Asha Story : New World Before Fantasia (1)
ตอนที่ 1 : อาชา ความหวังในความมืด
ณ จักรวาลอันไกลโพ้น ได้มีดวงดาวที่ถูกเรียกว่าบีสต์นั้น
เป็นดวงดาวที่เหมือนกับโลกของเรา
เพียงแค่มันไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์
แต่ทว่าเหล่าสัตว์นั้นได้มีวิวัฒนาการไปสู้ 3 อารยะธรรมใหญ่นั้นก็คือ เผ่าพิภพ,เผ่ามหาสมุทรและเผ่าเวหา แต่เรื่องราวที่จะดำเนินต่อไปนี้
เกี่ยวกับชะตาชีวิตของเจ้าชายแห่งมหานครลับแลราชอาณาจักรกาดินุส
ที่อยู่บนดาวบีสต์ต่างหาก
.
.
.
ทุกครั้งที่หลับตาภาพของสถานที่แห่งหนึ่งมักจะปรากฏขึ้นมาให้เขาได้เห็น
ไม่ใช่แค่สถานที่แต่ยังรวมไปถึงผู้คนมากมายที่ส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้กับเขา...ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะไม่ได้ยิ้มเพราะเป็นพวกยิ้มยาก
แต่อาชารู้ดี...ว่าภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยนั้น...แซมสันมีรอยยิ้มที่อบอุ่นหัวใจที่สุด...
ผัวะ!!
...ถึงแม้ว่าร่างกายนี้จะเจ็บปวดเพียงใด...
ผัวะ!!
...หัวใจจะปวดร้าวมากแค่ไหน...
ผัวะ!!!!
...หรือสิ้นหวังสักเพียงใด...
ผัวะ!!!!!
ขอเพียงแค่หลับตาลงเท่านั้น
ก็จะได้เห็นสถานที่แห่งนั้น ที่อาชาเรียกมันว่าบ้าน
ผู้คนมากมายที่อาชาเรียกว่าครอบครัวที่คอยส่งรอยยิ้มมาให้เขา และแซมสัน...ผู้ที่อาชาได้อยู่ใกล้ๆแล้ว...เขามักจะรู้สึกอบอุ่นไปจนถึงขั้วหัวใจ...
ผัวะ!!!!!!!
เพียงแค่นึกถึงแซมสัน ความเจ็บปวดที่กำลังเผชิญอยู่ก็จะไร้ค่า...มันไม่มีค่าเท่าความสุขใจที่อาชาได้นึกถึงแซมสันหรอก...
“ไอ้เจ้าสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ!!แกกล้าดียังไงถึงคิดจะหนีออกไปจากเมืองนี้น่ะหะ!!!คิดจะทรยศเจ้านายงั้นเหรอไอ้เจ้าชั้นต่ำ!!!!” เสียงคำรามที่มาพร้อมกับเสียงแส้ที่หวดลงมาบนหลังของอาชา
ทำให้ชายหนุ่มเสียสมาธิ...หรือต้องเรียกว่าตื่นจากห้วงฝันเพียงช่วงครู่ที่เจ้าตัวสร้างขึ้นมาเอง
อาชาคิดว่าถ้าเขานึกถึงเรื่องดีๆเข้าไว้
โดยเฉพาะนึกถึงใบหน้าของแซมสัน มันจะทำให้เขาลืมความเจ็บปวดทรมานที่กำลังเผชิญอยู่ได้ ...แต่ความจริงนั้นช่างเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าบาดแผลที่เกิดจากแส้ซะอีก...อาชาไม่สามารถหลีกหนีความจริงไปได้ไกลกว่านี้อีกแล้ว...
สิ่งแรกที่สะท้อนในดวงตาสีฟ้าของอาชาคือเหล่าพวกพ้องที่มีปลอกคอสีดำคล้องอยู่ที่คอ
กำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกและดวงตาที่แสดงอารมณ์ออกมาหลากหลาย แต่ทว่ามีอยู่สองอย่างที่ฉายชัดในดวงตาของพวกเขา
นั้นก็คือ ความกลัวและความโกรธ
ไม่สิ ไม่ใช่แค่โกรธ
แต่มันคือความโกรธแค้นและชิงชัง
พวกเขาโกรธแค้นกับสิ่งที่จากัวร์ทำกับพวกเขาและอาชา พวกเขาทั้งหมดปรารถนาจะแก้แค้น แต่ขอให้สามารถหนีออกไปจากที่นี้ได้ก่อน
เรื่องแก้แค้น
อาชาเคยคิดว่าเขาน่าจะชินชากับความเจ็บปวดได้แล้ว
น่าจะชินกับมันจนไม่รู้สึกอะไร แต่มันก็ไม่ใช่เสียทีเดียว ทันทีที่อาชากลับมาอยู่กับสถานการณ์ปัจจุบัน
ความเจ็บปวดที่แผ่นหลังก็แล่นเข้าสู่โสตประสาท
มันเจ็บปวดมากเสียจนอาชาอยากจะกรีดร้องแต่เขาไม่มีวันกรีดร้องให้ไอ้สารเลวที่กำลังฟาดแส้ใส่หลังเขาอยู่นี่ได้ยินเป็นแน่
มือเรียวที่ถูกมัดติดกับเสาหินกำเข้าหากันแน่นเพื่อระบายความเจ็บและความโกรธแค้นในใจ ความเจ็บปวดจากแส้มันเจ็บปวดมากเสียจนน้ำตาไหล
แต่ถึงกระนั้นอาชาก็ไม่ได้กรีดร้อง
“ได้โปรด!!หยุดทีเถอะ!!ได้โปรด!!!” เสียงนั้นไม่ใช่เสียงอ้อนอวนของอาชา
หากแต่เป็นเสียงของพวกพ้องของเขาคนใดคนหนึ่ง พวกนั้นบางคนพยายามจะเข้ามาช่วย
แต่ก็ถูกขัดขวางโดยกองทัพมนุษย์หน้าเสือดาวที่ถึงแม้จะยืนสองขาและมีแขนขาแบบมนุษย์
ทว่าร่างกายกลับปกคลุมไปด้วยขนสีเหลืองกับจุดสีดำและใบหน้าอย่างเสือดาว “ขอร้องล่ะจากัวร์!!เดี๋ยวอาชาก็ตายหรอก!!”
“หนวกหู!!เป็นแค่ทาสชั้นต่ำอย่าริอาจมาพูดกับข้า!!” เสียงคำรามด้วยโทสะนั้นทำเอาเหล่าพวกพ้องของอาชาพากันผละถอยหลัง
บางคนที่จะวิ่งเข้ามาช่วยก็โดนพวกมนุษย์เสือดาวจับไว้ไม่ให้เข้ามายุ่ง
อาชาไม่รู้ว่าจากัวร์จะฟาดเขาแบบนี้อีกนานเท่าไร อาจจะนานจนกว่าเจ้าตัวจะเหนื่อยหรือไม่ก็จนกว่าพระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า
ไม่ว่าจะอย่างไหน
หลังของชายหนุ่มก็คงจะเละยับเยินเป็นแน่แท้ ในตอนนี้อาชารู้สึกได้ถึงเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลของเขาราวกับก็อกน้ำแตก มันไหลออกมาเยอะพอๆกับบาดแผลโดนดาบฟันไม่ก็โดนมีดแทง
บางครั้งที่จากัวร์ฟาดแส้ลงมา
อาชารู้สึกเหมือนแส้นั้นโดนกระดูสันหลังของเขานิดๆ...ไม่นิดล่ะ
โดนเต็มๆเลยต่างหากล่ะบ้าเอ้ย!!
ทุกๆคนกลัวว่าอาชาจะเสียเลือดหมดตัวจนตาย
ในขณะที่ชายหนุ่มไม่ได้คิดเช่นนั้น
เขาแค่อยากให้ช่วงเวลานี้มันผ่านพ้นไปเร็วๆ
รู้สึกอยากกลับบ้านจนน้ำตาไหลแต่ก็ไม่มีบ้านให้กลับอีกแล้ว
อยากเจอทุกๆคนในครอบครัวแต่ก็ไม่รู้ว่าพวกนั้นจะยังมีชีวิตรอดกันรึเปล่า
การที่เผ่าพันธุ์เวเซ่นเช่นพวกเขาถูกขายให้มาเป็นทาสบนดวงดาวที่เหล่าสัตว์มีวิวัฒนาการเสียจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกครึ่งคนครึ่งสัตว์หรือพวกสัตว์ที่มีอารายธรรมที่เรียกว่าบีสต์แบบนี้
เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะโหดร้าย ทุกๆอย่างจะตรงกันข้ามในโลกของพวกมนุษย์หมดทุกอย่าง
สัตว์ที่เป็นแรงงานทาสและถูกกระทำอย่างโหดร้ายเช่นไร
พวกเขาก็จะโดนกระทำอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนเช่นนั้น ...แต่ร้ายแรงเป็นสองเท่า...
ซึ่งนับว่ายังพอจะโชคดีอยู่เพียงเล็กน้อยที่มีแค่พวกเขาเท่านั้นที่ถูกขายมาที่นี่
ทำให้มีแค่พวกเขาเท่านั้นที่ต้องมาตกอยู่ในสภาพนรกบนดินแบบนี้...โชคดีเล็กน้อยจริง
เล็กน้อยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ...
“แซมสัน...พ่อ”
อาชาทำได้แค่นึกถึงแซมซัน พยายามใช้ความรู้สึกที่มีต่อแซมสันมาคอยค้ำจุนจิตใจไม่ให้เขาสติแตกหรือแย่ไปมากกว่านี้...ต่อให้เหลือแต่หัวเขาก็จะไม่มีวันสิ้นหวัง...แต่ตอนนี้แม่งโคตรเจ็บเลยโว้ย!!...
++++++++++++++
อาชาเบิกตาขึ้นมาในความมืด
ลมหายใจหอบแรงจากฝันร้ายที่เพิ่งเผชิญ...ที่จริงน่าจะเรียกว่าความทรงจำร้ายๆน่าจะถูกกว่า...
ชายหนุ่มพยายามจะลุกขึ้นนั่งแต่ทว่าทั่วทั้งร่างกายของเขานั้นรู้สึกเจ็บและปวดระบมเกินจะทำอะไรเช่นนั้นได้ นอกจากอาการปวดระบมทั่วทั้งตัวแล้ว
ร่างกายของอาชายังรู้สึกหนักอึ้งราวกับมีของหนักมาทับอยู่ทั้งร่าง
แถมยังเหมือนมีของเหลวมากมายกำลังไหลออกจากร่างกายของเขา ซึ่งของเหลวที่ว่านั้นก็คือเลือด!!!
กลิ่นคาวของ
ของเหลววสีแดงลอยคละคลุ้งทั่วห้องขังที่มีเพียงคบไฟหน้าห้องขังเท่านั้นที่ให้แสงสว่าง
อาชาพอจะจับจุดได้ว่ามีตรงไหนบ้างที่เลือดของเขากำลังไหลออกมา
ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องมีแผ่นหลังรวมอยู่ในนั้นด้วย แต่นอกจากนั้นก็มีที่แขน
หัวละข้อเท้า ส่วนตรงท้องนี่ไม่แน่ใจเท่าไร
แต่รู้สึกเหมือนมีเลือดไหลอยู่เหมือนกัน
อาชารู้สึกแปลกๆตรงข้อเท้า
และพอลองขยับดูก็พบว่าเขาโดนตัดเอ็นข้อเท้าเสียแล้ว
ชายหนุ่มกัดฟันพยายามลักขึ้นนั่งหรือเปลี่ยนท่าจากนอนคว่ำหน้าให้เปลี่ยนเป็นนอนหงายแต่ก็ทำได้ยาก เขาจึงต้องใช้ไม้เด็ด สูดหายใจเข้าลึกๆ 2-3
ครั้งแล้วนับ 1-3
รวบรวมแรงที่มีอยู่ทั้งหมดกระเด้งตัวขึ้นจากพื้นจนร่างของเขาลอยสูงขึ้นมาเหนือพื้นอยู่ประมาณ
2 ศอก* (ใช้ศอกคนจริงๆวัดนะ) แล้วหมุนตัวกลางอากาศก่อนจะตกลงมานอนหงายอยู่บนพื้นดังแอ็ก
“อู๊ย พ่อ”
อาชาครวญครางด้วยความเจ็บปด เขารู้สึกเหมือนมีแผลที่ปาก
สงสัยเขาจะโดยกระทืบเละจนหมดสะภาพ
ดวงตาสีฟ้าจ้องมองเพดานหินของห้องขังอย่างอ่อนแรง เขาในตอนนี้คิดอะไรไม่ค่อยออก แผนที่ใช้หนีมาทั้งหมดก็ล้วนแต่ไม่สำเร็จ
เพราะปลอกคอที่จากัวร์ใส่ให้พวกเขามันมีสัญญาณติดตามยังกับปลอกคอกันสุนัขหาย
ซึ่งถ้าคิดจะเอาออกคือต้องตัดหัวของตัวเองออกเท่านั้น
และไอ้การจำทำเช่นนั้นในสถานการณ์ที่ถูกฉีดยาพิษทำให้พลังในการรักษาติดลบนั้น
ถือเป็นการฆ่าตัวตาย!!
อาชาถอนหายใจอย่างหมดปัญญา
เขาไม่ร่าต่อจากนี้ไปจะทำอย่างไรดี
ประตูมิติที่เชื่อมต่อกับบ้านเมืองของเขาหรือโลกของพวกเขานั้นก็ถูกกาเร็ธทำลายไปแล้ว
มันทำให้พกเขาติดอยู่ที่นี่
แต่เพียงแค่ไม่มีทางกลับบ้านก็ไม่ใช่เหตุผลที่พวกเขาจะต้องทนยอมให้ใครมาทรมานหรือกระทำเหมือนกับพกเขาเป็นทาสหรืออะไรที่ไร้ค่าเช่นนี้
“!!”
อาชาสะดุ้งหลุดจากห้วงความคิดเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินตรงมาทางนี้และด้วยความที่จมูกได้แต่กลิ่นเลือดของตนเองทำให้เขาไม่รู้ว่าใครกันกำลังเดินมาทางนี้...รู้สึกว่าอาชาจะมีเลือดไหลออกจากจมูกด้วย...
กลิ๊ก!แอ๊ด!
เสียงปลดล็อกและเปิดประตูห้องขังทำให้อาชาพยายามลุกขึ้นเพื่อดูว่าใครมา
แต่เขาก็ไม่อาจทำได้ จนกระทั่งมีใครบางคนมาประคองให้เขาลุกขึ้นนั่ง ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองบุคคลที่กำลังประคองให้เขาลุกนั่งโดยให้ร่างของอาชาเอนไปผิงกับแผงอกแข็งแกร่งของอีกฝ่าย
ฝ่ามือหนายกขึ้นเช็ดเลือกที่ไหลเกือบจะเข้าตาของอาชาบดบังทัศนียภาพของชายหนุ่มไปครู่หนึ่งก่อนที่อีกฝ่ายจะยกมือออกทำให้เขาเห็นว่าใครกันที่มาเยี่ยมเขา
“มะ...มอร์...แกน”
อาชาเปล่งเสียงด้วยความยากลำบาก ดวงตาสีทองที่เหลือเพียงข้าเดียวสบกับดวงสีฟ้าของอาชา
ประกายในดวงตานั้นเหมือนกับว่าอีกฝ่ายมีแผนอะไรบางอย่าง
“ฉันรู้ว่านายเอาปลอกคอออกได้ตั้งนานแล้ว” มอร์แกนค่อยๆปลดปลอกคอออกจากลำคอของอาชา
เผยให้เห็นรอยแผลเหวอะหวะทั่วทั่งลำคอ “และฉันรู้ว่าพลังของนายจะกลับมา
หลังจากเลือดไหลหมดตัวแล้ว”
“พะ...พวกนาย ก็”
“ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้วอาชา”
มอร์แกนค่อยๆประคองอาชาให้ลุกขึ้นยืน
แต่ชายหนุ่มก็ไม่อาจยืนได้ด้วยขาของตนเองเพราะเขาถูกตัดเส้นเอ็นที่ข้อเท้าไปแล้ว
“เราต้องไปกันแล้ว”
มอร์แกนกล่าวทั้งๆที่พยายามพาอาชาเดินออกไปจากห้องขัง
โดยที่ตามทางที่พวกเขาเดินออกมานั้นมีรอยเลือดที่หยดลงมาจากตัวของอาชาเต็มไปหมด
“ปะ...ไป...ไป...ไหน”
“...อิสรภาพ”
“พวกเรา...ทั้งหมด?”
“ไม่ แค่นาย”
พวกเขาเดินขึ้นมาตามบันไดหิน
สายลมปะทะที่ใบหน้าของอาชาพร้อมกับคบไฟตรงกำแพงที่พากันดับลง
ดวงสีฟ้าจ้องมองท้องฟ้ายามค่ำคืนพลันรู้สึกเหมือนว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ดูราวกับความฝัน มอร์แกนแทบจะอุ้มอาชาเสียด้วยซ้ำถ้าไม่ติดที่ว่าเส้นทางต่อจากนี้อาชาต้องไปเอง
มอร์แกนแทบจะฉุดกระชากร่างอันไร้เรี่ยวแรงของอาชาให้ออกเดินตามเขามาที่ประตูทางออกจากเมืองแห่งนี้แทบไม่ได้
“อาชา”
เสียงเรียกชื่อของชายหนุ่มทำให้อาชาที่แทบจะหลับทั้งยืนจากการเสียเลือดแทบจะหมดตัวและไม่มีแรงจะทำอะไรทั้งนั้นเงยหน้าขึ้นมองบุคคลที่เรียกชื่อเขา
ก็พบกับชายหนุ่มผมสีเขียวมรกตกับดวงตาสีเดียวกันกับเส้นผมที่กำลังจ้องมองมาที่เขา
“ยะ...ยุน”
“ท่าไม่ดีนะมอร์แกน
แบบนี้อาชาจะหนีได้เรอะ”
“อาชาทำได้แน่”
“นั้นนายเอาอะไรมาพูด ดูสภาพของเขาสิ
ยืนยังจะยืนไม่ได้เลย”
“เขาหนีได้แน่”
“แต่...”
“หุบปากแล้วเตรียมพร้อมซะ!!”
“อะ...เอ...ริค...ทุก...คน...อยู่...ไหน”
อาชาเปล่งเสียงถามด้วยความยากลำบากทำให้ชายหนุ่มทั้งสองคนที่กำลังจะเปิดฉากทะเลาะกันหันมามองเขา
ยุนหลบดวงตาสีฟ้าที่จ้องมองมาอย่างขอคำตอบทำให้อาชาต้องหันมาขอคำตอบจากมอร์แกนแทน ดวงตาสีทองเพียงข้างเดียวมีประกายความเจ็บปวดอยู่ในนั้น
ทำให้อาชาพอจะรู้ทันทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“มะ...ไม่”
“อาชา นายทำเต็มที่แล้ว
นายปกป้องพวกเราเต็มที่แล้ว”
“แต่...อึก...พวกเขา...พวกเขา”
“อาชาฟังนะ พวกเขาจะทรมานแค่ตอนนี้ แค่ตอนนี้เท่านั้น
หลังจากนั้นจะไม่อีกแล้ว นายช่วยเรามาตลอด
มันถึงคราวที่พวกเราจะช่วยนายบ้างแล้ว”
“ไม่ ไม่
ไม่ ไม่! ฉันจะไม่ทิ้งพวกนาย ไม่”
“นายต้องไปอาชา
มันเป็นทางเดียวที่นายจะอยู่รอด”
“แต่ พวกนาย”
“นายคือความหวังของพวกเราอาชา ดังนั้น แค่มี
ชีวิตอยู่ต่อไปแทนพวกเราก็พอ...”
“พวกมันมาแล้ว!!”
เสียงตะโกนของยุน ทำให้อาชาหันไปมองยังทิศทางที่เขากับมอร์แกนเพิ่งจะจากมาก็พบกับกองทัพของพวกอมนุษย์หน้าสัตว์ที่วิ่งตรงมาทางนี้ ในตอนนี้พลังในการรักษาของอาชาพอจะกลับมาบ้างแล้ว
จากการที่พิษไหลออกไปจากร่างกายพร้อมเลือดของเขา
อาชาสามารถยืนได้เองแล้วถึงแม้ว่าเอ็นที่ขาของเขายังไม่สมานตัวกันดี มอร์แกนสบถอย่างหัวเสียก่อนจะพาอาชาพุ่งตรงไปยังประตูเมมืองขนาดใหญ่ที่ปิดอยู่
มอร์แกนปล่อยมือที่จับอาชาแล้วเปลี่ยนมาเป็นพยายามดันประตูไม้ขนาดมหึมาที่ต้องใช้คนถึงร้อยคนถึงจะสามารถเปิดได้
ให้เปิดออก ในขณะที่ยุนต้องต่อสู้กับพวกทหารอมนุษย์เพื่อถ้วงเวลาให้พวกเขา
อาชามองพวกพ้องทั้งสองคนของเขาที่พยายามจะช่วยพาเขาหนี น้ำตาไหลลงมาจากดวงตาสีฟ้าด้วยความเจ็บใจที่เขาไม่สามารถช่วยพวกพ้องที่เหลือได้
แล้วยังจะต้องมาหนีไปแบบนี้อีก
อาชาไม่อยากทำ แต่เขาไม่มีทางเลือก
ถ้าอยู่ที่นี่เขาจะต้องตายเพราะจากัวร์มันรู้ว่าเขาเป็นอะไร เขาจะไม่ยอมให้การเสียสละของพวกพ้องของเขาต้องสูญเปล่า
และจะไม่ยอมให้ความหวังของทุกคนต้องกลายเป็นแค่ความหวังลมๆแล้งๆ
ชายหนุ่มเดินตรงไปช่วยมอร์แกนดันประตูขนาดมหึมาให้เปิดออก
ดวงตาสีทองเพียงข้างเดียวจ้องมองใบหน้าด้านข้างที่ดูมุ่งมั่นของอาชา ริมฝีปากหนายกยิ้มเพียงชั่วครู่ก่อนที่ทั้งคู่จะช่วยกันออกแรงดันประตูให้เปิดออก
ประตูไม้ขนาดมหึมาของเมืองลัซเตอเรียอาจจะต้องใช้คนหรืออมนุษย์ถึง 100
คนเพื่อที่จะเปิดประตูเข้ามาหรือออกไปจากเมือง
แต่ไม่ใช่กับมอร์แกนหรืออาชา
เพราะว่าพวกเขาทั้งสองในยามที่ไม่มีพิษอยู่ในร่างกายนั้น...สามารถยกของหนักเป็นตันได้สบายๆ...
ใช้เวลาเพียงไม่นานประตูขนาดใหญ่ยักษ์ก็เปิดออก มอร์แกนผลักหลังของอาชาเสียจนชายหนุ่มพุ่งหลาวออกไปนอกตัวเมือง
อาชาหันกลับมามองมอร์แกนที่ยืนขวางพวกทหารไปด้วยปิดประตูเมืองไปด้วย
“มอร์แกน!”
“ไปอาชา!!วิ่ง!!หนีไป!!!หนีไป!!!!”
มอร์แกนตะโกน อาชากำหมัดแน่น เขาอยากจะช่วย
แต่ตัวเขาในตอนนี้แทบไม่มีพลังพอที่จะต่อสู้เลย
น้ำตายังคงไหลลงมาจากดวงตาสีฟ้าไม่หยุด อาชาหันหลังให้กับเมืองลัซเตอเรีย
ก่อนที่เขาจะเริ่มออกวิ่ง โดยที่ส่วนของ แผ่นหลัง แขน ขาและหูนั้นดูเปลี่ยนไป ผิวของของเขาเริ่มมีขนสีอ่อนแกมเหลืองและจุดสีดำงอกขึ้นมาตั้งแต่ส่วนหลังไล่ไปจนถึงส่วนขา
กรงเล็บงอกยาวกว่าปกติ
หูที่ย้ายจากตำแหน่งปกติขึ้นไปอยู่บนหัวมีขนาดเล็กและกลมมน ลักษณะภายนอกของอาชาที่เปลี่ยนไปทำให้มอร์แกนยิ้มอย่างมีความหวัง...ว่าอาชาจะรอด...
อาชาจ้องมองแต่เพียงทางข้างหน้าเท่านั้น
ถึงแม้น้ำตาจะไหลลงมาไม่หยุดและอยากหันกลับไปมองมอร์แกนกับยุนแต่เขาก็ไม่อาจทำได้ ด้วยรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปทำให้ความเร็วในการวิ่งของอาชาเพิ่มขึ้น เลือดยังคงไหลออกมาจากบาดแผลบนร่างกายของอาชา
แต่ทว่าชายหนุ่มก็ยังคงวิ่งต่อไป
เพียงไม่นาน
ร่างของอาชาก็หายลับไปจากสายตาของมอร์แกน รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้าคม
ก่อนที่เขาจะหลับตาลง ภาพสุดท้ายที่เขาเห็น
มีเพียงแค่เส้นผมสีแดงเข้มที่พริ้วไสวไปตามแรงลม
และแผนหลังที่มีลวดลายเส้นขนของเสือชีตาห์
มันไม่ใช่ภาพที่มอร์แกนอยากเห็น
ที่เขาอยากจะเห็นคือ รอยยิ้มของอาชา ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายสดใส ดั่งเช่นตอนที่อยู่ที่ราชอาณาจักรกาดินุส...นั้นคือสิ่งที่เขาอยากจะเห็น...
...และไม่อาจรู้ได้ว่า
ชาตินี้จะได้เห็นมันอีกมั้ย...
...มีหลายสิ่งที่อยากทำ...หลายอย่างที่อยากเห็น...และหลายอย่างที่อยากบอก...
...แต่มันคงจะตายไปพร้อมกับเขา...โดยที่อาชาอาจไม่มีวันได้รู้...
+++++++++++++++++++++++++++
อาชาวิ่งมาเลื่อยๆ
ตามถนนที่ทอดยาวไปไกล โดยที่เขาไม่มีจุดหมายใดๆทั้งสิ้น
อาชาไม่ได้ชะลอความเร็วลงเลยสักนิด
น้ำตายังคงไหลลงมาไม่หยุดเช่นเดียวกับเลือด
ถึงแม้ว่าพลังในการรักษาจะกลับมาบ้างแล้วก็ตามที แต่บาดแผลตามร่างกายของเขานั้นมีมากจนเกินไป
ชายหนุ่มรู้สึกร้อนลุ่มไปทั่วทั้งร่างจากการที่ไม่ได้วิ่งเช่นนี้มานาน
เขาแทบจะหายใจไม่ทันเมื่อต้องมาทั้งวิ่งไปร้องไห้ไปเช่นนี้
ในความยินดีอันน้อยนิดของความรู้สึกที่ได้พบกับอิสรภาพอีกครั้งนั้นคือความเจ็บใจและเสียใจที่ไม่ได้ช่วยพวกพ้องได้
เขาไม่รู้ชะตากรรมของพวกที่ยังอยู่ที่ลัสเตอเรียว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง อาชาไม่กล้าจินตนาการว่าอย่างเลวร้ายที่สุด
พวกเพื่อนๆของเขาจะต้องเจอกับอะไร
อาชายังคงวิ่งต่อไป
ในขณะที่พระอาทิตย์กำลังขึ้น บ่งบอกให้รู้ถึงเช้าวันใหม่ แสงสีท้องอร่ามของดวงอาทิตย์ดวงโตของดาวดวงนี้
สะท้อนกับผมสีแดงเพลิงราวกับทับทิมของอาชา เป็นประกายดุจดั่งเปลวไฟ
ดวงตาสีฟ้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาสะท้อนแสงให้มันดูเป็นประกายมากกว่าเดิม
อาชาอาจจะดูงดงามแต่ใบหน้าที่เศร้าสร้อยและบาดแผลที่เต็มไปด้วยเลือดตามร่างกายนั้น
ทำให้ความงดงามของเขาลดลง...ลดลงเป็นความน่าสงสาร
ที่ใครมาเห็นแล้วต้องรู้สึกเวทนา...
ด้วยความที่ร้องไห้ไม่หยุดมาตลอดทาง...ที่จริงน้ำตาไหลมาตลอดทาง...
ทำให้การมองเห็นเส้นทางข้างหน้าของอาชานั้นลดประสิทธิภาพลงมาก ยิ่งเขาวิ่งไปเลื่อยๆอย่างไร้จุดหมายจนกระทั่งดวงอาทิตย์ดวงโตนั้นอยู่เหนือหัวบ่งบอกถึงเวลาเที่ยงวัน อาการร้อนจนเป็นไอ
เหมือนสภาพอาการของทวีปแอฟริกาของโลกมนุษย์กับนครดันแคนและบางส่วนของนครวิลเฟรดของกาดินุส
บนดาวดวงนี้นั้น ก่อให้เกิดภาพลวงตาที่เรียกว่ามิราจ
เมื่อน้ำตารวมกับมิราจ ระดับการมองเห็นของอาชาจึงต่ำมากถึงมากที่สุด
มองเห็นก็เหมือนมองไม่เห็น
ทางข้างหน้าก็นูนๆสูงๆ
เหมือนจะมีแอ่งน้ำข้างหน้า แต่อาชาคิดว่า
แอ่งน้ำที่ไหนมันจะมาอยู่กลางถนน!!!
ถ้าจะมีแอ่งน้ำที่ไหนก็แอ่งน้ำในตาของเขาเนี้ยแหละ!!
ถึงเขาจะเหนื่อยสายตัวแทบขาดแต่ก็หยุดวิ่งไม่ได้ ทางก็ไม่รู้ว่ามันจะไกลเอาโล่รึอย่างไร
ไม่เจอเมืองเสียที!!!
เหนื่อยก็เหนื่อย ทรมานก็ทรมาน จะมีอะไรแย่กว่านี้หรือไม่!!
เอี๊ยด!!ปัง!!!แอ็ก!!!
ด้วยความที่มีน้ำตาอยู่เต็มตาและภาพลวงตามิราจ
มันทำให้อาชาแยกไม่ออกระหว่างภาพลวงตากับภาพจริง แยกไม่ออกว่า
มันมีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนที่ตรงมาที่เขา
ซึ่งอาชาก็สงสัยนิดๆ
เพราะว่าเขาวิ่งมาทั้งคืนยันเช้าและจวนจะเที่ยงวันอยู่แล้ว
ยังไม่มีรถให้เห็นสักคัน!!!แล้วเขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าไอ้รถมัวๆตรงหน้าของเขานี้คือรถจริงไม่ใช่ภาพลวงตาน่ะ!!!
แต่ตอนนี้คงรู้แล้ว ....ด้วยความที่อาชาวิ่งพุ่งมาสุดแรงเกิด...ที่จริงแรงเฮือกสุดท้ายที่กำลังจะหมด... แต่เพราะพลังในการวิ่งของชีตาร์ที่อาชาใช้นั้นมันทำให้อมนุษย์ที่กำลังขับรถมานั้น
ไม่ทันเห็น ...ประมาณ
จู่ๆอาชาก็โผล่มาแล้วพุ่งชนรถแบบฉับพลัน...
อาชาปะทะกับรถเต็มๆ
แต่ด้วยความทึกทนหนาของรถที่มีมากกว่าตัวของอาชา ทำให้ร่างของอาชากระเด็นออกไปไกล
กลิ้งหลายตลบกว่าจะหยุด
อาชาที่หยุดกระเด็นกระดอนกับพื้นแล้วหอบหายใจด้วยความเหนื่อยและความเจ็บ ตัวของเขาในตอนนี้ปวดร้าวระบมเสียยิ่งกว่าตอนเขี้ยวเล็บแท้กำลังงอกเสียอีก ชายหนุ่มพยายามจะลุกขึ้น
แต่ทว่าร่างกายเขาปวดร้าวเกินกว่าจะขยับได้ไปมากกว่านี้ แค่หายใจเขายังรู้สึกเจ็บซี่โครงเลย
ชายหนุ่มคิดว่าเขาคงมาไกลได้แค่นี้
เขารู้สึกได้ถึงของเหลวที่ไหลออกมาจากร่างกายมากขึ้นกว่าเก่า ทั้งเหงื่อทั้งเลือด ไหลผสมกันจนทั้งแสบทั้งเหนอะไปทั้งตัว เขาคิดว่ามีเลือดไหลออกจากหัวของเขาด้วย มันไหลลงมาจนเข้าตาของเขาทำให้อาชามองเห็นภาพตรงหน้าเป็นสีแดง
อาชาทั้งเหนื่อยและหมดแรง
ไม่สามารถขยับได้
เขาไม่รู้จะเรียกสิ่งที่กำลังเผชิญว่าอย่างไรดี ซวยงั้นเหรอ
เขาว่านี่มันยิ่งว่าซวยแล้ว เบญจเพส เขารู้ว่าว่าเขาอาจจะแก่กว่าวัยเบญจเพสแล้วหรือน้อยกว่า แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การที่ถูกพี่ชายต่างมารดาจับขายให้กับอมนุษย์สัตว์หน้าขน ถูกทรมาน ถูกกระทำเสียยิ่งกว่าสัตว์
และอะไรอีกมากมายจนอยากจะลืม
ซึ่งอาชาลืมมันไปมากกว่าครึ่งแล้ว...แค่ในตอนนี้น่ะนะ... แล้วมาตอนนี้ วิ่งหนีออกมาจากเมืองลัสเตอเรีย
ปล่อยให้เพื่อนพ้องต้องเผชิญเรื่องโหดร้ายอยู่ที่นั้นกันเพียงลำพัง
วิ่งหนีแทบตาย
เพราะเพื่อนหวังให้มีชีวิตรอด แต่ดันมาโดนรถชนยังกับหมา!...นี่มันตลกร้ายชัดๆ!...
ภาพสุดท้ายที่อาชาเห็นก่อนที่ดวงตาสีฟ้าจะปิดลงก็คือตัวอะไรก็ไม่รู้
ตัวขาวลายดำ หน้าตาเหมือนม้า...ม้าลายหรอ?...ม้าลายอะไรใส่เกราะได้อะพ่อ?...
TBC.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น