THE Guardian League: Motherhood
...ลูกแม่...
...แม่ขอโทษ...
...เราแต่ละคนล้วนมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง...
...เรื่องราวของลูก...ชะตาของลูก...มันเจ็บปวด...แม่รู้ดี...
...ชะตาของคนที่แม่รัก...มันเจ็บปวด...แม่ไม่หวังให้มันเป็นเช่นนั้น...
...ดังนั้น...ให้แม่...เจ็บปวดแทนลูกเถอะนะ...
...ให้แม่...เจ็บปวดแทนคนที่แม่รักเถอะนะ...
...เพื่อลูก...แม่ทำได้ทุกอย่าง...
...เพื่อคนที่แม่รัก...แม่ทำได้ทุกอย่าง...
...แม่อยากอยู่อย่างมีความสุขกับลูกๆทุกคน...
...แม่อยากอยู่อย่างมีความสุขกับคนที่แม่รัก...
...ครอบครัวของพวกเรา...แม่จะปกป้องเอง...
...ความสุขของพวกเรา...แม่จะปกป้องเอง...
...เพื่อการนั้น...แม่จำเป็น...
...ต้องมีชะตาแบบนี้...
“แล้วเรา ค่อยเจอกันใหม่ แม่รักลูกๆทุกคนนะ”
...รอสัญญาณ...
...เมื่อสัญญาณปรากฏ...วันนั้น...
...จะเป็นวันที่พวกเราได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง...
...เพราะฉะนั้น...
“ไม่ต้องร้องไห้ ลูกรักของแม่
ทุกๆอย่างจะต้องเรียบร้อย พวกเราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีก”
แรงเขย่าอย่างบ้าคลั่งของพี่สาวฝาแฝด
เจนน่า ฮาวเล็ตต์ ทำให้ โอฟีเลีย
ฮาวเล็ตต์ ที่กำลังหลับสบายต้องลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ
เธอหันไปมองหน้าพี่สาวฝาแฝดของเธอจนคอแทบเคล็ดและยังไม่ทันจะได้ถามอะไร
พี่สาวของเธอก็เอามือของหล่อนมาปิดปากของเธอไว้เสียก่อน
“ชู่ว์ พวกไอเซอร์”
เจนน่า พูดด้วยเสียงกระซิบ ในตอนนี้พวกเธอทั้ง 2 คนกำลังนั่งอยู่บนรถเมลล์ที่มุ่งหน้าไปนิวยอร์ก
โอฟีเลีย ไม่แน่ใจว่าพวกเธอมาถึงนิวยอร์กหรือยัง
แต่ที่แน่ๆตอนนี้พวกเธอกำลังใกล้จะเผชิญกับปัญหาใหญ่แล้ว
ไอเซอร์
องค์กรรักษากฎแห่งทรวงสวรรค์แห่งราชอาณาจักรการ์เดียน กำลังตามล่าพวกเธออยู่ ภายใต้การนำ ของ วิลลาร์ด H. ไรท์ เบอร์นาดัส
พ่อเมื่อชาติที่แล้วของโอฟีเลีย เหตุผลที่ตามล่าก็ไม่มีอะไรมาก
ตามประสาพ่อที่เป็นห่วงลูกสาว ถึงแม้ในชาตินี้เธอจะเกิดมาเป็นลูกของคนอื่น
แต่โดยจิตวิญญาณเธอยังคงเป็นลูกสาวของวิลลาร์ด ประมาณนั้น
ดังนั้น...ถ้าเขาจะเป็นห่วงเธอจนเกินเหตุมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก...
สำหรับชาวการ์เดียน
ดินแดนมนุษย์นั้นอันตาย และเพราะเหตุนั้น เด็กๆอย่างพวกเธอจึงไม่สมควรออกมาเดินเพ่นพ่านในดินแดนมนุษย์แบบนี้
ยิ่งเป็นเด็กผู้หญิงยิ่งอันตรายใหญ่
แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายมันก็อันตรายพอกันทั้งคู่นั้นแหละ...ถึงกระนั้น...ในมุมมองของโอฟีเลียและเจนน่า...พวกเธอคิดว่าที่อันตราย
น่ะ...มันตัวพวกเธอเองต่างหาก...
“น้องอำพรางพวกเราได้มั้ย?”
เจนน่าถามพลางกดตัวโอฟีเลียให้ก้มตัวลงต่ำเช่นเดียวกับตัวเธอ
เพื่อให้พ้นจากรัศมีการมองเห็นของพวกไอเซอร์...รัศมีการมองเห็นในระดับมนุษย์น่ะนะ...
“มันเสี่ยงเกินไป
ถ้าหนูหรือพี่ใช้พลัง เราได้จบเห่ก่อนเจอพ่อแน่คะ” โอฟีเลียตอบ จากที่เธอเห็น
พวกไคเซอร์ที่อยู่ใกล้พวกเธอนั้นมี 2 คน บนรถ 1 คนและข้างนอก
ใกล้ๆกับหน้าต่างที่พวกเธอนั่งอีก 1 คน
“แล้วเราควรจะทำยังไงดีล่ะ?
ถ้าเราหนี มันก็จะมีพิรุจพวกนั้นก็จะจับได้ จะให้นั่งอยู่เฉยๆ
รอพวกมันมาเจองั้นเหรอ? แบบนั้นไม่เอานะ” เจนน่าขมวดคิ้ว
ดวงตาของเธอบ่งบอกถึงความกังวลใจและหวาดหวั่นอย่างชัดเจน
โอฟีเลียจับมือของพี่สาวฝาแฝดมาบีบเบาๆ หวังให้เจนน่าใจเย็นลง
“ใจเย็นๆคะ
พวกมันจะไม่เจอเรา” โอฟีเลียเอ่ย ดวงตาสี อเมทิสของเธอเป็นประกายเพียงชั่วครู่ก่อนจะเกิดเสียงระเบิดขึ้นด้านนอก
“บอกฉันทีว่าเราไม่ได้กำลังอยู่กลางสงครามกลางเมืองน่ะ?”
“พี่ไม่ได้ถามกะให้หนูขำใช่มั้ยคะ?”
โอฟีเลียถามกลับและได้รับคำตอบเป็นรอยยิ้มขี้เล่นของพี่สาวฝาแฝดซึ่งมันทำให้เธอหลุดหัวเราะออกมานิดหน่อย
“เราต้องรีบออกไปจากที่นี่ก่อนจะมีใครจับได้ว่าเราแปลก”
เจนน่าพูดพร้อมกับดึงโอฟีเลียให้วิ่งตามเธอลงไปจากรถเมลล์ที่เริ่มกลหน
“พี่แน่ใจนะคะว่าจะใช้คำว่าแปลก
เพราะว่าโดยหลักการแล้ว คำว่า แปลกน่ะมัน...”
“เออ!!ประหลาด!!!พอใจมั้ย!!!เลิกถกเรื่องคำในการสื่อสารแล้วเผ่นไปจากที่นี่กันเถอะโว้ย!!!!!”
โอฟีเลียยังไม่ทันได้พูดจบก็ถูกพี่สาวฝาแฝดจับกดลงกับพื้นอย่างรุนแรงพร้อมกับการพูดขัดของเจนน่าและเสียงยิงปืนกับเสียงระเบิดที่ดังสนั่น
เธอรู้สึกเหมือนหูของเธออื้อไปครู่หนึ่ง ภาพทุกๆอย่างเปลี่ยนมุมองศาจากการที่จู่ๆเธอก็ถูกกดให้นอนลงกับพื้นจนดูแปลกตา
แต่เธอก็ยังพอประมวลผลในสมองได้ และสมองเธอกำลังประมวลผลว่า...พวกบ้าที่ไหนโผล่มาก่อการจารชนแถวนี้กัน?
...และจากป้ายรถเมล์ที่เธอเห็นในมุมเอียง...พวกเธออยู่ในนครบรุกลิน!!!...
“เวรจริงๆ! โอฟีเลีย เป็นอะไรมั้ย?”
เสียงของเจนน่าเรียกสติของโอฟีเลียที่รู้สึกมึนๆให้กลับมาสู่โลกความจริงแบบ HD มาตอนนี้
เธอคิดว่าความเสี่ยงที่พวกเธอจะถูกจับได้ว่าเป็นพวกแปลกประหลาดนั้นมัน 90%
“หนูสบายดี”
โอฟีเลียสะบัดหัวไล่ความมึนก่อนจะตอบผู้เป็นพี่ไปเพื่อไม่ให้พี่ของเธอเป็นห่วง
เธอสังเกตเห็นบางอย่างบนแผ่นหลังของพี่สาวเธอ “เจนน่า มีเหล็กปักหลังพี่น่ะ”
“เฮ้ย!!เวรแล้ว!!”
เจนน่าอุทานเมื่อเธอเพิ่งสังเกตเห็นเหล็กเส้นเขื่องบักอยู่กับหลังของเธอและเธอมั่นใจว่ามันต้องมาจากเศษซากของตึกที่ตกลงมาแน่นอน
“ดึงออกให้หน่อยโอฟีเลีย”
“เราหาที่หลบมุมกันก่อนเถอะคะ”
เสียงของระเบิดแทบจะกลบเสียงคุยของพวกเธอไปจนหมดสิ้น
ผู้คนก็พากันวิ่งหนีจนชุลมุนวุ่นวายไปหมด ไม่มีใครทันสังเกตเห็นพวกเธอ
ซึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ดี
โอฟีเลียลากพี่สาวของเธอมาตรงซอกตึกในทิศทางตรงกันข้ามกับที่ผู้คนวิ่งไป
และมันดูเงียบสงบ...เงียบสงบจนเหมือนท้องฟ้าก่อนพายุเข้า...
โอฟีเลียค่อยๆจับแท่งเหล็กแล้วดึงมันออกจากแผ่นหลังของเจนน่าก่อนจะขว้างมันออกไปยังถนน
บาดแผลบนแผ่นหลังของเจนน่าหายไปอย่างรวดเร็ว
ราวกับว่ามันไม่เคยมีบาดแผลอยู่ตรงนั้นมาก่อนซึ่งมันเป็นผลมาจากพลังในการรักษาหรือพลังในการฟื้นตัวที่เรียกว่า
“Healing factor” ...หนึ่งในพลังที่เธอมีเหมือนกับพ่อ...
“บ้าจริง
แล้วเราจะเอาไงต่อล่ะ” เจนน่าถาม หากแต่โอฟีเลียกลับเงียบ ดวงตาสีม่วง
อเมทิสของเธอเป็นประกายอีกครั้ง เธอค่อยๆถอยหลังอย่างช้าๆ “โอฟีเลีย?”
“ชู่ว์ มีอะไรบางอย่างกำลังมาทางเรา
และ...มันไม่เป็นมิตรกับเรา” โอฟีเลียอธิบาย
พลางค่อยๆก้าวถอยหลังพร้อมกับดันเจนน่าให้ถอยตามเธอไปด้วย
หากแต่ตรงที่พวกเธออยู่นั้นคือซอกตึก ต่อให้สามารถถอยได้ แต่ก็ต้องเจอทางตันอยู่ดี
“เราควรสู้”
“เราไม่ควร”
ถึงจะพูดแบบนั้น
แต่โอฟีเลีย ก็เห็นด้วยกับพี่สาวฝาแฝดอย่างเต็มที่ เธอรู้สึกได้ถึงอาการสั่นของเจนน่า...พี่สาวของเธอกำลังกลัวหรือตื่นเต้นกันแน่นะ...เป็นที่รู้กันทั้งครอบครัวว่าในบรรดาพี่น้องทั้ง
9 คนซึ่งมีโอฟีเลียเป็นคนเกือบสุดท้อง เจนน่านั้นชอบเสแสร้ง แกล้งทำเป็นคนโหด
ชอบการต่อสู้...ทั้งๆที่ความจริงแล้ว เธอกลัวอยู่เสมอ...พลังของเธอ
มันเจ็บทุกๆครั้งที่ใช้ เหมือนกับพ่อของเธอ...
เธอพยายามทำให้ตัวเองดูเข้มแข็งและน่าเชื่อถือ ทั้งๆที่ความจริง
เธอเป็นเพียงแค่เด็กสาวธรรมดาที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น...แต่เพราะเลือดของพ่อนั้นแรงมาก...ไม่แน่...เจนน่าอาจกำลังรู้สึกทั้งกลัวและตื่นเต้นก็เป็นได้...
เจนน่าก้าวออกมาข้างหน้า
ใช้ร่างที่สูงกว่าโอฟีเลียเล็กน้อยบังน้องสาวฝาแฝดจากสิ่งที่กำลังใกล้เข้ามา
เธอได้กลิ่นบางอย่างที่ชวนระคายเคืองอวัยวะภายในสุดๆ
ซึ่งเธอจำได้ดีว่านั้นคือกลิ่นของรังสีกับสารเคมี
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
อย่าอยู่ห่างพี่นะ โอฟีเลีย” เจนน่ากล่าว
เธอขยับมือสองสามครั้งทำให้เกิดเสียงดังเหมือนกระดูกหัก แต่ความจริงแล้วกระดูกของเธอยังอยู่ดี
โอฟีเลียทำเพียงแค่ครางขานรับแล้วจับเสื้อเเจ็คเก็ตสีดำของพี่สาวแน่น
เสียงเท้าหนักและเสียงครางที่ฟังดูน่าขนลุกดังขึ้น เงาตระคุมๆตรงทางเข้าซอกตึก
ชวนให้รู้สึกเหมือนปีศาจกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้สาวพรหมจรรย์ที่จักต้องเป็นเหยื่อของมัน...แต่อาจไม่ใช่กับสองสาวน้อยนี้ก็เป็นได้...
ความเงียบครอบงำพื้นที่ในบริเวณนั้น...มันเงียบเสียจนรู้สึกวังเวงใจ...
...จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอต่อจากนี้?...
++++++++++++++++++++++++++++++++++
ณ
ประเทศญี่ปุ่น เมืองนามิโมริ
เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กหญิงร่างเล็กอายุราวๆ
5-6 ขวบ ตรงหน้า ทำให้ ซูซาน เลโอเน่
ยิ้มด้วยความสุขใจ ไม่รู้ว่าตัวเขานั้นมาอยู่ในช่วงเวลานี้นานเท่าไรแล้ว
อาจ 10 หรือ 20 ปี เขาไม่อาจรู้ได้ เพราะความทรมานที่ได้รับมานาน
มันทำให้เขาลืมคืนวันและช่วงเวลาไปแทบจะหมดสิ้น...ไม่สิ...น่าจะเป็น
เขาทรมานจนไม่ใส่ใจเวลาเสียมากกว่า เพราะว่าเขาต้องนึกถึงเรื่องดีๆเข้าไว้
เพื่อประคองจิตใจไม่ให้ตกลงสู่ความชั่วร้าย
แต่จนแล้วจนรอด
ความทรมานเหล่านั้นมันก็ทำให้ผลึกพลังในตัวเขาแตก
จนเกินจะควบคุม...ถ้าขืนเขายังคงอยู่กับพวกนั้นต่อไป...เพียงแค่คิด...พวกนั้นจะต้องตายง่ายๆ...โดยไม่ได้ชดใช้บาปของพวกมัน
“แม่จ๋า”
เสียงใสของเด็กหญิง พร้อมกับร่างเล็กที่เดินเตาะแตะมาหาเขา
ทำให้ซูซานหลุดออกจากห้วงความทรงจำอันแสนทรมานกลับมาสู่โลกของเขา...โลกที่เขาสร้างขึ้นเอง...โลกที่มีเพียงแค่เขากับยูนิ...
ซูซานรับร่างของยูนิที่เดินเข้ามาซุกตักของเขา
ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าแม่ของเด็กคนนี้
เขายกร่างเล็กขึ้นมานั่งบนตักพลางลูบหัวลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนด้วยความรักใคร่
“เดินเก่งขึ้นเยอะแล้วนี่”
ซูซาน พูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะหอมแก้มนุ่มนิ่มของลูกสาวไปหนึ่งฟอด
ในขณะที่เด็กหญิงก็ทำเพียงแค่หัวเราะคิดคักแล้วหอมแก้มผู้เป็นแม่กลับ
“พอหนูเดินได้แล้ว
พวกเราก็จะได้ไปหาพวกพี่ๆกันใช่มั้ยคะ” ยูนิพูดด้วยรอยยิ้มซึ่ง ซูซานก็ยิ้มตอบเธอเช่นกัน
“จ้ะ
เราจะได้ไปหาพวกพี่ๆกัน แต่กว่าจะถึงวันนั้นคงอีกนาน ในระหว่างนั้น
ยูนิก็ฝึกเดินไปก่อนนะ” ซูซานกล่าวพร้อมกับลูบผมสีนิลของลูกสาว
เด็กหญิงพยักหน้าแล้วบีบลงไปจากตักของซูซานเพื่อหัดเดินให้คล่องแคล้วมากกว่านี้
ซูซานนั่งมองลูกสาวตัวน้อยหัดเดินด้วยรอยยิ้มก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีคราม
สายลมพัดผ่านทำให้เส้นผมสีน้ำตาลยาวของเขาพลิ้วไสวไปตามสายลม
เช่นเดียวกับความคิดของเขาที่ล่องลอยไปตามสายลม หวนไปถึงคืนวันในอดีตอันไกลโพ้น
สำหรับเขา ในคืนวันที่เขาหนีจากความทุกข์ทรมาน ไปอยู่กับครอบครัวของเขา ลูกๆทั้ง 8
คนของเขา พี่ชายพี่สาวของยูนิ และสมาชิกในครอบครัวอีก 17 คน
ในช่วงเวลานั้น ราวกับความฝัน
มันเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เขามีความสุขมากๆ เขามีลูกๆ เพื่อน พี่ชายและหลานๆ
ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับพวกเขามันช่างเป็นความสุขที่ไม่อาจหาสิ่งใดมาบรรยายได้ มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่ประคองจิตใจของเขาไว้
ไม่ให้ตกลงสู่ความชั่วร้าย
...ไมเคิล...แซมซัน...โจซิส...สยาม...วิช...เจนน่า...โอฟีเลีย...และโฮป
ลูกสาวที่ไม่เคยได้เห็นหน้าเขา... ลูกๆที่รักของเขา หนึ่งในความสุขในชีวิตของเขา...
...ลีโอนาโด...ราฟาเอล...ดอนนาเทลโล...ไมเคิลแองเจโร่...คาราย...เลทเตอร์เฮด...และ
สปริ้นเตอร์
...เหล่าสมาชิกใหม่ในครอบครัวของเขาที่เขาอยากจะกลับไปอยู่ด้วย...ครอบครัวที่รัก...
...ไซม่อน...โยชิ...เมย์โกะ...เดวิด...นาธานกับอีธาน...โมนาริซ่า...มาดอนน่า...วีนัส
และวินนี่...หลานๆที่น่ารักของเขา
ครอบครัวที่รักของเขา
ช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน มันราวกับเทพนิยาย...และเขาหวังว่าจะได้อยู่แบบนั้น
ตลอดไป...
มาตอนนี้...เพื่อรักษาช่วงเวลานั้นไว้...เพื่อปกป้องคนที่เขารัก...เขาจึงต้องถูกขังอยู่ที่นี่...
ในเขตแดนของประเทศญี่ปุ่น ในเมืองนามิโมริ...
น้ำตาค่อยๆไหลลงมาจากดวงตาสีน้ำตาลคู่งาม
จากความทรงจำทั้งสุขและทุกข์
เขาหวังจะปกป้องคนที่เขารัก...ปกป้องครอบครัวของเขา...ความสุขของเขา
เพราะเหตุนั้นเขาจึงต้องถูกทรมาน แต่ทว่า...เขาไม่อาจทนถูกทรมานได้อีกต่อไป...เพราะยูนิ...เพราะเด็กคนนี้กำลังจะเกิด...เขาจึงไม่อาจทนถูกทรมานได้...
จากการถูกทรมานครั้งที่ผ่านๆมานับไม่ถ้วน
ทำให้เหล่าเด็กๆที่กำลังจะเกิดมาเป็นลูกของเขาหลายๆคน...ตายไป...พอมาถึงคราวที่ยูนิกำลังจะเกิด...เขาจึงตัดสินใจที่จะปกป้องลูกน้อยของเขา...เขาไม่อาจตอบได้ว่าพ่อของยูนิคือใคร...แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...เขาจะเลี้ยงดู...ปกป้องดูแลลูกคนนี้ของเขา...ปกป้องจากความทุกข์ทรมานและความตาย...ปกป้องความสุขของเขา...
ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มโดยฉับพลันก่อนจะกลับมาเป็นสีฟ้าครามเมื่อผู้กระทำรู้สึกตัวว่าเขาได้เผลอปล่อยพลังออกมาอีกแล้ว
ซูซานได้แต่ถอนหายใจ เมื่อผลึกพลังในตัวของเขาแตกหมด
การควบคุมมันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเสียเท่าไรในเมื่อพลังในตัวเขานั้นช่างมหาศาล
“สีส้ม
ท้องฟ้าสีส้ม” ยูนิร้องพร้อมกับกระโดดไปมา รอยยิ้มของเด็กหญิงช่างสดใสและไร้เดียงสา
ทำให้ผู้เป็นแม่ยิ้มด้วยความเอ็นดู
ซูซานยกมือขวาขึ้นมาแล้วทำการขยับมือสักสองถึงสามทีก่อนจะปรากฏก้อนเมฆสีม่วงขนาดเล็กบนฝ่ามือของเขา
ซูซานเป่ามันให้ลอยไปทางยูนิซึ่งเมื่อมันลอยมาทางเด็กหญิง
ก้อนเมฆก้อนนั้นก็ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม มันลอยมาหยุดอยู่เหนือหัวของเธอ ฉับพลัน
จู่ๆก็มีหิมะสีฟ้าอ่อนตกลงมาจากก้อนเมฆสีม่วงก้อนนั้น
ยูนิหัวเราะด้วยความดีใจแล้วเล่นหิมะนอกฤดูที่ผู้เป็นแม่เสกมาให้ด้วยความสนุกสนาน
“ขอบคุณคะแม่”
ยูนิพูดด้วยความดีใจในขณะที่เกล็ดหิมะสีฟ้างามนั้นมารวมตัวกันกลายเป็นมงกุฎขนาดเล็กอยู่บนหัวของเด็กหญิง
“ด้วยความยินดีจ้า
ลูกรักของแม่” ซูซานพูดด้วยรอยยิ้ม
...อีกไม่นาน...เขาจะติดต่อไปหาลูกๆของเขา...ไปหาครอบครัวของเขา...
...แล้วสักวัน...พวกเขาก็จะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขอีกครั้ง...
++++++++++++++++++++++++++++++++++
ณ
ประเทศสหรัฐอเมริกา ในมหานครนิวยอร์ก
เสียงขลุ่ยที่ล่องลอยมาตามสายลม
ฟังดูไพเราะและทำให้รู้สึกเศร้าไปในเวลาเดียวกัน บทเพลงนั้น
บ่งบอกถึงอารมณ์ของผู้บรรเลงได้ดีว่าเขานั้นรู้สึกเช่นไร
ความรู้สึกถวิลหาใครคนหนึ่งนั้นมิอาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้...หากแต่มันสามารถแสดงออกมาผ่านทางดวงตา
และการกระทำได้ โดยเฉพาะ การบรรเลงเพลง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรีหรือว่าการขับร้อง
มันก็สามารถสะท้อนถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้บรรเลงได้ทั้งนั้น และในยามนี้ แซมซัน
เลโอเน่ กำลังคิดถึงแม่ผู้ให้กำเนิดของเขา
ความอบอุ่นและความรักของผู้เป็นแม่ที่มีให้เขาตั้งแต่อยู่ในครรภ์นั้น... มันล่ำค่าและเป็นสิ่งที่คอยค้ำจุนเขามาจนถึงทุกวันนี้...
น้ำตาไหลลงมาจากดวงตาสีทับทิมราวกับสีของหยาดโลหิต
ผมสีนิลแซมขาวปลิวไปตามสายลมที่พัดผ่าน สายลมจากแดนอาทิตย์อุทัย
ดินแดนที่ผู้เป็นมารดาถูกกักขังอยู่ ...ความรู้สึก ความนึกคิด
เรื่องราวต่างๆของผู้เป็นมารดา...พวกเขาทุกคนต่างรับรู้มันทั้งหมด...
ในตอนนี้
น้องสาวฝาแฝดต่างพ่อของเขากำลังออกไปตามหาพ่อที่แคนนาดา
ข่าวล่าสุดที่ได้รับคือพวกเธอกำลังจะกลับมาตั้งหลักที่นี่ แต่ก็ยังไม่กลับมาเสียที
ในขณะที่ วิช
น้องสาวต่างบิดาอีกคนของเขาก็ออกไปตามหาพ่อและพี่สาวฝาแฝดที่ไม่เคยเจอหน้าอีกคน...ดูเหมือนพวกเขาแต่ละคนจะมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง...
แซมซันในตอนนี้อยู่กับพี่ชาย น้องชาย
เพื่อนๆ
ภรรยาและลูกๆ...ถึงเขาจะเป็นชู้...แต่ครอบครัวของเขาไม่ถือเรื่องการมีชู้หรือการมีสามีภรรยาหลายคนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว...
พวกเขาทุกๆคน ในตอนนี้ล้วนมีความสุขดี
หากแต่ก็ยังมีความทุกข์อยู่ และความทุกข์นั้นก็คือการที่ต้องอยู่ห่างไกลจากมารดาผู้เป็นที่รัก
สำหรับพวกเขาทุกคน
แม่คือพระเจ้าผู้ให้กำเนิด
และการที่ต้องมารับรู้ว่าพระเจ้าของพวกเขานั้นถูกทรมานยังไงบ้าง
มันทำให้พวกเขารู้สึกเศร้าเสียใจ
แต่เหนืออื่นใดเลยคือความโกรธ...โกรธไอ้พวกเศษเดนที่บังอาจมาทำร้ายพระเจ้าของพวกเขา...พวกมันจะต้องได้ชดใช้อย่างสาสมเขาสาบาน...
เขาอยากพบแม่
นั้นคือความรู้สึกทั้งหมดที่แซมสันมี
ตั้งแต่เป็นเด็กเขาไม่เคยรู้สึกอะไร...ไม่รู้สึกเลย นอกจากความรักที่มีให้แม่
และมันจะเป็นเช่นนั้น ตลอดไป... แม่ทำให้เขามีความรู้สึก เรียนรู้ที่จะรักผู้อื่น
จนกระทั่งมาตอนนี้ เขามีครอบครัวที่อบอุ่น
และเขาอยากจะอยู่กับครอบครัวนี้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา...ทำให้ได้แต่หวังว่าวันที่แม่จะกลับมาอยู่กับพวกเขาจะมาถึงในเร็วๆนี้...
“เสียงเพลงของนาย
มันจะทำให้คนอื่นเขาร้องไห้กันหมด”
เสียงที่เอ่ยขึ้นทำให้การบรรเลงเพลงของแซมซันหยุดลง เขาหันไปตามต้นเสียง ก็พบกับ ไมเคิล
โซโลม่อน-เลโอเน่
พี่ชายต่างบิดาของเขาและเป็นเจ้าชายลำดับที่ 2
แห่งราชอาณาจักรการ์เดียน...ลูกขององค์จักรพรรดิกาเบลียกับสนมซูซาน...หรือก็คือแม่ของพวกเขา...
ไมเคิลอาจไม่ได้เป็นรัชทายาท
แต่ด้วยความสามารถที่มีมากมาย เขาจึงเป็นผู้นำกลุ่มหรือผู้นำครอบครัวของเขาในตอนนี้
...จนกว่าแม่จะกลับมา...
“...”
แซมสันไม่พูดอะไร
ทำเพียงแค่นั่งเงียบในขณะที่พี่ชายของเขาเดินมานั่งข้างๆแล้วหยิบกีตาร์ออกมาจากอากาศอันว่างเปล่า(?)
แล้วเริ่มบรรเลงดีดเพลงที่ให้ความรู้สึกสนุกสนานและเมามันส์ขึ้นมา
“ฉันรู้ว่านายคิดถึงแม่
พวกเราทุกคนล้วนคิดถึงแม่ แต่พยายามอย่างทำให้คนอื่นร้องไห้จะดีกว่านะ”
ไมเคิลพูดไปพลางดีดกีตาร์ไปพลาง แซมสันทำเพียงแค่นั่งเงียบ
น้ำตายังคงไหลลงมาจากดวงตาของเขา และเมื่อเขาสังเกตดีๆ ก็พบกับรอยคราบน้ำตาแม้เพียงเล็กน้อยบนใบหน้าของพี่ชายต่างบิดาของเขา
ไมเคิลเองก็รักแม่มากไม่ต่างจากเขา
แต่ไมเคิลเลือกที่จะเข้มแข็ง พยายามดูแลสมาชิกในครอบครัวทั้งหมดเท่าที่จะทำได้
ถึงจะร้องไห้แต่เขาก็ยังมีความหวัง
แซมสันเข้าใจความรู้สึกของพี่ชายดี
เขาคงจะจมอยู่กับคิดถึงแม่มากไปจนลืมที่จะมองสิ่งรอบข้าง เขาไม่มีอะไรจะพูด
แต่ถ้าเป็นการกระทำล่ะก็...
แซมสันนิ่งเงียบสักพักก่อนจะเป่าขลุ่ยบรรเลงเพลงให้เข้ากับเพลงของพี่ชาย
“มันต้องแบบนั้นน้องชาย”
ไมเคิลกล่าวด้วยรอยยิ้ม พวกเขาร่วมกันบรรเลงเพลงที่ฟังดูสนุกสนานด้วยกัน ช่วยสร้างสีสันต์ให้กับบ้านหลังนี้...บ้านของพวกเขา...ที่สักวัน
แม่จะกลับมาอยู่กับพวกเขา...
TBC.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น