วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

Fic Jurassic world : What if we love ถ้าพวกเรารักกัน (3)

 

                           ตอนที่ 3 : ไดโนเสาร์วัยรุ่นคือไดโนเสาร์วัยเจริญพันธุ์

 

  

 

                  ว่ากันว่าช่วงที่เด็กย่างก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นเป็นอะไรที่รับมือได้ยากมาก...แต่ถ้ามองในมุมมองของสัตว์... การเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นคือการเข้าสู่ช่วงวัยเจริญพันธุ์...
                  ถ้าคิดว่าเด็กวัยรุ่นรับมือได้ยากแล้ว ลองมาเจอกับแร็ปเตอร์สี่ตัวกับไฮบลิดอินดอมินัสเร็กซ์อีกสองตัวสิ แล้วจะรู้...ว่าการรับมือกับเด็กวัยรุ่นยังง่ายกว่าการรับมือกับไดโนเสาร์วัยเจริญพันธุ์...







                 ไม่แน่ใจว่าเวลามันผ่านไปนานเท่าไร  อาจจะ 4 เดือนหรือว่านานกว่านั้น... 2 ปี ...ไม่น่าจะใช่    ซึ่งโอเว่นคิดว่าเวลามันน่าจะผ่านไปนานมาก...นานมากจนไดโนเสาร์ของเขาตัวโตจนมีขนาดเท่าเขาแล้วในตอนนี้   แน่นอนว่าเมื่อพวกมันโตขึ้น ปัญหาหลายๆอย่างย้อมตามมา

                  “นายน่าจะให้คนของฉันพาพวกมันเข้ากรงที่เตรียมเอาไว้ได้แล้วนะ” นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในปัญหาที่ว่า  เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าช่วงเวลามันผ่านไปนานประมาณ 6 เดือนแล้ว วิค ฮอสกินส์ที่เห็นว่า อาวุธของเขายังไม่ถูกจับเข้ากรงเสียทีจึงต้องถ่อมาคุยกับเขาถึงที่บ้าน

                   “ไม่จำเป็นหรอกวิค ฉันควบคุมพวกมันได้” คิดว่านะ  แน่นอนว่าประโยคหลังโอเว่นไม่พูดให้อีกฝ่ายได้ยินแน่นอน   เขาใช้ความพยายามมา 2 อาทิตย์แล้วกับการพูดโน้มน้าวให้อีกฝ่ายไม่พาไดโนเสาร์ของเขาเข้ากรง   

                  โอเว่นรู้ว่าไดโนเสาร์ของเขาอันตราย  ก็แหง่แหละสายพันธุ์กินเนื้อทั้งหมดเลยนี่  แต่จากการที่เขาเลี้ยงพวกมันมาตั้งแต่ออกจากไข่  ได้ใช้เวลาร่วมกับพวกมัน  เฝ้ามองพวกมันเติบโต  บอกตามตรงเลยว่าเขาผูกพันกับพวกมันมาก...มากจนไม่มีวันยอมให้ใครพาพวกมันเข้าไปอยู่ในกรงขังเป็นอันขาด

                 วิคถอนหายใจแล้วส่ายหัว  ดวงตาเหลือบมองโอเว่นตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วเหลือบตามองดวงตาหลายคู่ที่จ้องมองเขามาจากข้างในบ้าน  เขาพอจะรู้ว่าทำไมโอเว่นถึงไม่ให้เขาเข้าไปคุยข้างในบ้าน เพราะฝูงแร็ปเตอร์กับอินดอมินัสเร็กซ์พวกนั้นยังไงล่ะ  พวกมันเป็นสัตว์หวงถิ่น และแสดงออกอย่างปิดไม่มิดว่าหวงแม่ของพวกมันมากแค่ไหน   ก็นะ มันก็น่าหวงอยู่หรอก  ในเมื่อโอเว่นน่ะ...น่าหลงใหลจะตาย

                  “ควบคุมได้ หึ อย่ามาโม้น่า สัตว์อย่างพวกมันไม่มีทางควบคุมได้ ฉันว่านายอย่ามาขวางทางพวกเราจะดีกว่า” โทมัสทำเสียงขึ้นจมูก  เขาเป็นหนึ่งในลูกน้องของวิคและเสียงที่เขาเปล่งออกมามันบ่งบอกถึงความไม่เป็นมิตร

                  โอเว่นไม่คิดจะตอบโต้กับโทมัส เขาทำเพียงแค่หันไปสบตากับเหล่าไดโนเสาร์ของเขาที่ยังคงอยู่ในบ้านและจ้องมองมาที่พวกเขาตาไม่กระพริบ

                  สัตว์มักมีประสาทสัมผัสที่ดีกว่ามนุษย์และรับรู้ถึงอันตรายได้ดี  ถ้าใครในที่นี้แสดงออกว่าเป็นภัยคุกคาม  พวกมันจะจู่โจมทันที  ซึ่งสัตว์ที่ว่านั้นรวมไปถึงไดโนเสาร์ด้วย 
  
                  โอเว่นไม่คิดจะห่วงวิคหรือโทมัสเลยสักนิด  เขาเป็นห่วงแค่ฝูงไดโนเสาร์ของเขาเท่านั้น  ก็นะ  เขาหมั่นไส้อยากให้พวกมันโดนกัดสักทีสองทีมานานแล้ว    โอเว่นกังวลใจนิดหน่อยกับการหายตัวไปของโบนส์ อินดอมินัสเร็กซ์สีขาวเหมือนกระดูก  เขาค่อนข้างกระวนกระวายใจเพราะว่าอีกฝ่ายมีความสามารถที่เขาไม่ได้รายงานให้ใครฟังทั้งนั้น...นั่นคือความสามารถในการอำพรางตัว...ดังนั้น โบนส์อาจจะอยู่ที่ไหนก็ได้ในตอนนี้

                    โอเว่นละสายตาจากพวกบลูหันมามองวิคก่อนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างข้างหลังมนุษย์สองคนนี้ ซึ่งมันทำให้เขาหน้าซีด...โบนส์ในโหมดพรางตัว!!...   จากการหักเหของแสงและด้วยความเคยชินที่อยู่ด้วยกันมานานทำให้เขาพอจะมองเห็นโบนส์อยู่บ้างลางๆ  และในตอนนี้โบนส์ก็ยืนอยู่ข้างหลังของวิค   โอเว่นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากและพยายามทำใจให้เย็นเข้าไว้

                   “ถ้าฉันตอบสนองกับสิ่งที่นายเพิ่งพูดเมื่อกี้” โอเว่นกล่าว ดวงตาเหลือบมองพวกบลูมากกว่าจะเหลือบมองโบนส์ “มันจะทำให้ลูกๆของฉันเสียเด็ก”

                    วิคไล่สายตาไปตามทางที่โอเว่นมอง พอสบเข้ากับดวงตาอีก 5 คู่ที่มองจ้องมาอย่างไม่เป็นมิตรทำเอาเขาหน้าถอดสี และในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาแปลกๆ      โทมัสทำท่าจะเข้ามาหาเรื่องโอเว่นแต่โดนวิคคว้าคอเสื้อไว้เสียก่อน

                    “แล้วฉันจะมาใหม่” วิคกล่าวแล้วลากโทมัสไปยังรถที่พวกเขาขับมา เหมือนทั้งสองคนจะมีปากเสียงกันนิดหน่อย ก่อนจะขับรถออกไป

                  เมื่อผู้บุกรุกไปหมดแล้ว เหล่าแร็ปเตอร์ก็เปิดประตูเดินออกมาหาโอเว่น ในขณะที่โบนส์นั้นกลับสู่โหมดปกติแล้วเดินเข้ามาเอาจมูกดุนดันแก้มของโอเว่น

                   “เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ” โอเว่นพึมพำแล้วจับที่จมูกของโบนส์ “อย่าทำแบบนี้อีกนะโบนส์”

                 โบนส์ไม่ได้แสดงอาการว่ารับรู้หรือรับฟังในสิ่งที่เขาพูด  แต่โอเว่นเชื่อว่าโบนส์เข้าใจ แน่นอน จะไม่ให้เข้าใจได้ไง ไดโนเสาร์ที่ฉลาดขนาดเปิดประตูบ้านของมนุษย์ได้ ย่อมเข้าใจในสิ่งที่มนุษย์สื่อสารอย่างแน่นอน เขาคิดว่านะ

                  “เฮ้ย!” โอเว่นเบี่ยงหน้าหลบลิ้นยาวที่แดงที่เลียมาแทบจะไม่ทัน แต่ก็ใช่ว่าเขาจะหนีพ้นเมื่อโบนส์ใช้สองมือของมันจับเอวของเขาเอาไว้แล้วเริ่มเลียที่แก้มและคอของเขา  โอเว่นถึงกับขนลุกไปทั่วทั้งตัวแล้วพยายามดิ้นให้หลุดจากการเกาะกุมของโบนส์  แต่ต่อให้ดิ้นไปก็เท่านั้นเมื่ออุ้งมือหนาที่เต็มไปด้วยกรงเล็บนั้นยึดสะโพกของเขาไว้แน่น

                  “โบนส์หยุด” โอเว่นต้องยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาป้องกันตัวเองส่วนอีกมือก็พยายามดันร่างของโบนส์ออกไปห่างๆ  แต่ก็นะ แรงของมนุษย์อย่างเขาจะไปสู้แรงของไดโนเสาร์พันธุ์ผสมอย่างโบนส์ได้ยังไง

                  “กรรร!!” เสียงร้องคำรามพร้อมกับคมเขี้ยวของบลูที่ฝังลงมาบนคอของโบนส์แล้วกระชากร่างของอีกฝ่ายทุ่มลงกับพื้นท่ามกลางความตกใจของทุกๆคน...ที่จริง 1 คนกับอีก 4 ตัว...

                  “กรรร!!” ฟรอส อินดอมินัสเร็กซ์สีขาวเหมือนหิมะ น้องของโบนส์ คำรามและกำลังจะเข้าไปช่วยพี่ชายของตนแต่โดนชาร์ลีกับเอคโค่เข้ามาขวางเอาไว้

                  “กรรร!!!” โบนส์ที่โดนจับทุ่มกับพื้นลุกขึ้นมายืนสะบัดหัวไล่ความมึนงงไปสักครู่แล้วหันมาเผชิญหน้ากับบลูที่ยืนขวางเขากับโอเว่นและจ้องเขาตาขวางพร้อมแยกเขี้ยวเตรียมตัวขย้ำเขาได้ทุกเมื่อที่เข้าใกล้โอเว่น

                  “เฮ้!!หยุดเดี๋ยวนี้!!” โอเว่นตะโกน เขาเดินเข้ามาคั่นกลางระหว่างโบนส์กับบลูที่กำลังเตรียมพร้อมจะเปิดศึกในไม่ช้า “ให้ตายเถอะพวกนายเป็นอะไรกันเนี้ย อย่ามาทะเลาะกันเองได้มั้ย พวกนายเป็นครอบครัวเดียวกันนะ”

                  เสียงร้องดังระงมของไดโนเสาร์ทั้ง 6 ตัวดังขึ้นเหมือนคัดค้านหรือฟ้อง หรืออะไรสักอย่าง แต่โอเว่นฟังไม่รู้เรื่อง ชายหนุ่มจึงทำเพียง “หยุด!!!ไม่งั้นฉันจะให้พวกนายนอนนอกบ้าน!!

                  เพียงแค่โอเว่นเอ่ยประโยคนั้นออกมาไดโนเสาร์ทั้ง 6 ตัวก็พากันเงียบแล้วพากันเข้ามาอ้อนโอเว่นแทนเพราะกลัวอีกฝ่ายจะไล่พวกเขาออกมานอนข้างนอกจริงๆ
                  “พอเลย ไม่ต้องมาอ้อน” โอเว่นเดินไปนั่งลงตรงขั้นบันไดที่ใช้ขึ้นมาบนระเบียงบ้านแล้วถอนหายใจ  เขาเหนื่อยและรู้สึกเพลีย เขาไม่รู้ว่าจะช่วยให้พวกบลูไม่ต้องเข้าไปมีชีวิตในกรงขังได้อีกนานเท่าไร  วิค ฮอสกินส์เริ่มมาถี่ขึ้นเรื่อยๆและเขาก็เริ่มจะจนปัญญากับการหาข้ออ้างรั้งไม่ให้วิคพาพวกบลูไปจากเขา  โอเว่นยกมือขึ้นกุมขมับอย่างจนปัญญา

                  เขาอาจจะลืมไปว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว ชาร์ลีเดินเข้ามานอนลงข้างๆเขาแล้ววางหัวของมันลงบนตักของเขา ในขณะที่บลูใช้จมูกของมันถูไถแก้มของโอเว่นก่อนเอาหัวซุกลงที่ไหล่ของเขาอย่างให้กำลังใจปนอ้อนนิดๆ  มันอาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาในอนาคตได้ แต่มันก็ทำให้ความกังวลใจในตอนนี้ของโอเว่นเบาบางลง

                  สักพัก บลูก็ยืดตัวขึ้นแล้วเดินลงมามายืนอยู่บนพื้นด้านล่างเช่นเดียวกับไดโนเสาร์ตัวอื่นๆที่พากันวิ่งลงมายืนอยู่ตรงหน้าโอเว่น

                  “อะไร?”โอเว่นถาม บลูกับโบนส์งับที่แขนของโอเว่นคนละข้างแล้วออกแรงดึงพอให้โอเว่นลุกขึ้นมา “นี่จะเล่นวิ่งไล่จับกันใช่มั้ย?”

                  โอเว่นที่อยู่กับพวกนี้มานานเริ่มจะพอเดากริยาท่าทางของพวกนี้ออก ยิ่งไดโนเสาร์ของเขาพยักหน้าเป็นการตอบรับ  มันยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า...เขาต้องรับหน้าที่เป็นเหยื่อให้พวกนี้วิ่งไล่จับ...

                  “เฮ้อ โอเค ก็ได้ หันไปแล้วนับ 1-10 ช้าๆนะ” โอเว่นพูดราวกับกำลังพูดกับมนุษย์ด้วยกัน  ถ้าเป็นคนปกติมาเห็นคงหาว่าเขาบ้า แต่หารู้ไม่ว่าพวกมันฟังรู้เรื่อง  ใช่  พวกมันฟังรู้เรื่องและเข้าใจคำพูดได้ดีกว่ามนุษย์บางคนด้วยซ้ำ   เมื่อโอเว่นสั่งเสร็จ พวกบลูก็มายืนเรียงแถวหน้ากระดานในขณะที่โอเว่นเริ่มออกตัวเดิน ส่วนพวกบลูก็หันไปมองยังตัวบ้านแล้วนับ 1-10 ในใจช้าๆ  ส่วนโอเว่นนั้นพอเดินออกมาได้ถึง 3 ก้าว เขาก็ออกตัววิ่งเข้าไปในป่าทันที



.

.

.




              พวกเขาชอบการวิ่งไล่จับ มันเป็นความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเรากำลังลุกเป็นไฟ  มันร้อนลุ่มไปหมดทั้งตัว ทั้งตื่นเต้นและรู้สึกดี   แน่นอนว่าโอเว่นเริ่มฝึกพวกเขาตั้งแต่พวกเขายังตัวกระเปี๊ยกเดียวจนมาตอนนี้ตัวใหญ่เท่าโอเว่นแล้ว...หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ...

                 เรื่องการตามกลิ่น,การทำงานเป็นทีมและการออกล่าเหยื่อ  โอเว่นให้อิสระพวกเขา ในขณะที่ไอ้เจ้าสัตว์ที่ชื่อวิก ฮอสกินส์พยายามจะจับพวกเขาไปอยู่ในสถานที่แคบๆที่เรียกว่ากรง  พยายามจะทำให้พวกเขาหมดอิสรภาพ   ไม่สามารถวิ่งได้หรือกินเท่าที่ต้องการได้...รวมไปถึงการได้อยู่กับโอเว่น...

                  วันนี้เป็นอีกวันที่พวกมันมาคุยกับโอเว่นถึงหน้าบ้าน   โอเว่นไม่ยอมให้พวกมันเข้ามาในถิ่นของเราและไม่ยอมให้พวกเราออกไปเจอหน้าพวกมัน  โอเว่นพยายามปกป้องพวกเรา ให้ฝูงของเรายังคงอยู่ แต่พวกมันก็พยายามแยกพวกเราออกจากกัน

                    “ฉันอยากจะฆ่ามัน” เดลต้าพึมพำ  ไม่ใช่แค่เดลต้าตัวเดียวหรอกที่อยากจะฆ่ามัน  แต่เป็นพวกเขาทั้งฝูง  พวกเขาอยากจะฉีกมันเป็นชิ้นๆใจจะขาด ถ้าโอเว่นไม่ห้ามพวกเขาเอาไว้ล่ะก็...มันตายแน่!!...

                     “เดี๋ยวก่อนนะ นั้น โบนส์รึเปล่า?” คำถามของเอคโค่ทำให้ทั้งหมดหันไปมองยังทิศทางที่เอคโค่กำลังมองอยู่ ก็พบกับโบนส์ในโหมดพลางตัว

                      “มันออกไปตั้งแต่เมื่อไรว่ะ?” ชาร์ลีสงสัย โอเว่นหันมาสบตากับเขาซึ่งมันเหมือนเป็นสัญญาณว่า โอเว่นเองก็รู้ว่าโบนส์นั้นอยู่ข้างนอกแล้ว

                      “นี่แหละโอกาส ฆ่ามันแม่งเลย!!” เดลต้าสนับสนุนให้โบนส์รีบๆขย้ำคอพวกผู้บุกรุกเสีย โดยที่ตัวโบนส์เองก็อยากจะทำ แต่เจ้าตัวไม่อยากจะทำให้โอเว่นโกรธหรือเกลียดเขาขึ้นมาเสียก่อนจึงออกมายืนคุมเชิงไว้   แต่ถ้าพวกผู้บุกรุกนี้ทำอะไรโอเว่นขึ้นมาล่ะก็...โดนกัดหัวหลุดแน่!!...

                      “ไอ้บ้านั้นมันจ้องจะทำร้ายโอเว่น” บลูจ้องโทมัสเขม็ง  อีกฝ่ายทำท่าจะเข้าไปทำร้ายโอเว่น ในขณะที่พวกเขาจ้องมองพวกมันอย่างเอาเรื่องและเตรียมพร้อมจะพุ่งออกไปจัดการพวกมันได้ทุกเมื่อ  ซึ่งท่าทางไอ้เจ้าสัตว์ที่ชื่อฮอสกินส์นั้นจะรับรู้ถึงอันตรายเลยล่าถอยไปก่อน

                       ตั้งแต่พวกเขาเริ่มตัวโตเท่ากับโอเว่น พวกเขาก็เลิกเรียกโอเว่นว่าแม่และเริ่มเรียกชื่อของโอเว่นแทน  ถึงแม้ว่าโอเว่นจะไม่ได้เข้าใจก็ตาม

                       เมื่อพวกผู้บุกรุกล่าถอยกลับไปแล้ว พวกเขาก็เปิดประตูบ้านออกไปหาโอเว่นในขณะที่โบนส์กลับสู่โหมดปกติ

                    “เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ” โอเว่นพึมพำแล้วจับที่จมูกของโบนส์ “อย่าทำแบบนี้อีกนะโบนส์”

                   โบนส์ไม่ได้แสดงอาการว่ารับรู้หรือรับฟังในสิ่งที่โอเว่นพูด ถึงแม้เขาจะเข้าใจทุกคำพูดก็ตาม และโดยที่โอเว่นไม่ทันตั้งตัว เขาก็ตวัดลิ้นสีแดงของเขาจะเลียที่ใบหน้าของโอเว่น แต่ทว่าอีกฝ่ายสามารถหลบได้เสียก่อน ถึงกระนั้นโบนส์ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขาใช้อุ้งมือทั้งสองข้างจับเข้าที่เอวของโอเว่นเพื่อกันไม่ให้อีกฝ่ายหลบเขา ได้อีกแล้วเริ่มละเลงลิ้นลงบนซอกคอของอีกฝ่าย

                     กลิ่นตัวอันเป็นเอกลักษณ์และรสชาติของอีกฝ่าย ทำโบนส์แทบคลั่ง รสชาติที่ลิ้นของเขาได้สัมผัสมันทำให้เขาอยากจะทำมากกว่าเลีย...เขาอยาก...ฝังคมเขี้ยวลงไปบนเนื้อหนังของโอเว่น...

                       “โบนส์หยุด” โอเว่นยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาป้องกันตัวเองส่วนอีกมือก็พยายามดันร่างของโบนส์ออกไปห่างๆ  แต่แรงของมนุษย์ไม่สามารถทำให้ไดโนเสาร์พันธุ์ผสมอย่างโบนส์สะทกสะท้านได้

                      “หยุดเดี๋ยวนี้!!” เสียงร้องคำรามพร้อมกับคมเขี้ยวของบลูที่ฝังลงมาบนคอของโบนส์แล้วกระชากร่างของอีกฝ่ายทุ่มลงกับพื้นท่ามกลางความตกใจของทุกๆคน...ที่จริง 1 คนกับอีก 4 ตัว...

                  “โบนส์!!” ฟรอส ร้องคำราม เมื่อเขาตั้งตัวได้ ฟรอสก็เตรียมตัวพุ่งเข้าไปช่วยพี่ชาย แต่ก็โดนชาร์ลีกับเอคโค่เข้ามาขวางเอาไว้เสียก่อน

                  “แก ไอ้เตี้ย!!!” โบนส์ที่โดนจับทุ่มกับพื้นลุกขึ้นมายืนสะบัดหัวไล่ความมึนงงไปสักครู่แล้วหันมาเผชิญหน้ากับบลูที่ยืนขวางเขากับโอเว่นและจ้องเขาตาขวางพร้อมแยกเขี้ยวเตรียมตัวขย้ำเขาได้ทุกเมื่อที่เข้าใกล้โอเว่น...นี่จะบวกกันใช่มั้ยไอ้เตี้ย!!...

                  “เฮ้!!หยุดเดี๋ยวนี้!!” โอเว่นตะโกน เขาเดินเข้ามาคั่นกลางระหว่างโบนส์กับบลูที่เตรียมพร้อมจะเปิดศึกในไม่ช้า “ให้ตายเถอะพวกนายเป็นอะไรกันเนี้ย อย่ามาทะเลาะกันเองได้มั้ย พวกนายเป็นครอบครัวเดียวกันนะ”

                  “ไม่ได้เป็น!!

                  “มันไม่ใช่ครอบครัวของฉัน!!

                  “อย่าเข้าข้างมันนะโอเว่น ไอเตี้ยนี่มันหาเรื่องก่อน”

                  “แกว่าใครเตี้ย”

                  “ก็แกนั้นแหละ!!

                  “เรียกร้องความสนใจว่ะ”

                  “ฉวยโอกาสนี่หว่าโบนส์”

                  “หึงโหดไปนะบลู”

                   “ว่าแต่บลูเตี้ย แกสูงมากกว่าบลูแค่ 2 เซนเองไอ้อ่อน”

                   เสียงการโตเถียงกันของไดโนเสาร์ทั้ง 6 ตัวดังขึ้นจนน่าปวดหัว ซึ่งคนเพียงฟนึ่งเดียวที่อยู่ที่นี่เริ่มรู้สึกปวดหัวมากถึงมากที่สุดจึงต้องทำการหยุดการโต้เถียงนี้เสียที “หยุด!!!ไม่งั้นฉันจะให้พวกนายนอนนอกบ้าน!!



                 พรึบ!!!



                “...”

                “...”

               “ไม่เอา!!!

               “พวกเราหยุดทะเลาะกันแล้วนะ โอเว่นอย่าไล่พวกเราออกมานอนข้างนอกนะ”

              เพียงแค่โอเว่นเอ่ยประโยคนั้นออกมาไดโนเสาร์ทั้ง 6 ตัวก็พากันเงียบแล้วพากันเข้ามาอ้อนโอเว่นแทนเพราะกลัวอีกฝ่ายจะไล่พวกเขาออกมานอนข้างนอกจริงๆ

                 “พอเลย ไม่ต้องมาอ้อน” โอเว่นเดินไปนั่งลงตรงขั้นบันไดที่ใช้ขึ้นมาบนระเบียงบ้านแล้วถอนหายใจ  เขายกมือขึ้นกุมขมับอย่างจนปัญญากับการที่วิก ฮอสกินส์เริ่มมาถี่ขึ้นเรื่อยๆ  การกระทำของโอเว่นทำให้ไดโนเสาร์ทั้ง 6 ตัวรู้สึกเป็นห่วง

                  ชาร์ลีเป็นตัวแรกที่เดินเข้ามานอนลงข้างๆโอเว่น แล้ววางหัวของเขาลงบนตักของโอเว่น  ในขณะที่บลูใช้จมูกของเขาถูไถแก้มของโอเว่นก่อนเอาหัวซุกลงที่ไหล่ของชายหนุ่มอย่างให้กำลังใจปนอ้อนนิดๆ  มันอาจจะไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่มันก็ทำให้ความกังวลใจในตอนนี้ของโอเว่นเบาบางลง

                  สักพัก บลูก็ยืดตัวขึ้นแล้วเดินลงมามายืนอยู่บนพื้นด้านล่างเช่นเดียวกับไดโนเสาร์ตัวอื่นๆที่พากันวิ่งลงมายืนอยู่ตรงหน้าโอเว่น

                  “อะไร?”โอเว่นถาม บลูกับโบนส์งับที่แขนของโอเว่นคนละข้างแล้วออกแรงดึงพอให้โอเว่นลุกขึ้นมา “นี่จะเล่นวิ่งไล่จับกันใช่มั้ย?”

                  โอเว่นที่อยู่กับพวกเขามานานพอจะเดากริยาท่าทางของพวกเขาออก ยิ่งพวกเขาพยักหน้าเป็นการตอบรับ  มันยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า...โอเว่นต้องรับหน้าที่เป็นเหยื่อให้พวกเขาวิ่งไล่จับ...

                  “เฮ้อ โอเค ก็ได้ หันไปแล้วนับ 1-10 ช้าๆนะ” โอเว่นกล่าว พวกบลูจึงมายืนเรียงแถวหน้ากระดานในขณะที่โอเว่นเริ่มออกตัวเดิน ส่วนพวกบลูก็หันไปมองยังตัวบ้านแล้วนับ 1-10 ในใจช้าๆ  ส่วนโอเว่นนั้นพอเดินออกมาได้ถึง 3 ก้าว อีกฝ่ายก็ออกตัววิ่งเข้าไปในป่าทันที  

                 “ถึงสิบรึยัง?” เอคโค่ถามหลังจากที่โอเว่นวิ่งเข้าไปในป่าแล้ว

                 “ถึงแล้ว” โบนส์เตรียมตัวที่จะพุ่งเข้าไปในป่า ไม่คิดจะสนใจพี่น้องตัวอื่นๆเลยสักนิด

                   “เฮ้ย โอเว่นบอกให้นับช้าๆนะ” ชาร์ลีมายืนขวางหน้าโบนส์ไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้ออกตัว

                    “จะช้ารึเร็ว ฉันก็นับถึงสิบแล้วไง ฉันเปล่าโกงสักหน่อย” โบนส์ไม่ใส่ใจกับร่างเล็กจ้อยของชาร์ลีที่ขวางอยู่ตรงหน้า

                    “เดี๋ยวก่อนโบนส์”

                    “มีอะไร ไอ้เตี้ย ฉันกำลังรีบๆอยู่นะ”

                    “...เออ แต่ถ้าแกคิดจะไปหาโอเว่นโดยที่ไม่มีพวกเรา  ฉันว่าแกคงแพ้แน่นอน  เว้นเสียแต่ว่า...”

                    “อะไร?”

                    “...เราจะร่วมมือกัน”

                     มันคือความจริงที่โบนส์กับบลูไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว  ทั้งสองตัวมักจะแก่งแย้งการเป็นหัวหน้ากันอยู่เสมอๆ  แต่ถ้าเป็นในเรื่องที่จะต้องร่วมมือกัน...มันจะเป็นเช่นไรกันนะ?...














TBC.










++++++++++++++++

 กลับมาแล้ว!!มีใครคิดถึงบ้าง ที่หายไปนี่ไม่ใช่อะไร คอมเครื่องเก่ามันเกิดอาการที่เลี้ยงว่า ตาย!! ก็เสียนั้นแหละ
แล้วมันซ่อมไม่ได้ เลยต้องย้ายสำมโนครัวมาอยู่ใสคอมเครื่องใหม่ และต้องเริ่มเขียนใหม่หมดเลย!!! โอ้วกอด
แถมยังการบรรยายในส่วนของเหล่าไดโนเสาร์ของเรานี่จะเป็นอะไรที่ยากมาก คือการมองในมุมมองของสัตว์คือเราจะต้องอยู่ในมุมมองนั้นด้วย...เข้าใจนะ... เราจึงต้องใช้เวลาศึกษา...ศึกษามากเกินจนเกือบถูกจับเข้าสวนสัตว์ เฮ้ย โรงพยาบาลจิตเวช เฮ้ย...เอิ่ม ถูกแล้ว
ก็เป็นไปตามนี้แหละท่านผู้ชม
และเจอกันในตอนหน้า 









วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Asha Story : New World Before Fantasia (Yaoi&harem) (1)




Asha Story : New World Before Fantasia (1)





ตอนที่ 1 : อาชา ความหวังในความมืด






                   จักรวาลอันไกลโพ้น ได้มีดวงดาวที่ถูกเรียกว่าบีสต์นั้น เป็นดวงดาวที่เหมือนกับโลกของเรา เพียงแค่มันไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์  แต่ทว่าเหล่าสัตว์นั้นได้มีวิวัฒนาการไปสู้ 3 อารยะธรรมใหญ่นั้นก็คือ เผ่าพิภพ,เผ่ามหาสมุทรและเผ่าเวหา  แต่เรื่องราวที่จะดำเนินต่อไปนี้ เกี่ยวกับชะตาชีวิตของเจ้าชายแห่งมหานครลับแลราชอาณาจักรกาดินุส ที่อยู่บนดาวบีสต์ต่างหาก



.

.

.


               ทุกครั้งที่หลับตาภาพของสถานที่แห่งหนึ่งมักจะปรากฏขึ้นมาให้เขาได้เห็น ไม่ใช่แค่สถานที่แต่ยังรวมไปถึงผู้คนมากมายที่ส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้กับเขา...ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะไม่ได้ยิ้มเพราะเป็นพวกยิ้มยาก  แต่อาชารู้ดี...ว่าภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยนั้น...แซมสันมีรอยยิ้มที่อบอุ่นหัวใจที่สุด...



ผัวะ!!



         ...ถึงแม้ว่าร่างกายนี้จะเจ็บปวดเพียงใด...



ผัวะ!!




          ...หัวใจจะปวดร้าวมากแค่ไหน...



ผัวะ!!!!



          ...หรือสิ้นหวังสักเพียงใด...



ผัวะ!!!!!


           ขอเพียงแค่หลับตาลงเท่านั้น ก็จะได้เห็นสถานที่แห่งนั้น ที่อาชาเรียกมันว่าบ้าน ผู้คนมากมายที่อาชาเรียกว่าครอบครัวที่คอยส่งรอยยิ้มมาให้เขา และแซมสัน...ผู้ที่อาชาได้อยู่ใกล้ๆแล้ว...เขามักจะรู้สึกอบอุ่นไปจนถึงขั้วหัวใจ...



ผัวะ!!!!!!!



          เพียงแค่นึกถึงแซมสัน  ความเจ็บปวดที่กำลังเผชิญอยู่ก็จะไร้ค่า...มันไม่มีค่าเท่าความสุขใจที่อาชาได้นึกถึงแซมสันหรอก...

           “ไอ้เจ้าสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ!!แกกล้าดียังไงถึงคิดจะหนีออกไปจากเมืองนี้น่ะหะ!!!คิดจะทรยศเจ้านายงั้นเหรอไอ้เจ้าชั้นต่ำ!!!!” เสียงคำรามที่มาพร้อมกับเสียงแส้ที่หวดลงมาบนหลังของอาชา ทำให้ชายหนุ่มเสียสมาธิ...หรือต้องเรียกว่าตื่นจากห้วงฝันเพียงช่วงครู่ที่เจ้าตัวสร้างขึ้นมาเอง

             อาชาคิดว่าถ้าเขานึกถึงเรื่องดีๆเข้าไว้ โดยเฉพาะนึกถึงใบหน้าของแซมสัน มันจะทำให้เขาลืมความเจ็บปวดทรมานที่กำลังเผชิญอยู่ได้  ...แต่ความจริงนั้นช่างเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าบาดแผลที่เกิดจากแส้ซะอีก...อาชาไม่สามารถหลีกหนีความจริงไปได้ไกลกว่านี้อีกแล้ว...

          สิ่งแรกที่สะท้อนในดวงตาสีฟ้าของอาชาคือเหล่าพวกพ้องที่มีปลอกคอสีดำคล้องอยู่ที่คอ กำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกและดวงตาที่แสดงอารมณ์ออกมาหลากหลาย แต่ทว่ามีอยู่สองอย่างที่ฉายชัดในดวงตาของพวกเขา นั้นก็คือ ความกลัวและความโกรธ   ไม่สิ   ไม่ใช่แค่โกรธ แต่มันคือความโกรธแค้นและชิงชัง พวกเขาโกรธแค้นกับสิ่งที่จากัวร์ทำกับพวกเขาและอาชา  พวกเขาทั้งหมดปรารถนาจะแก้แค้น  แต่ขอให้สามารถหนีออกไปจากที่นี้ได้ก่อน เรื่องแก้แค้น

          อาชาเคยคิดว่าเขาน่าจะชินชากับความเจ็บปวดได้แล้ว น่าจะชินกับมันจนไม่รู้สึกอะไร  แต่มันก็ไม่ใช่เสียทีเดียว  ทันทีที่อาชากลับมาอยู่กับสถานการณ์ปัจจุบัน ความเจ็บปวดที่แผ่นหลังก็แล่นเข้าสู่โสตประสาท  มันเจ็บปวดมากเสียจนอาชาอยากจะกรีดร้องแต่เขาไม่มีวันกรีดร้องให้ไอ้สารเลวที่กำลังฟาดแส้ใส่หลังเขาอยู่นี่ได้ยินเป็นแน่

           มือเรียวที่ถูกมัดติดกับเสาหินกำเข้าหากันแน่นเพื่อระบายความเจ็บและความโกรธแค้นในใจ  ความเจ็บปวดจากแส้มันเจ็บปวดมากเสียจนน้ำตาไหล แต่ถึงกระนั้นอาชาก็ไม่ได้กรีดร้อง

           “ได้โปรด!!หยุดทีเถอะ!!ได้โปรด!!!” เสียงนั้นไม่ใช่เสียงอ้อนอวนของอาชา หากแต่เป็นเสียงของพวกพ้องของเขาคนใดคนหนึ่ง พวกนั้นบางคนพยายามจะเข้ามาช่วย แต่ก็ถูกขัดขวางโดยกองทัพมนุษย์หน้าเสือดาวที่ถึงแม้จะยืนสองขาและมีแขนขาแบบมนุษย์ ทว่าร่างกายกลับปกคลุมไปด้วยขนสีเหลืองกับจุดสีดำและใบหน้าอย่างเสือดาว  “ขอร้องล่ะจากัวร์!!เดี๋ยวอาชาก็ตายหรอก!!

            “หนวกหู!!เป็นแค่ทาสชั้นต่ำอย่าริอาจมาพูดกับข้า!!” เสียงคำรามด้วยโทสะนั้นทำเอาเหล่าพวกพ้องของอาชาพากันผละถอยหลัง บางคนที่จะวิ่งเข้ามาช่วยก็โดนพวกมนุษย์เสือดาวจับไว้ไม่ให้เข้ามายุ่ง

              อาชาไม่รู้ว่าจากัวร์จะฟาดเขาแบบนี้อีกนานเท่าไร  อาจจะนานจนกว่าเจ้าตัวจะเหนื่อยหรือไม่ก็จนกว่าพระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า  ไม่ว่าจะอย่างไหน หลังของชายหนุ่มก็คงจะเละยับเยินเป็นแน่แท้   ในตอนนี้อาชารู้สึกได้ถึงเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลของเขาราวกับก็อกน้ำแตก  มันไหลออกมาเยอะพอๆกับบาดแผลโดนดาบฟันไม่ก็โดนมีดแทง บางครั้งที่จากัวร์ฟาดแส้ลงมา อาชารู้สึกเหมือนแส้นั้นโดนกระดูสันหลังของเขานิดๆ...ไม่นิดล่ะ โดนเต็มๆเลยต่างหากล่ะบ้าเอ้ย!!

              ทุกๆคนกลัวว่าอาชาจะเสียเลือดหมดตัวจนตาย ในขณะที่ชายหนุ่มไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาแค่อยากให้ช่วงเวลานี้มันผ่านพ้นไปเร็วๆ  รู้สึกอยากกลับบ้านจนน้ำตาไหลแต่ก็ไม่มีบ้านให้กลับอีกแล้ว อยากเจอทุกๆคนในครอบครัวแต่ก็ไม่รู้ว่าพวกนั้นจะยังมีชีวิตรอดกันรึเปล่า

               การที่เผ่าพันธุ์เวเซ่นเช่นพวกเขาถูกขายให้มาเป็นทาสบนดวงดาวที่เหล่าสัตว์มีวิวัฒนาการเสียจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกครึ่งคนครึ่งสัตว์หรือพวกสัตว์ที่มีอารายธรรมที่เรียกว่าบีสต์แบบนี้  เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะโหดร้าย   ทุกๆอย่างจะตรงกันข้ามในโลกของพวกมนุษย์หมดทุกอย่าง  สัตว์ที่เป็นแรงงานทาสและถูกกระทำอย่างโหดร้ายเช่นไร พวกเขาก็จะโดนกระทำอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนเช่นนั้น  ...แต่ร้ายแรงเป็นสองเท่า... ซึ่งนับว่ายังพอจะโชคดีอยู่เพียงเล็กน้อยที่มีแค่พวกเขาเท่านั้นที่ถูกขายมาที่นี่ ทำให้มีแค่พวกเขาเท่านั้นที่ต้องมาตกอยู่ในสภาพนรกบนดินแบบนี้...โชคดีเล็กน้อยจริง เล็กน้อยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ...

                “แซมสัน...พ่อ” อาชาทำได้แค่นึกถึงแซมซัน พยายามใช้ความรู้สึกที่มีต่อแซมสันมาคอยค้ำจุนจิตใจไม่ให้เขาสติแตกหรือแย่ไปมากกว่านี้...ต่อให้เหลือแต่หัวเขาก็จะไม่มีวันสิ้นหวัง...แต่ตอนนี้แม่งโคตรเจ็บเลยโว้ย!!...



++++++++++++++





                   อาชาเบิกตาขึ้นมาในความมืด ลมหายใจหอบแรงจากฝันร้ายที่เพิ่งเผชิญ...ที่จริงน่าจะเรียกว่าความทรงจำร้ายๆน่าจะถูกกว่า...   
 
                    ชายหนุ่มพยายามจะลุกขึ้นนั่งแต่ทว่าทั่วทั้งร่างกายของเขานั้นรู้สึกเจ็บและปวดระบมเกินจะทำอะไรเช่นนั้นได้  นอกจากอาการปวดระบมทั่วทั้งตัวแล้ว ร่างกายของอาชายังรู้สึกหนักอึ้งราวกับมีของหนักมาทับอยู่ทั้งร่าง  แถมยังเหมือนมีของเหลวมากมายกำลังไหลออกจากร่างกายของเขา  ซึ่งของเหลวที่ว่านั้นก็คือเลือด!!!

                     กลิ่นคาวของ ของเหลววสีแดงลอยคละคลุ้งทั่วห้องขังที่มีเพียงคบไฟหน้าห้องขังเท่านั้นที่ให้แสงสว่าง  อาชาพอจะจับจุดได้ว่ามีตรงไหนบ้างที่เลือดของเขากำลังไหลออกมา ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องมีแผ่นหลังรวมอยู่ในนั้นด้วย แต่นอกจากนั้นก็มีที่แขน หัวละข้อเท้า ส่วนตรงท้องนี่ไม่แน่ใจเท่าไร แต่รู้สึกเหมือนมีเลือดไหลอยู่เหมือนกัน

                  อาชารู้สึกแปลกๆตรงข้อเท้า  และพอลองขยับดูก็พบว่าเขาโดนตัดเอ็นข้อเท้าเสียแล้ว  ชายหนุ่มกัดฟันพยายามลักขึ้นนั่งหรือเปลี่ยนท่าจากนอนคว่ำหน้าให้เปลี่ยนเป็นนอนหงายแต่ก็ทำได้ยาก   เขาจึงต้องใช้ไม้เด็ด สูดหายใจเข้าลึกๆ 2-3 ครั้งแล้วนับ 1-3 รวบรวมแรงที่มีอยู่ทั้งหมดกระเด้งตัวขึ้นจากพื้นจนร่างของเขาลอยสูงขึ้นมาเหนือพื้นอยู่ประมาณ 2 ศอก* (ใช้ศอกคนจริงๆวัดนะ) แล้วหมุนตัวกลางอากาศก่อนจะตกลงมานอนหงายอยู่บนพื้นดังแอ็ก

                 “อู๊ย พ่อ” อาชาครวญครางด้วยความเจ็บปด เขารู้สึกเหมือนมีแผลที่ปาก สงสัยเขาจะโดยกระทืบเละจนหมดสะภาพ ดวงตาสีฟ้าจ้องมองเพดานหินของห้องขังอย่างอ่อนแรง เขาในตอนนี้คิดอะไรไม่ค่อยออก  แผนที่ใช้หนีมาทั้งหมดก็ล้วนแต่ไม่สำเร็จ เพราะปลอกคอที่จากัวร์ใส่ให้พวกเขามันมีสัญญาณติดตามยังกับปลอกคอกันสุนัขหาย  ซึ่งถ้าคิดจะเอาออกคือต้องตัดหัวของตัวเองออกเท่านั้น และไอ้การจำทำเช่นนั้นในสถานการณ์ที่ถูกฉีดยาพิษทำให้พลังในการรักษาติดลบนั้น ถือเป็นการฆ่าตัวตาย!!

                  อาชาถอนหายใจอย่างหมดปัญญา เขาไม่ร่าต่อจากนี้ไปจะทำอย่างไรดี ประตูมิติที่เชื่อมต่อกับบ้านเมืองของเขาหรือโลกของพวกเขานั้นก็ถูกกาเร็ธทำลายไปแล้ว มันทำให้พกเขาติดอยู่ที่นี่ แต่เพียงแค่ไม่มีทางกลับบ้านก็ไม่ใช่เหตุผลที่พวกเขาจะต้องทนยอมให้ใครมาทรมานหรือกระทำเหมือนกับพกเขาเป็นทาสหรืออะไรที่ไร้ค่าเช่นนี้

                  !!” อาชาสะดุ้งหลุดจากห้วงความคิดเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินตรงมาทางนี้และด้วยความที่จมูกได้แต่กลิ่นเลือดของตนเองทำให้เขาไม่รู้ว่าใครกันกำลังเดินมาทางนี้...รู้สึกว่าอาชาจะมีเลือดไหลออกจากจมูกด้วย...



กลิ๊ก!แอ๊ด!



                 เสียงปลดล็อกและเปิดประตูห้องขังทำให้อาชาพยายามลุกขึ้นเพื่อดูว่าใครมา แต่เขาก็ไม่อาจทำได้ จนกระทั่งมีใครบางคนมาประคองให้เขาลุกขึ้นนั่ง  ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองบุคคลที่กำลังประคองให้เขาลุกนั่งโดยให้ร่างของอาชาเอนไปผิงกับแผงอกแข็งแกร่งของอีกฝ่าย  ฝ่ามือหนายกขึ้นเช็ดเลือกที่ไหลเกือบจะเข้าตาของอาชาบดบังทัศนียภาพของชายหนุ่มไปครู่หนึ่งก่อนที่อีกฝ่ายจะยกมือออกทำให้เขาเห็นว่าใครกันที่มาเยี่ยมเขา

                  “มะ...มอร์...แกน” อาชาเปล่งเสียงด้วยความยากลำบาก ดวงตาสีทองที่เหลือเพียงข้าเดียวสบกับดวงสีฟ้าของอาชา ประกายในดวงตานั้นเหมือนกับว่าอีกฝ่ายมีแผนอะไรบางอย่าง

                “ฉันรู้ว่านายเอาปลอกคอออกได้ตั้งนานแล้ว” มอร์แกนค่อยๆปลดปลอกคอออกจากลำคอของอาชา เผยให้เห็นรอยแผลเหวอะหวะทั่วทั่งลำคอ “และฉันรู้ว่าพลังของนายจะกลับมา หลังจากเลือดไหลหมดตัวแล้ว”

                 “พะ...พวกนาย ก็”

                “ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้วอาชา”

               มอร์แกนค่อยๆประคองอาชาให้ลุกขึ้นยืน  แต่ชายหนุ่มก็ไม่อาจยืนได้ด้วยขาของตนเองเพราะเขาถูกตัดเส้นเอ็นที่ข้อเท้าไปแล้ว  

              “เราต้องไปกันแล้ว” มอร์แกนกล่าวทั้งๆที่พยายามพาอาชาเดินออกไปจากห้องขัง โดยที่ตามทางที่พวกเขาเดินออกมานั้นมีรอยเลือดที่หยดลงมาจากตัวของอาชาเต็มไปหมด

              “ปะ...ไป...ไป...ไหน”

              “...อิสรภาพ”

              “พวกเรา...ทั้งหมด?”

              “ไม่ แค่นาย”

              พวกเขาเดินขึ้นมาตามบันไดหิน สายลมปะทะที่ใบหน้าของอาชาพร้อมกับคบไฟตรงกำแพงที่พากันดับลง  ดวงสีฟ้าจ้องมองท้องฟ้ายามค่ำคืนพลันรู้สึกเหมือนว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ดูราวกับความฝัน  มอร์แกนแทบจะอุ้มอาชาเสียด้วยซ้ำถ้าไม่ติดที่ว่าเส้นทางต่อจากนี้อาชาต้องไปเอง  มอร์แกนแทบจะฉุดกระชากร่างอันไร้เรี่ยวแรงของอาชาให้ออกเดินตามเขามาที่ประตูทางออกจากเมืองแห่งนี้แทบไม่ได้

              “อาชา” เสียงเรียกชื่อของชายหนุ่มทำให้อาชาที่แทบจะหลับทั้งยืนจากการเสียเลือดแทบจะหมดตัวและไม่มีแรงจะทำอะไรทั้งนั้นเงยหน้าขึ้นมองบุคคลที่เรียกชื่อเขา ก็พบกับชายหนุ่มผมสีเขียวมรกตกับดวงตาสีเดียวกันกับเส้นผมที่กำลังจ้องมองมาที่เขา

             “ยะ...ยุน”

             “ท่าไม่ดีนะมอร์แกน แบบนี้อาชาจะหนีได้เรอะ”

             “อาชาทำได้แน่”

             “นั้นนายเอาอะไรมาพูด ดูสภาพของเขาสิ  ยืนยังจะยืนไม่ได้เลย”

             “เขาหนีได้แน่”

             “แต่...”

             “หุบปากแล้วเตรียมพร้อมซะ!!

             “อะ...เอ...ริค...ทุก...คน...อยู่...ไหน”

             อาชาเปล่งเสียงถามด้วยความยากลำบากทำให้ชายหนุ่มทั้งสองคนที่กำลังจะเปิดฉากทะเลาะกันหันมามองเขา  ยุนหลบดวงตาสีฟ้าที่จ้องมองมาอย่างขอคำตอบทำให้อาชาต้องหันมาขอคำตอบจากมอร์แกนแทน  ดวงตาสีทองเพียงข้างเดียวมีประกายความเจ็บปวดอยู่ในนั้น  ทำให้อาชาพอจะรู้ทันทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น

               “มะ...ไม่”

               “อาชา นายทำเต็มที่แล้ว นายปกป้องพวกเราเต็มที่แล้ว”

               “แต่...อึก...พวกเขา...พวกเขา”

               “อาชาฟังนะ พวกเขาจะทรมานแค่ตอนนี้   แค่ตอนนี้เท่านั้น หลังจากนั้นจะไม่อีกแล้ว  นายช่วยเรามาตลอด มันถึงคราวที่พวกเราจะช่วยนายบ้างแล้ว”

                “ไม่  ไม่  ไม่  ไม่! ฉันจะไม่ทิ้งพวกนาย  ไม่”

                “นายต้องไปอาชา มันเป็นทางเดียวที่นายจะอยู่รอด”

                “แต่  พวกนาย”

                “นายคือความหวังของพวกเราอาชา ดังนั้น แค่มี ชีวิตอยู่ต่อไปแทนพวกเราก็พอ...”

                “พวกมันมาแล้ว!!

               เสียงตะโกนของยุน ทำให้อาชาหันไปมองยังทิศทางที่เขากับมอร์แกนเพิ่งจะจากมาก็พบกับกองทัพของพวกอมนุษย์หน้าสัตว์ที่วิ่งตรงมาทางนี้   ในตอนนี้พลังในการรักษาของอาชาพอจะกลับมาบ้างแล้ว จากการที่พิษไหลออกไปจากร่างกายพร้อมเลือดของเขา  อาชาสามารถยืนได้เองแล้วถึงแม้ว่าเอ็นที่ขาของเขายังไม่สมานตัวกันดี   มอร์แกนสบถอย่างหัวเสียก่อนจะพาอาชาพุ่งตรงไปยังประตูเมมืองขนาดใหญ่ที่ปิดอยู่  มอร์แกนปล่อยมือที่จับอาชาแล้วเปลี่ยนมาเป็นพยายามดันประตูไม้ขนาดมหึมาที่ต้องใช้คนถึงร้อยคนถึงจะสามารถเปิดได้ ให้เปิดออก  ในขณะที่ยุนต้องต่อสู้กับพวกทหารอมนุษย์เพื่อถ้วงเวลาให้พวกเขา

               อาชามองพวกพ้องทั้งสองคนของเขาที่พยายามจะช่วยพาเขาหนี  น้ำตาไหลลงมาจากดวงตาสีฟ้าด้วยความเจ็บใจที่เขาไม่สามารถช่วยพวกพ้องที่เหลือได้ แล้วยังจะต้องมาหนีไปแบบนี้อีก  อาชาไม่อยากทำ แต่เขาไม่มีทางเลือก  ถ้าอยู่ที่นี่เขาจะต้องตายเพราะจากัวร์มันรู้ว่าเขาเป็นอะไร  เขาจะไม่ยอมให้การเสียสละของพวกพ้องของเขาต้องสูญเปล่า และจะไม่ยอมให้ความหวังของทุกคนต้องกลายเป็นแค่ความหวังลมๆแล้งๆ

                ชายหนุ่มเดินตรงไปช่วยมอร์แกนดันประตูขนาดมหึมาให้เปิดออก ดวงตาสีทองเพียงข้างเดียวจ้องมองใบหน้าด้านข้างที่ดูมุ่งมั่นของอาชา  ริมฝีปากหนายกยิ้มเพียงชั่วครู่ก่อนที่ทั้งคู่จะช่วยกันออกแรงดันประตูให้เปิดออก

                ประตูไม้ขนาดมหึมาของเมืองลัซเตอเรียอาจจะต้องใช้คนหรืออมนุษย์ถึง 100 คนเพื่อที่จะเปิดประตูเข้ามาหรือออกไปจากเมือง  แต่ไม่ใช่กับมอร์แกนหรืออาชา เพราะว่าพวกเขาทั้งสองในยามที่ไม่มีพิษอยู่ในร่างกายนั้น...สามารถยกของหนักเป็นตันได้สบายๆ...

                ใช้เวลาเพียงไม่นานประตูขนาดใหญ่ยักษ์ก็เปิดออก  มอร์แกนผลักหลังของอาชาเสียจนชายหนุ่มพุ่งหลาวออกไปนอกตัวเมือง  อาชาหันกลับมามองมอร์แกนที่ยืนขวางพวกทหารไปด้วยปิดประตูเมืองไปด้วย

                 “มอร์แกน!

                 “ไปอาชา!!วิ่ง!!หนีไป!!!หนีไป!!!!

                 มอร์แกนตะโกน  อาชากำหมัดแน่น เขาอยากจะช่วย แต่ตัวเขาในตอนนี้แทบไม่มีพลังพอที่จะต่อสู้เลย  น้ำตายังคงไหลลงมาจากดวงตาสีฟ้าไม่หยุด อาชาหันหลังให้กับเมืองลัซเตอเรีย ก่อนที่เขาจะเริ่มออกวิ่ง โดยที่ส่วนของ แผ่นหลัง แขน ขาและหูนั้นดูเปลี่ยนไป  ผิวของของเขาเริ่มมีขนสีอ่อนแกมเหลืองและจุดสีดำงอกขึ้นมาตั้งแต่ส่วนหลังไล่ไปจนถึงส่วนขา  กรงเล็บงอกยาวกว่าปกติ หูที่ย้ายจากตำแหน่งปกติขึ้นไปอยู่บนหัวมีขนาดเล็กและกลมมน  ลักษณะภายนอกของอาชาที่เปลี่ยนไปทำให้มอร์แกนยิ้มอย่างมีความหวัง...ว่าอาชาจะรอด...

                  อาชาจ้องมองแต่เพียงทางข้างหน้าเท่านั้น ถึงแม้น้ำตาจะไหลลงมาไม่หยุดและอยากหันกลับไปมองมอร์แกนกับยุนแต่เขาก็ไม่อาจทำได้   ด้วยรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปทำให้ความเร็วในการวิ่งของอาชาเพิ่มขึ้น  เลือดยังคงไหลออกมาจากบาดแผลบนร่างกายของอาชา แต่ทว่าชายหนุ่มก็ยังคงวิ่งต่อไป

                    เพียงไม่นาน ร่างของอาชาก็หายลับไปจากสายตาของมอร์แกน  รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้าคม ก่อนที่เขาจะหลับตาลง  ภาพสุดท้ายที่เขาเห็น  มีเพียงแค่เส้นผมสีแดงเข้มที่พริ้วไสวไปตามแรงลม และแผนหลังที่มีลวดลายเส้นขนของเสือชีตาห์

                    มันไม่ใช่ภาพที่มอร์แกนอยากเห็น ที่เขาอยากจะเห็นคือ รอยยิ้มของอาชา ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายสดใส ดั่งเช่นตอนที่อยู่ที่ราชอาณาจักรกาดินุส...นั้นคือสิ่งที่เขาอยากจะเห็น...

                    ...และไม่อาจรู้ได้ว่า ชาตินี้จะได้เห็นมันอีกมั้ย...

                    ...มีหลายสิ่งที่อยากทำ...หลายอย่างที่อยากเห็น...และหลายอย่างที่อยากบอก...

                    ...แต่มันคงจะตายไปพร้อมกับเขา...โดยที่อาชาอาจไม่มีวันได้รู้...



+++++++++++++++++++++++++++



                     อาชาวิ่งมาเลื่อยๆ ตามถนนที่ทอดยาวไปไกล โดยที่เขาไม่มีจุดหมายใดๆทั้งสิ้น อาชาไม่ได้ชะลอความเร็วลงเลยสักนิด  น้ำตายังคงไหลลงมาไม่หยุดเช่นเดียวกับเลือด  ถึงแม้ว่าพลังในการรักษาจะกลับมาบ้างแล้วก็ตามที  แต่บาดแผลตามร่างกายของเขานั้นมีมากจนเกินไป

                      ชายหนุ่มรู้สึกร้อนลุ่มไปทั่วทั้งร่างจากการที่ไม่ได้วิ่งเช่นนี้มานาน   เขาแทบจะหายใจไม่ทันเมื่อต้องมาทั้งวิ่งไปร้องไห้ไปเช่นนี้   ในความยินดีอันน้อยนิดของความรู้สึกที่ได้พบกับอิสรภาพอีกครั้งนั้นคือความเจ็บใจและเสียใจที่ไม่ได้ช่วยพวกพ้องได้  เขาไม่รู้ชะตากรรมของพวกที่ยังอยู่ที่ลัสเตอเรียว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง  อาชาไม่กล้าจินตนาการว่าอย่างเลวร้ายที่สุด พวกเพื่อนๆของเขาจะต้องเจอกับอะไร

                      อาชายังคงวิ่งต่อไป ในขณะที่พระอาทิตย์กำลังขึ้น บ่งบอกให้รู้ถึงเช้าวันใหม่  แสงสีท้องอร่ามของดวงอาทิตย์ดวงโตของดาวดวงนี้ สะท้อนกับผมสีแดงเพลิงราวกับทับทิมของอาชา เป็นประกายดุจดั่งเปลวไฟ  ดวงตาสีฟ้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาสะท้อนแสงให้มันดูเป็นประกายมากกว่าเดิม  อาชาอาจจะดูงดงามแต่ใบหน้าที่เศร้าสร้อยและบาดแผลที่เต็มไปด้วยเลือดตามร่างกายนั้น ทำให้ความงดงามของเขาลดลง...ลดลงเป็นความน่าสงสาร ที่ใครมาเห็นแล้วต้องรู้สึกเวทนา...

                       ด้วยความที่ร้องไห้ไม่หยุดมาตลอดทาง...ที่จริงน้ำตาไหลมาตลอดทาง...  ทำให้การมองเห็นเส้นทางข้างหน้าของอาชานั้นลดประสิทธิภาพลงมาก  ยิ่งเขาวิ่งไปเลื่อยๆอย่างไร้จุดหมายจนกระทั่งดวงอาทิตย์ดวงโตนั้นอยู่เหนือหัวบ่งบอกถึงเวลาเที่ยงวัน  อาการร้อนจนเป็นไอ เหมือนสภาพอาการของทวีปแอฟริกาของโลกมนุษย์กับนครดันแคนและบางส่วนของนครวิลเฟรดของกาดินุส บนดาวดวงนี้นั้น  ก่อให้เกิดภาพลวงตาที่เรียกว่ามิราจ 

                        เมื่อน้ำตารวมกับมิราจ  ระดับการมองเห็นของอาชาจึงต่ำมากถึงมากที่สุด มองเห็นก็เหมือนมองไม่เห็น  ทางข้างหน้าก็นูนๆสูงๆ  เหมือนจะมีแอ่งน้ำข้างหน้า แต่อาชาคิดว่า  แอ่งน้ำที่ไหนมันจะมาอยู่กลางถนน!!!

                       ถ้าจะมีแอ่งน้ำที่ไหนก็แอ่งน้ำในตาของเขาเนี้ยแหละ!!  ถึงเขาจะเหนื่อยสายตัวแทบขาดแต่ก็หยุดวิ่งไม่ได้  ทางก็ไม่รู้ว่ามันจะไกลเอาโล่รึอย่างไร ไม่เจอเมืองเสียที!!!  เหนื่อยก็เหนื่อย ทรมานก็ทรมาน จะมีอะไรแย่กว่านี้หรือไม่!!



เอี๊ยด!!ปัง!!!แอ็ก!!!



                       ด้วยความที่มีน้ำตาอยู่เต็มตาและภาพลวงตามิราจ  มันทำให้อาชาแยกไม่ออกระหว่างภาพลวงตากับภาพจริง  แยกไม่ออกว่า มันมีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนที่ตรงมาที่เขา  ซึ่งอาชาก็สงสัยนิดๆ เพราะว่าเขาวิ่งมาทั้งคืนยันเช้าและจวนจะเที่ยงวันอยู่แล้ว ยังไม่มีรถให้เห็นสักคัน!!!แล้วเขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าไอ้รถมัวๆตรงหน้าของเขานี้คือรถจริงไม่ใช่ภาพลวงตาน่ะ!!!

                     แต่ตอนนี้คงรู้แล้ว  ....ด้วยความที่อาชาวิ่งพุ่งมาสุดแรงเกิด...ที่จริงแรงเฮือกสุดท้ายที่กำลังจะหมด...  แต่เพราะพลังในการวิ่งของชีตาร์ที่อาชาใช้นั้นมันทำให้อมนุษย์ที่กำลังขับรถมานั้น ไม่ทันเห็น  ...ประมาณ จู่ๆอาชาก็โผล่มาแล้วพุ่งชนรถแบบฉับพลัน...  อาชาปะทะกับรถเต็มๆ  แต่ด้วยความทึกทนหนาของรถที่มีมากกว่าตัวของอาชา ทำให้ร่างของอาชากระเด็นออกไปไกล กลิ้งหลายตลบกว่าจะหยุด

                   อาชาที่หยุดกระเด็นกระดอนกับพื้นแล้วหอบหายใจด้วยความเหนื่อยและความเจ็บ  ตัวของเขาในตอนนี้ปวดร้าวระบมเสียยิ่งกว่าตอนเขี้ยวเล็บแท้กำลังงอกเสียอีก  ชายหนุ่มพยายามจะลุกขึ้น แต่ทว่าร่างกายเขาปวดร้าวเกินกว่าจะขยับได้ไปมากกว่านี้  แค่หายใจเขายังรู้สึกเจ็บซี่โครงเลย

                    ชายหนุ่มคิดว่าเขาคงมาไกลได้แค่นี้  เขารู้สึกได้ถึงของเหลวที่ไหลออกมาจากร่างกายมากขึ้นกว่าเก่า  ทั้งเหงื่อทั้งเลือด ไหลผสมกันจนทั้งแสบทั้งเหนอะไปทั้งตัว  เขาคิดว่ามีเลือดไหลออกจากหัวของเขาด้วย  มันไหลลงมาจนเข้าตาของเขาทำให้อาชามองเห็นภาพตรงหน้าเป็นสีแดง

                     อาชาทั้งเหนื่อยและหมดแรง ไม่สามารถขยับได้   เขาไม่รู้จะเรียกสิ่งที่กำลังเผชิญว่าอย่างไรดี ซวยงั้นเหรอ เขาว่านี่มันยิ่งว่าซวยแล้ว เบญจเพส เขารู้ว่าว่าเขาอาจจะแก่กว่าวัยเบญจเพสแล้วหรือน้อยกว่า  แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม  การที่ถูกพี่ชายต่างมารดาจับขายให้กับอมนุษย์สัตว์หน้าขน  ถูกทรมาน ถูกกระทำเสียยิ่งกว่าสัตว์ และอะไรอีกมากมายจนอยากจะลืม  ซึ่งอาชาลืมมันไปมากกว่าครึ่งแล้ว...แค่ในตอนนี้น่ะนะ...  แล้วมาตอนนี้ วิ่งหนีออกมาจากเมืองลัสเตอเรีย ปล่อยให้เพื่อนพ้องต้องเผชิญเรื่องโหดร้ายอยู่ที่นั้นกันเพียงลำพัง  

                         วิ่งหนีแทบตาย เพราะเพื่อนหวังให้มีชีวิตรอด แต่ดันมาโดนรถชนยังกับหมา!...นี่มันตลกร้ายชัดๆ!...

                       ภาพสุดท้ายที่อาชาเห็นก่อนที่ดวงตาสีฟ้าจะปิดลงก็คือตัวอะไรก็ไม่รู้ ตัวขาวลายดำ หน้าตาเหมือนม้า...ม้าลายหรอ?...ม้าลายอะไรใส่เกราะได้อะพ่อ?...














TBC.