี่น้อง...



...และนี่ก็เป็นเพียง...แค่หนึ่งในจุดเริ่มต้นหลายๆจุดเท่านั้น...








++++++++++++++++++++++++++++++++++++++












TBC.