Kingdom Guardian: Samson Story 2 (ver.1)
ความรักนั้นเป็นเรื่องเข้าใจยากมากสำหรับแซมสัน
เขาไม่เคยรู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่าความรัก ...เขาคิดว่างั้น...
จนกระทั่งแม่ได้มอบความรู้สึกให้กับเขา...เขาถึงได้รู้...ว่าความรักมันเป็นเช่นไร...แต่...เขาก็ยังไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้...เพราะว่าเขาไม่เคยตกหลุมรักคนอื่นมาก่อน...
เขารักคนในครอบครัว
นั้นคือความรักที่เขารู้จัก...แต่การพบใครสักคนที่ไม่ใช่คนในครอบครัวของเขาแล้วรู้สึกรักคนๆนั้น
มัน...มันคือสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ...
“ทำไมเธอถึงร้องไห้?”
แซมสันถาม เขาเองก็ไม่ได้อยากจะยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย แต่...เขา...ไม่ชอบความเศร้า...
ถึงเขาจะยังไม่ค่อยรู้เรื่องที่เกี่ยวกับความรู้สึกมากนัก...แต่ที่เขารู้ก็คือ ความรู้สึกในแง่ลบ
กลิ่นของมันมักจะทำให้เขากระอักกระอ่วน รู้สึกเหมือนกับมีอะไรสักอย่างมาจุกอยู่ที่คอ
อึดอัดจนแทบบ้า...เขาไม่ชอบเลย...
“ฉันเปล่าร้องไห้”
ราฟาเอล ตอบเสียงอู้อี้ เธอนอนหันหลังให้กับแซมสันเพื่อไม่ให้เขาเห็นหรือรับรู้ตอนเธอร้องไห้
แต่ดูเหมือนว่าเธอจะคิดผิด
“เสียงของเธอฟังดูอู้อี้นะ
ไม่สบายเหรอ?” แซมสันยังคงถามต่อไป
ถึงแม้ว่าเขาจะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายร้องไห้แน่นอน
แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมบอกให้เขารับรู้ เขาก็จะถามต่อไปจนกว่าราฟาเอลจะยอมบอกเขา
“เปล่า”
“ถ้าเธอสบายดี
ก็แปลว่าเธอกำลังร้องไห้อยู่สิ เสียงถึงได้อู้อี้แบบนี้”
“ฉันบีบจมูกอยู่”
“บีบจมูกทำไม?
ที่นี่มันเหม็นขนาดนั้นเลยหรอ? ฉันว่ามันก็ไม่ได้เหม็นอะไรขนาดนั้นนะ หรือว่า
เธอกำลังบีบดั้งอยู่ แต่เต่าอย่างเธอไม่มีดั้งนะ”
“ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉันไม่เกี่ยวกับนายสักหน่อย!!!!”
ด้วยความที่ทนไม่ไหว
ราฟาเอล จึงลุกขึ้นนั่งแล้วหันหน้ามาตะโกนใส่แซมสัน
ที่ลุกขึ้นมานั่งตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ เธอทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะหนึ่ง
เพราะว่าเธอไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน เธอเป็นนินจา
เธอเก่งและแข็งแกร่ง...อย่างน้อยเธอก็คิดเช่นนั้น...แต่เมื่อมาอยู่ต่อหน้าแซมสัน...ชายคนนี้...ความลึกลับของเขาทำให้เธอรู้สึกอ่อนแอ...
“!!”
ราฟาเอลสะดุ้งเมื่อมือของชายหนุ่มสัมผัสที่ใบหน้าของเธอ
เขาค่อยๆใช้ปลายนิ้วโป้งของเขาเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของเธอ
มันทำให้ราฟาเอลรู้สึกอบอุ่นและตื้นตันใจ
“ออกไปข้างนอกกันเถอะ”
แซมสันพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหันเสียจนราฟาเอล ตามไม่ทัน
เขาเดินออกไปตรงปากอุโมงค์แล้วหันมามอง ราฟาเอลที่ยังคงนั่งอยู่กับพื้น
“จะมาด้วยกันไหม?”
“อะ...อืม”
ราฟาเอล ขานรับแล้วลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินตามแซมสันออกไป
ถึงเธอจะรู้สึกงงเพราะตามอารมณ์ของอีกฝ่ายไม่ทัน
แต่เธอก็รู้สึกดีใจที่แซมสันไม่ถามเซ้าซี้เธออีก
++++++++++++++++++++++++++++
“มาเล่นไล่จับกัน”
“หะ?”
ราฟาเอล
ถึงกับงงไปชั่วขณะหนึ่ง เมื่อจู่ๆชายหนุ่มที่เธอเพิ่งรู้จักได้ไม่นานแล้วเป็นคนที่ชวนเธอออกมาเดินเล่น
จู่ๆก็มาชวนเธอเล่นไล่จับซะงั้น
ในตอนนี้พวกเขาอยู่บนตึกหลังหนึ่งซึ่งเธอก็ไม่แน่ใจว่าตึกหลังนี้มันอยู่ตรงส่วนไหนของมหานครนิวยอร์ก
“มา-เล่น-ไล่-จับ-กัน
หรือว่าเธอเล่นไล่จับไม่เป็น?” แซมสันตอบอีกฝ่ายช้าๆ
อย่างชัดถ้อยชัดคำแล้วถามราฟาเอลกลับ
“ก็ต้องเล่นเป็นสิ”
ราฟาเอล ตอบ เธอเริ่มจะรู้สึกอยากชกปากกวนๆของแซมสันขึ้นมาตะหงิดๆ
ถึงแม้อีกฝ่ายอาจถามเธอด้วยความใสซื่อ(?) แต่แบบนี้มันก็กวนอารมณ์กันเกินไปแล้ว
แค่นิสัยของน้องชายเธอ ไมกี้ ก็ทำเอาเธอคันไม้คันมือตบกบาลไปหลายรอบแล้ว...เธอไม่ใช่คนมีความอดทนสูงนะ!!...
“งั้นมาเล่นกัน
เธอหนี ส่วนฉันไล่” แซมสันกล่าวใบหน้าเรียบเฉยทำให้ราฟาเอลไม่อาจรู้ได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
ซึ่งในหัวของเขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก...ก็แค่...อยากจะให้ราฟาเอล
ลืมเรื่องที่ทำให้เธอร้องไห้...ซึ่งการเล่นสนุกน่าจะช่วยได้...เขาคิดว่างั้น
และหวังว่าจะได้ผลด้วย...
“เหอะ
ฉันไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ ทำไมฉันจะต้องเล่นกับนายด้วยล่ะ” ราฟาเอล พูดพลางยกมือขึ้นมากอดอก
“สำหรับเธอ
มันอาจเป็นการเล่นแบบเด็กๆ แต่สำหรับฉันมันคือการฝึกและการผ่อนคลาย
การได้วิ่งไล่อะไรสักอย่างมันทำให้เราลืมเรื่องไม่ดีไปได้นะ”
แซมสันกล่าวตามที่เขาคิดและสิ่งที่ครอบครัวสอนให้เขา
“...ถะ...ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ
แต่ทำไมฉันต้องเป็นฝ่ายโดนวิ่งไล่ด้วยล่ะ ทำไมนายไม่เป็นฝ่ายมาถูกวิ่งไล่แทน”
ราฟาเอล ถาม ในขณะที่หัวใจของเธอเต้นระรัว
เธอรู้ได้ในทันทีว่าที่อีกฝ่ายชวนเธอมาเล่นไล่จับบ้าบออะไรนั้นก็เพื่อจะให้เธอลืมเรื่องที่ทำให้เธอร้องไห้...ไม่รู้ทำไม...แต่ราฟาเอลไม่เคยเจอคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงสัปดาห์มาทำอะไรแบบนี้เพื่อเธอมาก่อน
แซมสันอาจแปลก...แปลกพิลึกพิลั่นในแบบที่เธอไม่เคยเจอมาก่อน...แต่อีกฝ่ายก็เป็นคนดี
และน่ารัก...แบบแปลกๆ...
“...ก็เพราะว่าฉันไม่อยากเอาเปรียบเธอ
เธอเป็นนินจาใช่มั้ยล่ะ? งั้นก็หมายความว่าเธอซ่อนเก่ง มากกว่าไล่ล่า” แซมสันตอบตามที่เขาคิด
และแน่นอนว่าคำตอบนั้นสร้างความไม่พอใจให้กับราฟาเอล
“นายรู้ได้ยังไงว่าฉันเป็นนินจา
แต่เดี๋ยวก่อนนะ นี่นายดูถูกฉันงั้นเหรอ!!”
ราฟาเอล ถามด้วยความไม่พอใจ
“สำหรับคำถามแรก
อาวุธที่เธอใช้ ส่วนใหญ่เป็นอาวุธที่พวกนินจาเขาใช้กัน ฉันจึงฟันธงว่าเธอเป็นนินจา
และสำหรับคำถามที่สอง เปล่า ก็แค่ ฉันแข็งแกร่งกว่าเธอและโหดกว่าเธอ มันก็แค่นั้น”
“เฮอะ
หลงตัวเอง อย่ามั่นใจให้มันมากไป”
“ฉันมั่นใจ...อย่างน้อยก็เรื่องความโหด
แต่ยังไงซะ...เรื่องความแกร่งนั้น...ฉันก็ยังมั่นใจเหมือนเดิม”
“ฉันจะทำให้นายได้เห็นว่าฉันแกร่งแค่ไหน”
“งั้นเธอก็ตกลงจะเล่นแล้วสินะ”
“เฮอะ ก็ได้
แล้วถ้าฉันชนะ ฉันจะได้อะไร”
“นั้นสินะ
แล้วเธออยากได้อะไรล่ะ?”
คำถามของแซมสันทำให้ราฟาเอล
นิ่งเงียบอย่างใช้ความคิด...นั้นสินะ...แล้วเธออยากได้อะไรล่ะ?
...รู้สึกว่าในตอนนี้เธอจะไม่ได้อยากได้อะไรเป็นพิเศษเสียด้วยสิ
ในขณะที่เต่าสาวกำลังยืนครุ่นคิดอยู่นั้น
แซมสันก็ยืนมองด้วยความใจเย็น แต่พอดวงตาสีทับทิมของเขามองจ้องที่ดวงตาสีมรกตของอีกฝ่าย
มันก็ทำให้เขารู้สึกราวกับว่ามีผีเสื้อเป็นฝูงบินอยู่ในท้อง
มันรู้สึกหวิวๆโหวงๆในท้องยังไงพิกล...เขาป่วยงั้นเหรอ?... แย่ล่ะสิ
แถวนี้ไม่มีหมอสำหรับอมนุษย์อย่างเขาเสียด้วยสิ...
“เอางี้
ถ้าฉันชนะ นายจะต้องทำตามคำสั่งของฉันทุกๆอย่าง ตกลง มั้ย?” เสียงของราฟาเอลทำให้ แซมสันหลุดออกจากห้วงความคิดเขาสะบัดหัวไล่ความคิดและพยายามจะลืมความรู้สึกโหวงๆในท้องนั้นไปซะ
แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะเขาเพิ่งจะมีความรู้สึกได้ไม่นาน
และความรู้สึกนี้มันก็แปลกใหม่สำหรับเขา
แซมสันจึงยังรับมือกับมันได้ไม่ค่อยดีเท่าไร...ไม่สิ...ต้องบอกว่า
รับมือไม่ได้เลยต่างหาก...
“อ่า อืม”
แซมสันทำเพียงแค่ขานรับ เมื่อเขาสบตากับราฟาเอล
เขารู้สึกเหมือนกับหัวใจของเขามันเต้นแรงยังไงพิกล
“นั้นนาย
เป็นอะไรน่ะ แซม หน้านายดูแดงๆนะ”
ราฟาเอลที่สังเกตเห็นใบหน้าของชายหนุ่มขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อยจึงถามออกไปด้วยความสงสัย
“ฉันก็ไม่รู้
มันร้อนๆยังไงก็ไม่รู้สิ ว่าแต่ เมื่อกี้เธอเรียกฉันว่าแซมงั้นเหรอ?”
“อ่า ก็ใช่
ไหนมาดูหน่อยสิ” ราฟาเอล พูดพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้แซมสันที่ยืมมองเธอนิ่งๆ เต่าสาวหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแซมสัน
ทั้งสองสบตากันก่อนราฟาเอลจะโอบมือทั้งสองข้างรอบหลังคอของแซมสันแล้วโน้มให้ชายหนุ่มก้มลงมาหาเธอ
หน้าผากของทั้งคู่สัมผัสกัน ระยะห่างที่ลดลงและความใกล้ชิดที่มากขึ้นทำให้แซมสันยิ่งรู้สึกปั่นป่วน
ทั้งลมหายใจของเต่าสาว กลิ่นอาย ความอบอุ่น ดวงตาสีเขียวสวยงามคู่นั้น
มันทำให้เขา...
“เฮ้ย!” ราฟาเอลอุทานด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆหน้าผากของแซมสันก็ร้อนราวกับไฟแถมยังมีควันขึ้นอีก
ทำให้เธอรีบผละออกจากชายหนุ่มแทบไม่ทัน
“อะ...อ่า
ขอโทษนะ สงสัยเพราะใกล้วันเกิดฉัน เลยรู้สึกแปลกๆน่ะ ไหนขอฉันดูหน่อยสิ”
แซมสันพูดด้วยความตกใจ เขารีบเข้าไปหาราฟาเอลที่ยกมือขึ้นมากุมหน้าผากของตัวเอง
ชายหนุ่มดึงมือของเต่าสาวออกจากหน้าผากของเธอ เขาประคองใบหน้าของราฟาเอล ไว้
เขามองหน้าผากของเต่าสาวที่เป็นรอยเหมือนโดนเหล็กลนไฟบาด
ได้กลิ่นเนื้อไหม้อ่อนๆนิดหน่อย
เขาลูบใบหน้าของเธอเพื่อเป็นการปลอบแล้วค่อยๆเป่าหน้าผากของเต่าสาว ราวกับเวทมนต์
เมื่อรอยแผลไหม้ค่อยๆหายไป จนกระทั่งหน้าผากของราฟาเอล
ไร้รอยแผลอย่างที่มันควรจะเป็น
“หัวนายไหม้มันเกี่ยวอะไรกับวันเกิดนายด้วยล่ะ?”
ราฟาเอล ถาม เธอจ้องมองการกระทำของแซมสันทุกอย่าง มาคราวนี้เป็นฝ่ายเธอเองที่รู้สึกหน้าร้อนนิดๆ
หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นและเริ่มรู้สึกร้อนๆขึ้นมาแล้วสิ...หรือว่าเธอกำลังจะไฟลุกอีกคนน่ะ?!...
“ก็...อ่า...จะว่าไงดีล่ะ...เวลาใกล้ถึงวันเกิดของฉันทีไร
มันมักจะมีอาการแปลกๆเกิดขึ้นกับฉันตลอดเลยล่ะ อย่างหัวไหม้นี่ก็นับ มั้งนะ”
แซมสัน ตอบ ถึงเขาจะไม่แน่ใจแต่ก็...คิดว่าน่าจะใช่...ล่ะมั้งนะ...
“งั้นก็แปลว่า
ใกล้ถึงวันเกิดนายแล้วสินะ”
“คิดว่างั้น...มั้งนะ”
“ตกลงว่าใช่หรือไม่ใช่?”
“คือ...ฉันไม่รู้วันเกิดตัวเอง
ปกติมันรู้ด้วยสัญชาตญาณน่ะ”
“งั้นเหรอ”
“อืม”
“นี่”
“หืม?”
“นายจะยืนจ้องหน้าฉันแบบนี้อีกนานมั้ย”
เมื่อได้ยินดังนั้น
แซมสันก็รีบผละถอยห่างออกมาจากราฟาเอล ทันที แต่ดูเหมือนจะรีบไปหน่อย
ทำให้เขาเกือบพลัดตกจากตึก โชคยังดีที่ราฟาเอล คว้าสาบเสื้อของเขาไว้ได้ทัน
เต่าสาวออกแรงดึงให้ชายหนุ่มกลับเข้ามาอยู่ยังที่ๆปลอดภัย หากแต่ด้วยกำลังแขนที่มีมากกว่า...อ่า...ผู้หญิงทั่วไป
ทำให้พอเธอออกแรงดึง ร่างของแซมสันจึงพุ่งเข้ามาหาเธอ
ถึงกระนั้นพวกเขาทั้งคู่ก็ไม่ได้ล้มลงไปกับพื้นเพียงแค่ยืนโอบเป็นหลักของกันและกันเท่านั้นเอง
“เธอ
แรงเยอะดีนะ”
“เออ ก็
ฉันออกกำลังกายบ่อย”
“...”
“...”
“ฉันว่าเราลืมอะไรไปบางอย่างนะ”
“อะไรหรอ?”
“เรากำลัง จะเล่นไล่จับกันไม่ใช่หรอ”
“...จริงด้วย”
เมื่อทั้งคู่นึกถึงสิ่งที่ลืมออก
พวกเขาก็รีบผละออกจากกันทันที ทั้งคู่ต่างถอยออกมาตั้งหลักให้ห่างๆกัน
หัวใจของทั้งสองต่างเต้นระรัวไม่ต่างกันอันเกิดมาจากเรื่องน่าตกใจที่เพิ่งเกิดขึ้นกับความใกล้ชิดที่ทั้งสองไม่เคยได้เจอ
ซึ่งทั้งคูต่างไม่เข้าใจอาการของตนเอง...ที่จริง...ราฟาเอลนั้นพอจะเข้าใจอยู่บ้าง
แต่แซมสันนั้นไม่เข้าใจมันเลยสักนิด
ในตอนนี้ในหัวของเขาได้แต่ร้องหาแม่หรือใครสักคนมาช่วยให้คำชี้แนะกับเขาถึงความรู้สึกที่เขาต้องเผชิญ
“โอเค
งั้นมาเริ่มกันเลยเถอะ เธอเริ่มวิ่งก่อนสิราฟ” แซมสันพูดขึ้น ทำให้ราฟาเอลหันมามอง
“เมื่อกี้นายเรียกฉันว่าราฟงั้นเหรอ?”
“ทีเธอยังเรียกฉันว่า
แซมเลยนี่นา ถือว่า เจ๊ากันไป”
“ก็ได้ๆ เฮอะ
ไล่ฉันให้ทันล่ะ” พอราฟาเอล พูดจบเธอก็รีบออกตัววิ่งไปทันที
เธอเริ่มรู้สึกสนุกขึ้นมานิดๆและรู้สึกตื่นเต้นกับการเล่นครั้งนี้
ถึงแม้มันจะเพิ่งเริ่ม แต่เธอก็นึกภาพตอนเธอชนะเอาไว้แล้ว
แซมสันยืนมองเต่าสาวที่ออกตัววิ่งไปอย่างรวดเร็ว
เขาก็ไม่ได้แปลกใจเท่าไรหรอกว่าอีกฝ่ายจะวิ่งเร็วแบบนั้น ก็นะ อีกฝ่ายเป็นนินจา
และนินจาค่อนข้างขึ้นชื่อเรื่องความคล่องแคล่วว่องไว แต่...
แซมสันแสยะยิ้ม
ดวงตาสีทับทิมเป็นประกาย ราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ รูม่านตาของเขาแปรสภาพทำให้ดูคล้ายกับดวงตาของแมวแต่จริงๆแล้วมันดูคล้ายดวงตาของสิงโตแต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็ทำให้ดวงตาของเขาดูน่าหวาดหวั่นและในขณะเดียวกันก็ดูน่าเกรงขามเช่นกัน
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วปล่อยลมหายใจออกมายาวๆ กรงเล็บทั้งมือและเท้ากางออก
เลือดในกายสูบฉีดด้วยความตื่นเต้น ดั่งเช่นนักล่าที่กำลังจะออกล่าเหยื่อ...แต่ราฟาเอลไม่ใช่เหยื่อ...เป็นเพียงเต่าที่เขาจะเล่นไล่จับด้วยเท่านั้นเอง...
ชายหนุ่มออกก้าวเดิน
2-3 ก้าวก่อนที่ร่างของเขาจะหายไปในชั่วพริบตา
.
.
.
ไม่แน่ใจว่าเธอวิ่งมานานเท่าไรหรือว่าไกลมากแค่ไหนแล้ว
แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีวี่แววของแซมเลย ไม่แน่ว่าเขาอาจตามเธอไม่ทัน...เฮอะ...เก่งแต่ปาก...เธอคิดก่อนจะชะลอความเร็วลงจนกระทั่งกลายเป็นหยุดยืนอยู่กับที่...เอาเถอะ...เธอจะต่อให้สักหน่อยก็ได้
เธอจะหยุดยืนอยู่นิ่งๆกับที่แล้วนับ 1-20 ก็แล้วกัน
“เธอเหนื่อยแล้วหรอ?”
เสียงที่ดังมาจากด้านหลังและความรู้สึกเหมือนกับว่ามีใครบางคนมายืนซ้อนหลังทำให้ราฟาเอลหันไปมอง
แต่กลับไม่พบใครยืนอยู่ตรงนั้น มีแต่ความว่างเปล่า
“เธอประมาทฉันไป
สาวน้อย ฉันเร็วกว่าที่เธอคิด” เสียงเดิมที่ดังขึ้นมาพร้อมกับร่างของคนคุ้นเคยที่ปรากฏ
แว่บๆตรงหางตาทำให้เธอเหลียวมองซ้ายขวาแต่ก็ยังไม่พบใคร
“อย่าคิดว่าเธอเป็นวิชานินจาคนเดียว”
ในครั้งนี้ เสียงนั้นมันดังขึ้นรอบด้าน มันเริ่มจะทำให้เธอรู้สึกหวาดระแวง
มือทั้งสองข้างจับไซต์ไว้เพื่อความอุ่นใจของเจ้าตัว
“ฉันเป็นทั้งนินจาและซามูไร
ฉันว่าเธอแพ้นะราฟ” เสียงเดิมดังขึ้นพร้อมกับโลกทั้งใบที่มืดลงเพราะฝ่ามือหนาของใครบางคนที่ปิดลงมาบนดวงตาของเธอ
กระดองของเธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของร่างกายใครบางคน...จะเป็นใครไปได้ล่ะนอกจาก...
“แซม
นั้นนายหรอ?”
“จับได้แล้ว”
“เอาจริงดิ
เอามือของนายออกไปซะ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น
แซมก็ต้องยอมเอามือออกจากดวงตาของราฟอย่างช่วยไม่ได้ และดูท่าเต่าสาวจะเริ่มอารมณ์บูดเสียแล้วสิ
แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร
เสียงของการต่อสู้และเสียงฝีเท้าคนก็ดังขึ้นมาเสียก่อน
แซมสันรีบดึงตัวราฟาเอลเข้ามาหลบตรงซอกแท้งค์น้ำในทันที ภาพการต่อสู้ที่ปรากฏตรงหน้าพวกเขาทั้งสองทำให้ราฟาเอลเบิกตากว้าง...พี่น้องของเธอกำลังต่อสู้อยู่กับพวกฟุตแคลง...เธออยากจะออกไปร่วมสู้ด้วย
แต่เธอไม่อาจทำเช่นนั้นได้...
“เต่านินจา
อีกแล้ว เธอรู้จักพวกเขามั้ย?” แซมสันถามเสียงกระซิบที่ข้างหู
นี่เป็นอีกครั้งที่พวกเขาทั้งสองแนบชิดกัน ราฟาเอลไม่ได้ตอบคำถามของแซมสัน
เธอทำเพียงแค่ซุกหน้ากับอกของเขาแล้วพยักหน้าให้เป็นคำตอบเท่านั้น
ในขณะที่ดวงตาของเธอจับจ้องการต่อสู้ข้างนอกและเธอจ้องมองเต่าหนุ่มที่ผูกผ้าคาดตาสีฟ้าเป็นพิเศษ
หัวใจของเธอเต้นระรัวเสียจนแซมสันรู้สึกได้ ราฟาเอล อยากจะเบือนหน้าหนีแต่...เธอทำไม่ได้...เธอไม่เคยอยากจะจากครอบครัวมา...แต่สุดท้าย
ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาก็ต้องเป็นฝ่ายทิ้งเธอก่อน...เธอรู้ดี... ดังนั้น
ก่อนที่เธอจะถูกทิ้ง...เธอขอเป็นฝ่ายทิ้งทุกๆคนมาเองดีกว่า...ถึงมันจะปวดใจ...และเธออยากจะตัดใจจากครอบครัวมากเพียงไร...แต่เธอก็ทำไม่ได้...เช่นเดียวกับการตัดใจ...จากใครบางคน...
น้ำตาค่อยๆไหลลงมาจากดวงตาของราฟาเอล
เธอในตอนนี้ รู้สึกสับสน...เรื่องมันคงจะไม่เป็นแบบนี้
ถ้าไม่ใช่เพราะผู้หญิงคนนั้น...
แซมสัน
ไม่เข้าใจถึงอาการของราฟาเอล ความรู้สึกสับสนของราฟาเอล ทำให้เขางุนงงไม่ใช่น้อย
เขาเข้าใจแค่ ราฟาเอลรักเต่าหนุ่มคาดผ้าฟ้าแค่นั้น
แต่ดูเหมือนมันจะเกิดเรื่องอะไรบางอย่าง...อะไรบางอย่างที่เขาไม่มีทางเข้าใจถ้าราฟาเอล
ไม่เล่าให้เขาฟัง... แซมสันในตอนนี้ทำได้แค่เพียงโอบกอดราฟาเอลไว้
ให้เธอร้องไห้ในอ้อมกอดของเขา และเขาก็จะกอดปลอบเธอ มอบความอบอุ่นให้เธอ
เพื่อให้เธอคลายเศร้า ...หวังว่านะ...
ใช้เวลาสักพักกว่าการต่อสู้จะจบลง
กว่าพวกนินจาและเต่าทั้ง 3 จะจากไป ก็ใช้เวลานานอยู่พอสมควร พอพวกนั้นไปหมด
ทั้งคู่ก็ออกมาจากที่ซ้อน ราฟาเอลไม่ยอมมองหน้าแซมสันเลยสักนิด
“มีอะไรอยากจะพูดมั้ย
ราฟ?” แซมถาม เขาอาจไม่อยากถามเซ้าซี้และเคารพในสิทธิ์ของอีกฝ่ายก็จริง
แต่ในเมื่อมาถึงขั้นนี้มันต้องระบายออกมา...อีกฝ่ายต้องบอกให้เขาได้รับรู้...เขาจะได้สามารถช่วยได้...มั้งนะ...
“ไม่มี”
“ฉันไม่อยากจะถามเซ้าซี้และ
ไม่อยากบังคับให้เธอพูด แต่ ได้โปรด บอกมาเถอะ ฉันจะได้ช่วยเธอได้”
“ปัญหาของฉัน
นายช่วยฉันไม่ได้หรอก”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?”
“ก็เพราะว่า...ช่างมันเถอะ”
ไม่ใช่แค่ราฟาเอลไม่ยอมบอกอะไรเขา
เต่าสาวยังผละออกจากตัวเขาแล้วหันหลังให้เขา ราวกับกำลังปกปิดบางอย่างไว้
เธอจ้องมองท้องฟ้าที่แทบจะไม่มีแสงดาวเลยสักดวงของมหานครนิวยอร์ก แซมสันทำเพียงมองราฟาเอลด้วยความช่างใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหาเธอ
ฝ่ามือหนาจับที่ไหล่ของเต่าสาวทำให้เจ้าตัวหันมามองคนจับ
“ดวงตาของเธอ
สวยมากเลยราฟาเอล”
“หะ?”
ประโยคที่แซมสันเอื้อนเอ่ยออกมาทำให้ราฟาเอลใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อแข่งกับผ้าคาดตาสีแดงของทันที
ซึ่งดูเหมือนแซมจะไม่ได้ใส่ใจอาการนั้นของเต่าสาวเลยสักนิด
“ฉันพูดจริง
ดวงตาของเธอสวยมากราฟาเอล มันบ่งบอกถึงตัวตนของเธอ
และตัวตนของเธอ...สวยงาม...มันคือสิ่งที่เธอเป็น เธอเป็นคนดีและงดงาม ฉันชอบเธอ
ในตอนที่ดวงตาของเธอบ่งบอกถึงความสุขในจิตใจของเธอ แต่ในตอนนี้ มันกลับมัวหมอง”
แซมสันพูดพลางยกมือขึ้นมาจับข้างแก้มราฟาเอล ซึ่งในตอนนี้หน้าแดงไปหมดแล้ว
ดวงตาสีเขียวเบิกกว้าง หัวใจในอกเต้นระรัวราวกับกลองศึก
“ให้ฉัน
ได้ทำให้เธอกลับมามีความสุขอีกครั้ง
ให้ฉันได้กำจัดความทุกข์ไปจากใจของเธอเถอะนะราฟาเอล อย่างน้อยเธอแค่ระบายเรื่องไม่สบายใจให้ฉันได้ฟังก็ได้
ให้ฉันได้ช่วยเธอเถอะนะราฟ” แซมกล่าวด้วยความมุ่งมั่น
ดวงตาของเขาเป็นประกายราวกับเม็ดทับทิมยามต้องแสงแดดยามเช้า
ประกายแสงในดวงตาของแซมและความตั้งใจของเขาทำให้ราฟใจอ่อน
เธอถอนหายใจออกมาก่อนจะหันหลังให้เขา เธอมองลงไปยังพื้นถนนด้านล่าง ทั้งๆที่มันน่าจะดึกมากแล้ว
แต่ก็ยังสามารถเห็นคู่รักหลายๆคู่เดินเคียงข้างกันบนท้องถนนได้ ซึ่งภาพเหล่านั้นมันทำให้เธอรู้สึกเจ็บในอก
ราฟเริ่มเล่าเรื่องของครอบครัวเธอให้ฟัง
เธออาศัยอยู่กับพี่น้องอีก 3 คนและอาจารย์ของเธอซึ่งก็คือพ่อบุญธรรมของเธอ ในครอบครัวไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นเต่าเพศหญิง
นอกจากพ่อกับเพื่อนใหม่ของครอบครัวที่เป็นมนุษย์ธรรมดาชื่อ เอพลิว โอนิว พี่ชายของเธอ
ลีโอนาร์โด เต่าหนุ่มผ้าคาดฟ้าที่พวกเขาเพิ่งเห็นไป
เป็นคนที่เธอตกหลุมรักมานาน...ที่จริง...ราฟเพิ่งจะรู้ตัวเมื่อไม่นานมานี้เอง
และเพราะรู้ตัวช้าไป ลีโอ จึงไปตกหลุมรักนินจาสาวฝ่ายศัตรู
เมื่อราฟรู้ว่าลีโอไปตกหลุมรักสาวอื่น เธอโกรธมาก...ทั้งโกรธและริษยา...
เธอทำอะไรไม่ถูกจึงเรียกพี่ชายมาคุยด้วย...แต่เพราะเธอเป็นคนอารมณ์ร้อนและมุทะลุ
ทำให้เธอกับพี่ชายทะเลาะกัน...เขาบอกว่าการอยู่กับครอบครัวนี้เหมือนเป็นการกักขัง
เขาอยากจะมีอิสระ อยากออกไปจากครอบครัวนี้ อยากไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้น...คาราย...
แล้วพอราฟได้ยินดังนั้น...เธอคิดว่าลีโอจะทิ้งเธอไป
เธอไม่อยากให้ลีโอต้องไปจากที่นี่ เธออยากให้เขาอยู่ที่นี่
แต่ด้วยไฟโทสะที่มีอยู่ในใจ ทำให้เธอเผลอทำร้ายลีโอไปโดยไม่ได้ตั้งใจ...เธอแค่อยากให้ลีโออยู่ที่นี่
เท่านั้นเอง เธอไม่ได้เกลียดเขา เธอไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเขา...แต่ถ้าลีโอบาดเจ็บ
เขาก็จะไปไหนไม่ได้ เขาจะอยู่ที่นี่...เธอ...สับสนไปหมดแล้ว...ทั้งพ่อและน้องๆของเธอต่างพากันโกรธเธอซึ่งราฟไม่แปลกใจเลยสักนิด
...พวกเขาเกลียดเธอแล้วสินะ...และอีกไม่นานทุกๆคนก็จะทิ้งเธอไป...ด้วยความสับสน
ความกลัวและอารมณ์หลายๆอย่างผสมปนเปกันไป เธอจึงหนีออกมา
แล้วก็มาพบกับแซมสันในท่อระบายน้ำ...
“ฉันรักเขา
ฉันไม่ได้เกลียดเขา มันเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้น ถ้าเธอไม่มาที่นี่ ถ้าเธอไม่มาพบกับลีโอ
ถ้าเธอไม่เกิดมา...ฉันเกลียดเธอ...ฉันอิจฉาเธอ...ฉัน...ฉัน...” ราฟาเอล
พูดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมาไม่หยุด ร่างกายของเธอสั่นเทาอย่างช่วยไม่ได้
เธอพยายามจะไม่ร้องไห้
เธอพยายามจะเข้มแข็งแต่ในตอนนี้...เธอไม่สามารถทำเช่นนั้นได้...
แซมสันได้แต่ยืมมอง...เขา...เข้าใจความรู้สึกของราฟดี
เพราะว่าเขาเองก็เคยรู้สึก แบบนี้กับแม่ของเขา... ถ้าไม่มีกาเร็ธ
ไอ้เด็กต่างแม่นั้น แม่ก็จะสนใจแต่เขา...ชายหนุ่มเคยคิดเช่นนั้น
ซึ่งเขาคิดว่ามันคงคล้ายกับความรู้สึกของราฟในตอนนี้
ถ้าเขาสามารถผ่านเรื่องแบบนั้นมาได้ ราฟก็ต้องผ่านมันไปได้...เขาจะช่วยราฟเอง...
“ฉันเข้าใจเธอราฟ”
แซมพูดขึ้น ชายหนุ่มเดินมาอยู่ตรงหน้าเต่าสาว
แล้วใช้ฝ่ามือหนาของตนปาดเช็ดน้ำตาให้กับอีกฝ่าย เขาพยายามจะยิ้ม แต่ไม่รู้ว่าหน้าของเขามันจะยิ้มอย่างที่เขาต้องการหรือเปล่า
“ฉันเคยรู้สึกแบบนั้น
กับแม่ของฉัน ฉันรักแม่มาก...มากเกินคำว่าแม่ เพราะว่าในตอนนั้น
ฉันคิดว่ามีแต่แม่ที่รักฉัน น้องชายของฉัน...ฉัน...ไม่ค่อยชอบเขา
น้องชายต่างแม่ของฉัน...เขาชอบเรียกร้องความสนใจจากแม่ของฉัน ...ในตอนนั้น...ฉันคิดว่า...ฉันไม่อยากให้มันมีตัวตน
ไม่อยากให้มันเกิดมาบนโลกใบนี้” แซมเล่าเรื่องของเขาให้ราฟฟัง
ทั้งเรื่องที่ไม่มีใครยอมรับเขาเป็นลูกทำให้เขาไม่มีพ่อ
เขาเกิดมาแล้วไม่มีความรู้สึก จนกระทั้งแม่ได้มอบความรู้สึกให้กับเขา
ด้วยความรักและความหวังที่แม่มอบให้ ทำให้เกิดปาฏิหาริย์ เขามีความรู้สึก
คนในครอบครัวยอมรับเขา ช่วงเวลาหลังจากนั้นเป็นช่วงเวลาที่แซมคิดว่าเขามีความสุขที่สุด
แต่เขาและครอบครัวก็ยังต้องเจอกับเรื่องแย่ๆ...เพื่อปกป้องคนที่พวกเขารัก...
“ไม่เป็นไรราฟ
เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ในตอนนี้ เธอมีฉัน” แซมสันพูดพร้อมกับคว้าเธอเข้าไปกอด
เขาแค่พยายามจะปลอบใจเธอ ในแบบที่เขารู้
ถ้าคุณเติบโตมาในป่า
มีสิงโตเป็นฝูงเลี้ยงมา คุณคงเข้ากับสังคมของมนุษย์ได้ยาก การกระทำของคุณ
ในบางครั้งมันสามารถทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดได้ อย่างแซมสันที่ไม่เคยมีความรู้สึก
ไม่เคยเจอกับคนบนดินแดนของมนุษย์มาก่อน อยู่แต่ในประเทศประหลาดๆทำให้เขาแสดงการกระทำออกมาได้แปลกประหลาดมาก...แปลกสำหรับมนุษย์และราฟ...
แต่ทุกๆการกระทำของแซมล้วนมาจากใจจริงทั้งนั้นซึ่งการกระทำจากใจจริงและการกระทำที่แสนดีของเขา...ถึงแม้จะแปลก...แต่ความแสนดีของเขาทำให้เต่าสาวรู้สึกหวั่นไหว
“รู้มั้ย
อะไรทำให้รู้สึกดีได้ในช่วงเวลาแบบนี้” จู่ๆแซมสันก็พูดขึ้น ถึงใบหน้าของเขาและแววตาจะนิ่ง...รวมถึงน้ำเสียง...แต่สิ่งที่เขาพยายามจะสื่อนั้นทำให้ราฟพอรู้ว่าอีกฝ่ายพยายามจะทำให้เธอหายเศร้าใจ...อีกครั้ง...
“บินยังไงล่ะ”
“หะ? อ้ากกก!!”
หลังจากแซมสันพูดจบ
ชายหนุ่มกับอุ้มราฟาเอลในท่าเจ้าสาว แล้วกระโดดดีดตัวทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้ากว้างในยามราตรีทันที
ราฟที่ไม่เคยถูกใครอุ้มแล้วพุ่งตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างกะทันหันก็ถึงกับร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ
เธอรีบคว้ากอดคอของแซมด้วยความกลัวตก แต่เมื่อผ่านไปสักพัก
ความเงียบสงบและลมเย็นๆที่กระทบผิวกาย ทำให้เธอผ่อนคลายลง
ความกลัวและความตกใจค่อยๆหายไป ราฟที่ในตอนแรกซุกหน้าที่คอของแซม
ก็เงยหน้าขึ้นมามองดูรอบข้าง
วิสัยทัศน์ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับราฟเป็นอย่างมาก
เธอเอื้อมมือออกไปสัมผัสก้อนเมฆที่แซมพาบินผ่าน
รู้สึกได้ถึงความเย็นของไอน้ำที่เธอสัมผัส ราฟรู้สึกราวกับตัวเองกำลังฝันไป
เธอหันมามองคนที่กำลังอุ้มเธอบินอยู่ เสี้ยวหน้าที่สะท้อนกับแสงจันทราและแสงของดวงดาราอ่อนๆ
ทำให้ชายหนุ่มผู้นี้ดูราวกับรูปปั้นที่พระเจ้าทรงสร้างสรรค์ขึ้นมา
เขาดูราวกับเทพบุตร
ราฟาเอลไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าเธอจะมีโอกาสได้เป็นมิตรกับผู้ชายแบบนี้
เธอช่างโชคดี...ที่ได้พบกับแซมสัน...และแซมสันเอง...ก็คิดไม่ต่างจากเธอ...
+++++++++++++++++++++
ณ ท่าเรือ
ในมหานครนิวยอร์ก
ในเวลายามค่ำคืนเช่นนี้ ท่าเรือในมหานครนิวยอร์กเป็นสถานที่
ที่นับได้ว่าเปลี่ยวที่สุดและอันตรายที่สุด
แต่ทว่ากลับมีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งชมจันทร์อยู่ตรงท่าเรือ
เธอเลือกที่จะไม่ใส่ใจพวกนินจาในเงามืดที่พากันมาขนอาวุธไปจากโกดังของท่าเรือ
ดวงตาสีฟ้าจ้องมองท้องฟ้ายามราตรีที่สะท้อนกับท้องทะเล หางปลาสีดำเป็นประกายยามต้องแสงจันทร์สะบัดน้ำทะเลเล่นอย่างไม่ใส่ใจสิ่งใด
เจนน่า เลโอเน่-ฮาวเล็ตต์
นั่งสะบัดหางปลาของเธอเล่นไปมาเพื่อรอใครบางคน
เธอก็อยากจะเข้าไปจัดการพวกนินจาน่ารำคาญพวกนั้นอยู่หรอก
ถ้าเจ้าพวกนั้นมันไม่ใช่พวกของเธอคนนั้น
ป่านนี้เจนน่าคงเข้าไปจัดการพวกมันเรียบร้อยแล้ว
เธอไม่ได้เกลียดนินจาหรืออะไรทำนองนั้น แต่เธอยังพอจำได้จากความทรงจำที่เลือนราง
พวกนินจาพวกนั้น...พวกฟุตแคลง...ไม่ใช่คนดี...
เจนน่าตั้งใจจะพยายามหาทางช่วยดึงเธอคนนั้นออกมาจากกลุ่มนินจาบ้าๆนี่
แต่เธอยังคิดไม่ออกว่าจะต้องทำยังไงดี
ในตอนนี้เจนน่าทำได้เพียงแค่อยู่เคียงข้างเธอคนนั้นและพยายามฉุดรั้งไม่ให้หล่อนทำเรื่องแย่ๆไปมากกว่านี้
ถ้าไม่ใช่เพราะเธอยังหาทางกลับไปมี สองขาเดินดินแบบมนุษย์ไม่ได้ล่ะก็
ป่านเธอคงออกไปตามหาน้องสาวฝาแฝดของเธอ โอฟีเลีย แล้วล่ะ ไม่รู้ป่านนี้จะไปนั่งร้องไห้สั่นกลัวอยู่ที่ไหน
และคงออกสืบหาความจริงรวมถึงพยายามช่วยเธอคนนั้นไปแล้ว...แย่ที่สุด...การมีหางปลานี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด...ถึงการเป็นนางเงือกมันจะไม่ใช่เรื่องเลวร้าย...นิดหน่อย...แต่การเดินบนบกตามความเคยชินตั้งแต่เกิดไม่ได้นั้นเป็นเรื่องที่ทำให้เธอค่อนข้างขุ่นเคืองใจเป็นที่สุด...
เสียงฝีเท้าที่เดินใกล้เข้ามา
ถึงแม้อีกฝ่ายจะสามารถทำให้มันเงียบกริบเพียงไร แต่ด้วยประสาทหูที่ดีเกินคนบวกกับประสบการณ์ที่เคยฝึกวิชานินจามาก่อน
ทำให้เธอสามารถรับรู้ได้ว่า เธอคนนั้นที่เจนน่ากำลังรออยู่ได้มาถึงแล้ว
“เธอมาช้านะ
คาราย” เจนน่ากล่าวทั้งๆที่ยังไม่ได้หันไปมอง
เธอมั่นใจว่าใครกำลังเดินเข้ามาใกล้เธอ
ผู้มาใหม่ไม่ตอบอะไร
ในทางกลับกัน ร่างในเงามืดนั้นกลับแสยะยิ้มก่อนจะพุ่งเข้าหาเจนน่าที่ยังคงนั่งหันหลังอยู่
แสงจันทราส่องผ่านหมู่เมฆาสีทึบทำให้ภาพทุกๆอย่างปรากฏชัดเจนมากขึ้น
ร่างในเงามืดนั้น แท้จริงแล้วคือหญิงสาวผมสีดำสั้นส่วนผมด้านหลังเป็นสีออกทองๆ
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ในชุดนินจา เธอหาได้ต้องการทำร้ายเจนน่าไม่
เธอเพียงแค่พุ่งเข้ามากอดเจนน่าก็เท่านั้นเอง
ใบหน้างดงามของสาวมาใหม่ซุกลงที่ไหลเย็นชื้นของเจนน่า
มือภายใต้ถุงมือสีดำโอบกอดเอวของเงือกสาวแน่น
แรงกอดที่แน่นขึ้นทำให้เจนน่าเริ่มรู้สึกอึดอัด
“เอ่อ คาราย
กอดแน่นไปแล้วที่รัก” เจนน่าพูดยิ้มๆ
อีกฝ่ายยิ่งกอดเธอแน่นเข้าไปอีกก่อนคารายจะหอมแก้มเจนน่าไปหนึ่งฟอดใหญ่ๆ
“เจนน่าที่รัก
ฉันคิดถึงเธอที่สุดเลย~” คารายกล่าวด้วยรอยยิ้ม...รอยยิ้มเปี่ยมสุขอย่างที่คนๆหนึ่งจะยิ้มได้จากใจจริง...
หล่อนถูใบหน้าของหล่อนไปมากับลาดไหล่ของเจนน่าแล้วหอมแก้มของเธอไปอีกหลายฟอด
“วันนี้ฉันเหนื่อยมากๆเลยล่ะ
ท่านพ่อจะทำฉันสติแตกอยู่แล้ว”
คารายพูดเสียงอู้อี้เพราะเธอยังคงซุกหน้าอยู่ที่ไหล่ของของเจนน่า
เงือกสาวทำเพียงแค่ยิ้มแล้วยกมือเย็นชื้นของเธอขึ้นมาลูบผมสีดำของนินจาหญิงแห่งกลุ่มฟุตแคลน
“จ้าๆ
เข้าใจจ้า แก้แค้น~ สปรินเตอร์~
บลาๆๆๆ ตอนนี้ในหัวของเขาคิดแต่เรื่องพวกนี้เท่านั้นแหละ” เจนน่ากล่าวล้อเลียน
ชายในชุดเกราะ หัวหน้ากลุ่มฟุตแคลนและพ่อของคาราย
ซึ่งเหมือนเจนน่าจะจำได้ตงิดๆว่าไอ้หน้าบากในชุดเกราะนั้นมันเป็นคนฆ่าแม่ของคารายแล้วขโมยคารายมาจากพ่อแท้ๆของเธอพร้อมกับโมเมตอแหลว่าตัวเองเป็นพ่อของคาราย
แต่ให้ทำไงได้ เธอไม่มีหลักฐาน เจนน่ามีเพียงความทรงจำที่ไม่ค่อยประติดประต่อ
เธอหวังว่าเธอจะสามารถจำทุกๆอย่างได้ในเร็ววัน
เพราะถ้าเธอจำทุกๆอย่างได้มันคงเป็นเรื่องดี
ไม่ใช่มานั่งงงกับตัวเองว่าเธอรู้ได้ไงว่า อิตาเชร็ดเดอร์มันเคยไปทำอะไรกับ สปริ้นเตอร์ไว้บ้าง...รู้ได้ไง...งงฝุดๆเบยตอนนี้...
คำพูดของเจนน่าทำให้คารายหัวเราะ
เวลาหล่อนอยู่กับเจนน่า หล่อนมักจะกลายเป็นอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นคนละคนกับนินจาสาวแห่งกลุ่มฟุตแคลนที่เก่งเรื่องการต่อสู้
เมื่อหล่อนอยู่กับเจนน่า คารายเป็นเพียงแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง...ผู้หญิงคนหนึ่ง...ที่พึงจะรักผู้หญิงอีกคนได้ด้วยใจจริง...
คารายรู้ว่าถ้าหล่อนบอกเรื่องนี้กับพ่อของเธอ
หล่อนจะต้องโดนคัดค้านแน่นอน
ดังนั้นหล่อนจึงวางแผนเอาไว้ว่าพอล้างแค้นให้แม่เสร็จแล้ว หล่อนจะหนีไปอยู่กับเจนน่า...ฟังดูโรแมนติกไม่เบา...และไม่มีสิ่งใดมาขวางเธอได้
ต่อให้เป็นเชร็ดเดอร์ก็ตาม...
“ขอรางวัลคลายเหนื่อยหน่อยสิจ๊ะ
ที่รัก~”
คารายกล่าวก่อนจะค่อยๆหันหน้าเจนน่าเข้ามาประกบริมฝีปากซึ่งเจนน่าก็ไม่ได้ขัดขืน
ในทางกลับกัน เธอกลับจูบตอบคารายด้วยความรักจากหัวใจที่เธอเองก็มีให้คารายไม่ต่างกัน
... 2 เรื่องราวที่ไม่คาดฝัน...
... 2
พี่น้องที่อยู่เมืองเดียวกัน...แต่กลับไม่สามารถมาเจอกันได้...
...เว้นเสียแต่ว่าจะมีใครบางคนพาพวกเขามาเจอกัน...
...นี่เป็นเพียง...
...อีกเรื่องราวหนึ่งเท่านั้น...
TBC.
โว้ว ครบรสทั้งnormalทั้งยูริเหลือขาดวายอีก เงิบกับบุคลิกที่เปลี่ยนไปของคารายจริงๆ แต่อีหรอบนี้ลีโอหมดหวังทั้งสองทางแน่ คารายก็ไม่ได้ราฟก็แห้ว กร๊ากๆๆๆ
ตอบลบ