Kingdom Guardian: Samson Story 1 (ver.2)
มีอะไรหลายๆอย่างผิดที่ผิดทาง...เขารู้สึกเหมือนจะลืมอะไรไปบางอย่าง...แต่ตัวเขาก็ไม่อาจจำได้...มันคืออะไรกัน...หรือว่า...ที่เขาจำไม่ได้จะเป็นเพราะพลังของพ่อ...แต่ทว่า...ทุกๆครั้งที่หลับ...ภาพความทรงจำต่างๆกลับไหลเข้ามาในหัว...เขาเริ่มจำได้ทีละนิด...แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์...ตัวเขารู้ดีว่าต่อจากนี้จะต้องทำเช่นไร...ตามหาพี่น้อง...แล้วไปช่วยแม่...
“พี่ หนูหิว”
เสียงที่ฟังดูอ่อนแรง ดังมาจาก เจนน่า
เลโอเน่-ฮาวเล็ตต์ เด็กหญิงตัวเล็กที่นั่งอยู่ในอ้อมกอดของ แซมสัน
เลโอเน่-โซโลม่อน เขาก้มลงมองน้องสาวพลางยกมือขึ้นมาลูบหัวเธอเพื่อเป็นการปลอบ
พวกเขาในตอนนี้อยู่ในท่อระบายน้ำที่...อ่า...อย่างน้อยก็ไม่เหม็นและไม่สกปรกมากนัก
มันพออยู่ได้...สำหรับพวกเขา... และเขาคิดว่าพวกเขาคงอยู่ในท่อระบายน้ำของมหานครนิวยอร์ก
พวกเขาทั้งเหนื่อยและอ่อนแรง แต่ก็ยังคงมีความหวัง
พวกเขาทั้งสองถูกขังด้วยม่านพลังที่มองไม่เห็นให้อยู่แต่ในท่อระบายน้ำ ถ้าคิดว่านี่โชคร้ายแล้วล่ะก็...มันยังไม่ใช่
เพราะว่าเจนน่าโชคร้ายยิ่งกว่า
ในตอนที่เกิดระเบิดอันเป็นเหตุให้ครอบครัวของพวกเขาแตกแยก เจนน่าถูกแรงระเบิดซัดกระเด็นไปตกในท้องทะเล
และด้วยความโชคร้ายซ้ำสอง เธอค่อยๆจมลงสู่ก้นทะเลเพราะพายุและคลื่นที่ดูดกลืนเธอลงสู่ห้วงลึกของมหาสมุทร
เธอสลบไม่ได้สติด้วยบาดแผลที่ศีรษะซึ่งเกิดจากแรงระเบิด แถมยังถูกฝูงฉลามโจมตีอีก
เพื่อความอยู่รอด เซลล์ในร่างกายของเธอได้ทำปฏิกิริยาบางอย่าง
ทำให้เธอวิวัฒนาการเสียจนสามารถมีชีวิตอยู่ในท้องทะเลได้ แต่นั้นแหละคือปัญหา...
...เพราะการวิวัฒนาการที่ว่า
ทำให้เจนน่าสูญเสียขาไปแล้วได้หางมาแทน...
เธอไม่สามารถกลับมามีขาเดินได้อย่างเมื่อก่อน
ต้องติดอยู่ในร่างของนางเงือกเช่นนี้ โชคดีที่อย่างน้อยแซมสันก็ไปเจอเจนน่า
ซึ่งมันเป็นเรื่องบังเอิญที่เขาจับสัมผัสถึงน้องสาวคนนี้ได้ก่อนที่เธอจะพบกับอันตราย
ทำให้พวกเขาทั้งสองไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่กันตามลำพัง
เขาต้องคอยดูแลน้องสาวที่เหมือนจะพิการคนนี้
ในท่อระบายน้ำที่แทบจะไม่มีอะไรเลยแห่งนี้
แซมสันต้องคอยเป็นขาให้เธอ
ต้องคอยดูแลเจนน่าทุกๆอย่าง...อย่างที่เขาไม่เคยทำมาก่อน มันแปลกใหม่สำหรับเขา
แต่ว่ามันก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นในอก
“น้องแน่ใจนะ
ว่าจะกิน อาหารที่พี่ทำให้กิน” แซมสันถามเพื่อความแน่ใจ
ตัวเขาอยากให้น้องสาวกินของที่ดีกว่านี้ สะอาดกว่า หรือ...อะไรก็ได้ที่มันไม่ใช่อย่างในตอนนี้
แต่ในท่อระบายน้ำแบบนี้จะไปมีอะไรดีๆที่ว่าได้ยังไงกันล่ะ
“อืม
กินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน หนูต้องมีชีวิต หนูจะได้พบกับแม่ โอฟีเลีย
พี่น้องทุกๆคนและพ่อ” เจนน่าตอบอย่างมีความหวัง ดวงตาสีฟ้าของเธอเป็นประกายเจิดจรัส
แซมสันยกยิ้มนิดๆซึ่งมันดูอบอุ่นน้อยๆในสายตาของเจนน่า เขาลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดู
“ถ้าน้องว่าแบบนั้น
” แซมสันยกมือขึ้นมาข้างหนึ่งก่อนจะ ขย้อนก้อนเนื้อเหลวๆสีชมพูๆดูคล้ายโจ๊กใส่มือข้างที่ยกขึ้นมาและใช้มืออีกข้างที่ว่างหยิบก้อนเนื้อที่เขาขย้อนออกมา
เป็นก้อนขนาดพอดีคำแล้วป้อนน้องสาวที่กำลังรอกินอยู่ซึ่งเจนน่าก็กินมันเข้าไปอย่างไม่รังเกียจ
ภาพสองพี่น้องนั่งป้อนอาหารให้กัน
ช่างดูเป็นภาพที่อบอุ่น...อบอุ่นแบบแปลกๆ...แต่พวกเขาก็เหลือกันอยู่แค่นี้...ในตอนนี้
+++++++++++++++++++++++++++++++++
8 ปี ต่อมา
“อากาศข้างนอกนี่
สดชื่นจังเลย” เจนน่า กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเพราะว่ามันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีตั้งแต่จำความได้...อ่า...อันที่จริงก็ครั้งแรกในรอบหลายปีสำหรับความทรงจำอันเลือนรางน่ะนะ
...ซึ่งหลังจาก 8 ปี ที่ทั้งเธอและแซมสันต้องทนอาศัยอยู่ในท่อระบายน้ำ ในที่สุดพวกเธอก็สามารถออกมานอกท่อระบายน้ำได้แล้ว
สำหรับเจนน่าแล้ว โลกภายนอกมันช่างดูตื่นตาตื่นใจเสียจริง
สีสันต์ของมหานครนิวยอร์กในยามค่ำคืนทำให้เจนน่ารู้สึกตื่นเต้น
แต่เธอก็ยังพอจำได้ว่าแม่ ตายายและพี่ๆของเธอสอนไว้ว่ายังไง
...มนุษย์เป็นตัวอันตราย
แสง สี เสียง ทุกๆอย่างของมนุษย์เป็นเหมือนเหยื่อล่อให้ไปติดกับดัก
รวมไปถึงตัวมนุษย์เอง ที่เป็นกับดักชั้นเลิศในการทำลายเผ่าพันธุ์ของพวกเธอ...
“สดชื่นหรอ?
พี่ว่า...ออกจะเหม็นกลิ่นท่อไอเสียมากกว่านะ” แซมสัน สูดดมกลิ่นของโลกภายนอก
ซึ่ง...สำหรับคนจมูกสิงโตแบบแซมสันแล้ว กลิ่นมันไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าสดชื่นเลยด้วยซ้ำ
“แซม~ พี่ทำเสียบรรยากาศหมด” เจนน่า พูดด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
แน่นอนว่าเธอไม่ได้ถือสาในสิ่งที่พี่ชายของเธอพูด
ถึงแม้ว่ามันจะทำให้เสียบรรยากาศที่แทบจะไม่มีดีอะไรเลยเหล่านี้ก็ตาม
แต่สำหรับเธอก็ยังดีกว่าต้องทนอยู่แต่ในท่อระบายน้ำไปอีกนานแสนนานจนกว่าจะได้เจอแม่...แบบนั้นอึดอัดตายเลย...
“พาหนูไปเดินเล่นหน่อย~”
เจนน่ากล่าวเสียงสดใสพร้อมกับอ้าแขนออกกว้างรอให้แซมสันอุ้ม
ชายหนุ่มส่ายหัวยิ้มๆแล้วอุ้มน้องสาวขึ้นมาในท่าเจ้าสาว หางปลาสีนิลของเธอสะบัดไปมาด้วยความตื่นเต้นปนดีใจที่เธอกำลังจะได้สำรวจเมืองแห่งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ
8 ปี ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้เดินสำรวจเองก็ตาม...
การพาน้องสาวที่เป็นนางเงือกเดินไปเดินมาในมหานครนิวยอร์กนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
พวกมนุษย์ชอบยุ่งในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองและกลัวในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้
แซมสันไม่อาจพาน้องสาวเดินท่ามกลางสิ่งมีชีวิตอันตรายพวกนั้นได้...ถึงแม้พวกเขาจะอันตรายยิ่งกว่า...
แต่เขาสามารถพาเจนน่าชมเมืองจากในที่สูงๆได้
ชายหนุ่มอุ้มน้องสาวกระโดดไปมาตามตึกละฟ้าต่างๆในมหานครแห่งนี้
เจนน่าส่งเสียงร้องด้วยความดีใจและสนุก
แรงลมที่เกิดจากการกระโดดปะทะใบหน้ายิ่งทำให้รู้สึกดีเข้าไปใหญ่
“เดี๋ยวแซม
นั้นอะไรน่ะ?”
เจนน่าชี้ไปยังซอกตึกทำให้แซมสันหยุดยืนอยู่ตรงขอบตึกเพื่อหยุดมองภาพข้างล่าง
ดวงตาสีแดงจับจ้องภาพการต่อสู้ของ...หุ่นยนต์กับเต่า 4 ตัว...
เขารู้สึกอยากขยี้ตาแต่บังเอิญว่าอุ้มน้องสาวอยู่เลยทำไม่ได้นอกจากกระพริบตาปริบๆแล้วจ้องมองการต่อสู้ของพวกข้างล่าง
แต่แล้ว เขาก็สะดุดตากับเต่าตัวหนึ่ง ตัวที่ใช้ไซเป็นอาวุธและสวมผ้าคาดตาสีแดง แซมสันมองเต่าตัวนั้นนิ่ง
มันทำให้เขารู้สึกโหวงๆเหมือนกับกำลังเล่นไวกิ้ง
ราวกับมีผีเสื้อเป็นฝูงมาบินอยู่ในท้องของเขา
ทำเอาเขารู้สึกขาอ่อน...นิดหน่อย...แซมสันรู้สึกเหมือนกับตัวเองกำลังป่วยและรู้สึกปั่นป่วนสุดๆ
เขาพยายามสะบัดหัวไล่ความรู้สึกแปลกๆพวกนั้นและพยายามไม่มองเต่าตัวนั้น
แต่ทว่าเขาไม่อาจทำได้ ยิ่งได้มองเห็นดวงตาสีมรกตสวยงามของอีกฝ่าย
มันยิ่งทำให้เขาละสายตาจากอีกฝ่ายยากมาก
แซมสันไม่ใช่คนเดียวที่ละสายตาจากการต่อสู้ข้างล่างได้ยาก...หรือ...จากใครบางคนได้ยาก
ที่จริง น่าจะจากใครบางคนมากกว่า
เจนน่าสังเกตเห็นกลุ่มนินจาที่ยืนอยู่ตึกฝั่งตรงข้ามและกำลังจ้องมองมาที่พวกเธอ
เธอทั้งสะกิดและเขย่าพี่ชายเธอหลายรอบแล้ว
แต่ก็เหมือนกับอีกฝ่ายกำลังตั้งใจดูอะไรบางอย่าง...ตั้งใจมากเสียจนลืมโลกภายนอกทั้งใบ...
แต่แล้ว
เจนน่าก็ได้สบตากับใครบางคน...ใครบางคนที่มีดวงตาสีน้ำตาล
ผมสีดำตัดสั้นและสวมใส่ชุดเกราะ... จากที่มองๆแล้วท่าทางอีกฝ่ายจะเป็นผู้หญิง
เจนน่าต้องยอมรับว่านินจาสาวคนนั้นสวยใช้ได้... ไม่รู้ว่าเจนน่าคิดไปเองหรือเปล่า
แต่เหมือนกับว่า นินจาสาวคนนั้นกำลังส่งยิ้มมาให้เธอ...หรือยิ้มให้แซมสันกันนะ
เธอมองสลับระหว่างแซมสันกับนินจาสาวคนนั้น แต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้าแล้วชี้มาที่เธอ...หล่อนมองเธองั้นเหรอ?
...หล่อนยิ้มแล้วขยิบตาให้เธอ ทำเอาเจนน่ารู้สึกเขินนิดหน่อยจนต้องซุกหน้ากับอกของพี่ชายที่ตอนนี้ก็กำลังจ้องมองเต่าสวมผ้าคาดแดงด้านล่างอยู่
แต่เจนน่าก็ยังแอบช้อนตามองนินจาสาวตึกฝั่งตรงข้ามอยู่
เหมือนหล่อนจะแอบเหลือบตามองด้านล่างนิดหน่อยแล้วหันกลับมามองเธอ แววตาของหล่อนราวกับจะสื่อความหมายอะไรบางอย่างแต่เจนน่าไม่เข้าใจ
จู่ๆหล่อนก็จากไปพร้อมกับการต่อสู้ด้านล่างที่จบลง แซมสันกระโดดถอยหลังคล้ายกับกระโดดหลบอะไรสักอย่าง
ทำให้เจนน่าเงยหน้าขึ้นมาถาม
“อะไรหรอ?”
“พวกเต่าเงยหน้าขึ้นมา
พี่ไม่อยากให้...พวกเขาเห็นเรา...กลับกันเถอะ”
“หนูรู้มาว่าเมืองนี้มีไชน่าทาวด์ด้วย”
“แล้ว?”
“โคมแดงที่ห้อยแถวนั้น...
บรรยากาศมัน ดู...ไม่รู้สินะ หนูอยากเห็น”
“โอเค”
แซมสันตอบแล้วเดินไปตามตึกซึ่งมันต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะไปถึงจุดที่เจนน่าต้องการและมันคุ้มค่ากับการเดินหาครู่ใหญ่ๆ
ในระหว่างนั้น ในหัวของทั้งคู่ก็มีแต่ภาพของคนที่ตนจ้องมองลอยขึ้นมาเต็มหัว
แน่นอนว่ามันดูไม่ต่างอะไรกับอาการเพ้อเลยสักนิด ทั้งสองคนยืนมองถนนบนย่านไชน่าทาวด์ที่มีโคมแดงห้อยระย้าเต็มไปหมด
“เจนน่า เจ็บ”
แซมสันพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่งในขณะที่เจนน่าใช้เล็บที่แข็งเหมือนเพชรของเธอตะกุยแผงอกของเขา...ขอย้ำ...ใช้เล็บที่แข็งเหมือนเพชรตะกุยแพงอก!!! แถมหน้าของคุณเธอก็แสดงอาการ...ที่เรียกว่าอะไรนะ...เพ้อ~ ใช่...น่าจะใช่...เพ้อ...แต่ก็ดูเธอจะมีความสุขดี
แถมยังมีอาการเขินๆ อายๆที่ผสมปนเปกันไปนั้นอีก มันทำให้แซมสันรู้สึกงงๆ กับอาการของน้องสาวแต่เหนือสิ่งอื่นใดในตอนนี้คือเขาแสบอกโคตรๆ!!
“ขะ...ขอโทษแซม
คือว่า...”
“อะไร?”
“เปล่า...เมื่อกี้หนูจะพูดว่าอะไรหรอ?”
“...น้องดูแปลกๆนะ
เป็นอะไรรึเปล่า?”
“หนูไม่รู้
แค่รู้สึก เหมือน ไม่รู้สิ อธิบายไม่ถูก น่าจะ โหวงๆในท้องมั้งนะ”
“...พี่เองก็เป็น”
“พวกเราป่วยหรอ?”
“อาจจะ
เดี๋ยวมันก็คงหายมั้ง ไม่เป็นไรหรอก คิดว่านะ”
“อือ”
“กลับกันเถอะเนอะ”
“อืม”
ทั้งสองรู้สึกสับสนกับความรู้สึกพวกนี้
พวกเขาได้แต่คิดว่าอาการแบบนี้คืออาการป่วย และคิดว่าไม่ช้าก็เร็วมันจะต้องหายไป
เจนน่าอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ลืมไป แล้ว อ้อใช่ เธอจะบอกว่า
นินจาสาวที่ยืนมองพวกเต่าสู้กับยืนสบตาเธอนั้นดูเซ็กซี่ย์มากๆ...เดี๋ยวก่อนนะ...แล้วทำไมเธอจะต้องไปคิดถึงนินจาหญิงคนนั้นด้วยล่ะ?
...เธอเพิ่งจะเจอหล่อนได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ชื่อก็ไม่รู้จัก
หน้าจริงๆยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะว่าเธอใส่หน้ากากปิดตั้งแต่ส่วนจมูกลงไป
และที่สำคัญก็คือเธอเป็นมนุษย์...ใช่เธอเป็นมนุษย์...เธออันตราย...อันตราย...
“ออกมา
ฉันไม่อยากให้ใครตามกลับบ้าน” น้ำเสียงเย็นๆของแซมสันทำให้เจนน่าหลุดจากภวังค์แล้วเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายที่มีสีหน้าเรียบนิ่ง...นิ่งจนเธอรู้สึกหนาวๆยังไงพิกล...
กลิ่นที่คุ้นเคยลอยเข้าโสตประสาท
กลิ่นเหมือน...นินจาสาวที่เธอเพิ่งคิดถึงไป...ไม่ใช่อะไร...ก็แค่คนบ้านเธอหรือก็คือเธอและพี่น้องทั้งคอกนั้นมีความสามารถเรื่องประสาทสัมผัสที่...คล้ายๆกับสิงโตหรือหมาป่า...มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอจะได้กลิ่นกายของมนุษย์
และเจนน่าต้องพยายามไม่คิดว่า...กลิ่นของนินจาสาวคนนั้นช่างหอมหวนน่างับเสียจริง...เธอไม่ได้คิดเลยนะ!!...ไม่ได้คิดเลยสักนิด!!...ก็ได้เธอคิด...แต่แค่นิดเดียวเองนะ...
“เธอมาทำอะไรที่นี่
นึกว่าเธอกลับไปกับพวกของเธอแล้วเสียอีก”
แซมสันหันไปมองด้านหลังแล้วถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น หวังจะขับไล่คนแปลกหน้าไปไกลๆ
“โฮว~ นี่นายสังเกตเห็นฉันด้วยเหรอ? นึกว่านายจะมัวแต่ดูเต่าปะทะหุ่นยนต์ซะอีก”
หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง แต่มันแฝงความเยาะเย้ยหน่อยๆ
ส่วนดวงตาของเธอนั้น แทบจะวอกแวกเหลือบมองเจนน่าตลอดเวลา
“ฉันรู้สึกถึงพวกเธอ
ก็แค่นั้น และฉันคิดว่าเธอคงไม่ได้มาคุยกับพวกฉันแค่นี้หรอกนะ” แซมสันยังคงพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่งเช่นเดิม
ยากที่จะอ่านอารมณ์และความคิด
คาราย ขมวดคิ้วเมื่อพบว่าเธอไม่อาจคาดการณ์ใดๆจากชายคนนี้ได้...เขาคิดอะไร?...เขาจะขยับเมื่อไร?...เขาจะทำอะไร?...เขาจะสู้มั้ย?...
ไม่...ไม่ได้เลยสักอย่าง พิจารณาแล้ว ...ชายคนนี้เป็นบุคคลอันตราย...แต่เธอไม่ได้มาสู้กับชายคนนี้...เธอมาก็เพราะนางเงือกที่ชายหนุ่มอุ้มอยู่ต่างหาก...
ยามเมื่อได้สบตากัน
ราวกับต้องมนต์สะกด คารายไม่อาจสลัดภาพของเจนน่าออกไปจากหัวได้
เธออยากจะทำความรู้จักกับหล่อน และเธอไม่อาจทานทนความรู้สึกนี้ได้จนกว่าจะได้ทำมัน
คารายค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ๆแซมสัน
ซึ่งชายหนุ่มเองก็ไม่ได้มีท่าทีจะหนีเลยสักนิด เขารู้สึกคุ้นหน้าคารายยังไงพิกล
แต่เขาก็ยังไม่ไว้วางใจเธอเสียทีเดียว...ดูท่าทีไปก่อนจะดีกว่า...
ดวงตาสีน้ำตาลของเธอไม่ได้จ้องมองมาที่เขา
แต่กลับสบกับดวงตาสีฟ้าของเจนน่าแทน
มันทำให้แซมสันเริ่มรู้สึกขึ้นมานิดๆแล้วว่าเขาเป็นเนื้องอก...เดี๋ยว...ภาษามนุษย์มันว่าไงนะ...ส่วนเกิน
หรือ ก.ข.ค. กันหว่า...
คารายเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา
ดวงตายังคงจับจ้องที่เจนน่าก่อนจะหันมาหาแซมสัน
“นายไม่ควรพาเธอมาเดินถ่อมๆแถวนี้อีก มันอันตรายและถ้าพวกนายไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องยุ่งยากล่ะก็
อย่ามาแถวนี้อีก” คารายเอ่ย ด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าคราแรกที่เธอได้พูดกับพวกเขา
ดวงตาของเธอหันมาสบกับดวงตาสีแดงเพลิงของแซมสัน
ซึ่งดวงตาของชายหนุ่มนิ่งสนิทเสียจนเธอต้องเป็นฝ่ายผละหลบเองเพราะเริ่มรู้สึกเย็นยะเยือกที่กระดูกสันหลังยามจ้องตากับชายหนุ่ม...มันเหมือนกับว่าแซมสันสามารถฆ่าเธอได้...เพียงแค่มองเท่านั้น...และถ้าเธอจ้องตาเขานานกว่านี้...เธออาจตายได้...
“นี่เธอขู่ฉันกับน้องสาวงั้นเหรอ?”
“เปล่า ฉันเตือนนายกับน้องสาวของนาย ด้วยความหวังดี”
“ขอบใจสำหรับความหวังดี”
“ฉันชื่อ คาราย”
“แซมสัน”
“หา?...เฮอะ ฉันไม่ได้พูดกับนาย”
คารายพูดโดยที่ดวงตายังคงจ้องมองเจนน่าตาไม่กระพริบ
ทำเอาแซมสันรู้ยังไงๆก็ไม่รู้...มันเรียกว่าไงนะ...อ้อใช่...หน้าแตก...
“เธอ...ฉันบอกชื่อฉันแล้ว ที่นี้ตาเธอ”
คารายเดินเข้ามาใกล้เจนน่าที่อยู่ในอ้อมกอดของแซม
“ฉันหรอ?...อ่า... เจนน่า...ฉันชื่อ เจนน่า” เจนน่าตอบ รู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรมาอุดอยู่ในคอนิดหน่อยทำให้เธอพูดติดขัดนิดนึง
“เจนน่า...ชื่อน่ารักดีนี่” คารายพูดพร้อมกับถอดหน้ากาก
แต่ก็แค่แปบเดียว ถึงกระนั้น เจนน่าก็จำใบหน้าของคารายได้ดี
เธอขยิบตาให้เจนน่าครั้งหนึ่งก่อนจะกระโดดไปยืนตรงขอบตึก “และพบกันใหม่”
พูดเพียงแค่นั้นเธอก็กระโดดลงไปจากขอบตึก
ซึ่งแซมสันยืนนิ่งสักพักก่อนจะเดินจากไปเมื่อเขามั่นใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้
หรือไม่มีใครตามเขามาแล้ว
ถึงแม้ว่าแซมสันกับเจนน่าจะสามารถออกมาจากท่อระบายน้ำได้แล้ว
แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องกลับมานอนอยู่ในท่อระบายน้ำอยู่ดี
เพราะพวกเขาไม่มีบ้านและไม่รู้ว่าจะต้องไปที่ไหน
ในตอนนี้พวกเขารู้จักแต่ที่นี่และมันเป็นสถานที่แห่งเดียว
ที่พวกเขาคิดว่าปลอดภัยที่สุดแล้ว
เมื่อกลับมาถึงอุโมงค์แห่งหนึ่งในท่อระบายน้ำ
แซมสันก็วางเจนน่าลงในอ่างอาบน้ำซึ่งเป็นที่นอนประจำของเจนน่า
“เดี๋ยวพี่กลับมา ไม่ต้องรอนะ นอนก่อนได้เลย” แซมสันพูดพร้อมกับเปิดก๊อกน้ำที่เขาแอบสะกดจิตคนมาติดตั้งให้สามารถใส่น้ำในอ่างอาบน้ำของเจนน่าได้
“พี่จะไปไหน?”
“ยังจำเรื่อง ฐานทัพลับของสถาบันที่ตาเป็นเจ้าของได้มั้ย? ในนิวยอร์กมันมีอยู่ที่หนึ่ง
พี่ว่ามันน่าจะมีทางลับเชื่อมต่อกับท่อระบายน้ำนี่ ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง
พี่จะลองไปเดินตามหาดูสักพัก”
“หนูไปด้วยได้มั้ย?”
“ไม่ได้ รออยู่นี่แหละ”
แซมสันพูดจบก็เดินจากไป ปล่อยทิ้งไว้เพียงเจนน่าที่นั่งมองเขาจากในอ่างอาบน้ำอย่างงอนๆ
เธอรู้ดีว่าตัวเธอในตอนนี้ค่อนข้างเป็นภาระสำหรับแซมสัน
ต้องขอชมเขาด้วยซ้ำที่ชายหนุ่มไม่พูดว่าเธอเป็นภาระหรือตัวเกะกะสักครั้ง
เจนน่าปิดน้ำเมื่อน้ำในอ่างเต็มแล้ว เธอหยิบตะไบเล็บขึ้นมาตะไบเล็บที่เป็นเพชรของเธอ
ซึ่งมันก็เพลินดีเพราะกว่าเล็บของเธอจะสวยได้ที่ก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงเพราะความแข็งและความหนาของเล็บเธอ
แต่อย่างน้อยๆมันก็ฆ่าเวลาได้ดี
แซมสันเดินไปตามทางเดินในท่อระบายน้ำอย่างไร้จุดหมาย
เขาไม่รู้สึกถึงอะไรเลยนอกจากความว่างเปล่า เขาหยุดเดินอย่างใช้ความคิด
เขาหลับตาแล้วเปิดสัมผัสพิเศษของเขา เมื่อเขาเปิดสัมผัสพิเศษแล้ว
มันจะทำให้เขาสามารถได้ยิน ได้เห็นและรับรู้ถึงทุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่เขาอยากจะรู้
วิสัยทัศน์ที่เขาเห็นเมื่อเปิดพลังนี้ มันเหมือนกับว่าเขากำลังล่องลอย
ไปยังจุดหมายของเขา...แต่ทว่า...ถึงแม้ว่าเขาจะเปิดประสาทสัมผัสพิเศษ...แต่เขาก็ไม่เจออะไรเลย...ไม่เลย...แซมสันไม่รู้สึกถึงฐานทัพลับของสถาบัน...ไม่รู้สึกถึงพี่น้องคนอื่นๆนอกจากเจนน่า...มีแต่ความว่างเปล่าในพื้นที่บริเวณนี้...
สิ่งนี้มันทำให้เขารู้สึกหน่วงๆในอก แซมสันลืมตาขึ้นมาแล้วเดินไปทางอื่น
อย่างน้อยๆ เขาก็อยากจะให้มั่นใจว่าพื้นที่บริเวณนี้ไม่มีอะไรจริงๆ
แต่แล้ว...เขารู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่กำลังวิ่ง มันไม่ใช่หนู
แต่เป็นอะไรที่คล้ายมนุษย์ กลิ่นที่คุ้นเคย เหมือนเคยได้กลิ่นนี้ที่ไหนมาก่อน
ทำให้แซมสันตามกลิ่นของสิ่งนั้นไป เขาตามกลิ่นนั้นไปจนกระทั่งมาถึงบนยอดตึกแห่งหนึ่ง
ในคราแรกเขาก็แอบคิดอยู่นิดๆว่าตัวอะไรมันจะไวปานวิ่งพรึบพรับแล้วมาถึงยอดตึกได้
แต่เพราะเขาจดจ่ออยู่กับการดมกลิ่นเลยไม่อยากเสียสมาธิ มาตอนนี้เขารู้แล้วว่าสิ่งที่เขาตามมานั้นคืออะไร...เต่า...
ใช่ เต่าที่มีสรีระเหมือนมนุษย์ ฟันธงแบบไม่ต้องรอหมอไหนมาตรวจก็รู้ว่าเจ้าตัวนี้เป็นเต่ากลายพันธุ์และจากผ้าคาดตาสีแดง
ทำให้เขารู้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือเต่าตัวเดียวกันกับที่เขามองเมื่อหลายชั่วโมงที่แล้ว
อีกฝ่ายดูหงุดหงิดเพราะว่าเล่นพังข้าวของไปทั่ว แซมสันทำได้แค่มองอย่าง
งงๆก่อนที่ความคิดบางอย่างจะแว็บเข้ามาในหัวของเขา
...เข้าไปทำความรู้จักสิ...
แซมสันรีบสะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไปทันที แต่เขาก็ไม่อาจทำได้
มันคือความจริงจากใจ จากส่วนลึกของหัวใจดวงนี้...เขาอยาก...ทำความรู้จักกับเต่าตัวนี้จริงๆ...ความรู้สึกนี้มันรุนแรง...รุนแรงมากเสียจนทำเขาโว้กเกอร์(การกลายร่างอย่างฉับพลัน)เป็นร่างโรเวน(มนุษย์สิงโต)
แซมสันต้องสูดลมหายใจเขาลึกๆแล้วผ่อนลมหายใจออกมา ทำเช่นนั้น 2-3 ครั้ง เขาถึงโว้กเกอร์กลับมาร่างมนุษย์ปกติของเขาได้
ชายหนุ่มช่างใจอยู่สักครู่ แล้วตัดสินใจทำตามสิ่งที่หัวใจของเขาต้องการ
“นายดูหงุดหงิดนะ” แซมสันพูด เขายังไม่ปรากฏตัวให้อีกฝ่ายเห็น
ชายหนุ่มไม่รู้ว่าจะทำความรู้จักกับอีกฝ่ายยังไงดี
เขาเลยกะจะใช้วิธี...หยอกเหยื่อ...แต่...มันใช่วิธีทำความรู้จักงั้นเหรอ?...
“นั้นใคร!!”
เสียงกร้าวที่อีกฝ่ายคำรามถามพร้อมกับร่างทั้งร่างที่หันมาประจันหน้ากับเขา...แต่แซมสันไม่ได้ยืนอยู่ตรงหน้าอีกฝ่าย...
ในขณะที่เต่านินจาคาดผ้าแดงกำลังหันมา
แซมสันก็เพียงแค่ขยับร่างไปหลบอยู่ด้านหลังของอีกฝ่าย
“ฉันขอเดาเล่นๆ นายทะเลาะกับคนในบ้านมาใช่มั้ย?” แซมสันถาม
ครั้งนี้เขาต้องเข้าไปหลบในเงามืดเมื่ออีกฝ่ายหันมองหาเขารอบทิศอย่างรวดเร็ว
“ไม่ใช่เรื่องของนาย!!!”
อีกฝ่ายตะโกนและปาดาวกระจายมาทางเขา...ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายหูดี...เพราะจากการคาดการณ์ที่อีกฝ่ายปาดาวกระจายมาทางนี้คงเป็นเพราะปาตามทิศทางของเสียง...
แซมสันกระโดดออกมาจากเงามืดแล้วปรากฏตัวให้ เต่านินจาได้เห็นเต็มๆตา
“ไม่เลวนี่” แซมสันเอ่ยชมแล้วตั้งท่าเตรียมสู้ในขณะที่อีกฝ่ายพุ่งเข้ามาหาเขาพร้อมกับไซที่ถือในมือทั้งสองข้าง
แซมทำเพียงแค่หมุนตัวหลบวิถีของอาวุธที่พุ่งเข้าใส่
เขามาอยู่ด้านหลังของอีกฝ่ายแล้วก็ต้องรีบถอยหลังหลบอีกฝ่ายที่จู่ๆก็หันกลับมาทางเขา
ไซในมือของเต่าสวมผ้าคาดแดงโจมตีมาที่เขาอย่างรัวๆซึ่งแซมสันทำเพียงแค่ก้าวถอยหลังหลบไปเรื่อยๆ
และมันยิ่งทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิดมากกว่าเก่า...บางทีเขาอาจต้องยอมแพ้...ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจหงุดหงิดน้อยลง...
เมื่อคิดได้ดังนั้น แซมสันก็หยุดยืนอยู่กับที่
เขายืนอยู่นิ่งๆในขณะที่ไซในมือของเต่ากลายพันธุ์พุ่งเข้าทะลุท้องของเขา
ทั้งสองคนยืนอยู่ใกล้กันในระยะประชิด
อีกฝ่ายแทงแซมสันแรงมาก...แรงเสียจนเขาล้มลงไปนอนกองกับพื้น
แต่เขาก็ลากอีกฝ่ายลงมานอนกองกับเขาด้วย แซมสันจ้องมองดวงตาสีมรกตที่เบิกกว้างด้วยความตกใจของอีกฝ่าย
ไซที่เสียบอยู่ที่ท้องของเขานั้นค่อนข้างลึก...ไม่สิ...มันลึกขนาดเกือบมิดด้าม...แต่แซมสันก็ยังคงมีใบหน้าเรียบนิ่ง
“นะ...นาย...มะ...ไม่จริง...ฉัน”
“นาย ไม่เคยฆ่าคนสินะ”
อีกฝ่ายดูลนลาน แววตาของร่างตรงหน้าบ่งบอกถึงความรู้สึกผิด
แซมสันรู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายแค่โกรธ...แค่หงุดหงิดเสียจนหน้ามืดตามัวไปชั่วครู่...มันก็แค่อารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น...ไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าหรือทำร้ายใคร...ในทางกลับกัน...อีกฝ่ายออกจะเป็นคนดีและบริสุทธิ์...ตรงที่ไม่เคยฆ่าใคร...
“นั่นทำให้นาย ไม่เหมือนกับฉัน”
แซมสันจับอีกฝ่ายพลิกลงมานอนกองกับพื้นโดยที่มีตัวเขานั้นคร่อมอยู่ด้านบนแทน
ดวงตาสีแดงสบกับดวงตาสีเขียวสดของอีกฝ่าย
ชายหนุ่มค่อยๆดึงอาวุธของอีกฝ่ายมาควงเล่นก่อนจะพุ่งมันเข้าหาเจ้าของซึ่งหลับตาปี๋อาจจะเพราะกลัวว่าเขาจะแทงอีกฝ่ายคืน
แต่ไม่ใช่ เขาแค่เสียบมันเก็บเข้าที่เก็บอาวุธของเจ้าตัวเท่านั้น
“คึก ฮะๆๆๆๆๆ” แซมสันหลุดหัวเราะออกมา ซึ่ง
เขาไม่ค่อยได้หัวเราะแบบนี้เสียเท่าไร
“หะ...หัวเราะอะไรของนายน่ะ!!”
ร่างด้านใต้เขาตะโกนถาม
ใบหน้าของอีกฝ่ายดูขึ้นสีแดงระเรื่อซึ่งแซมสันไม่แน่ใจว่ามันเป็นเช่นนั้นเพราะความโกรธหรือความอับอายกันแน่
“คือ...ฉันตกใจน่ะ ตอนแรกนายแทงฉันจนมิดด้าม แล้วฉันก็ขึ้นคร่อมนาย
แบบว่า...มันปุบปับ แบบ ฮะๆๆๆๆ” แซมสันพูดแล้วล้มลงไปนอนหัวเราะกุมท้องอยู่กับพื้น
“แล้ว แผลนาย”
เต่ากลายพันธุ์คาดผ้าแดงเข้ามาดูเขาเพราะคิดว่าเขากุมท้องเพราะเจ็บแผลแต่จริงๆแค่หัวเราะจนปวดท้องเท่านั้นเอง
“ไม่เจ็บรึไง ฉะ...ฉันขอโทษ”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันก็หาย”
“แผลขนาดนั้นมันจะไปหายเองได้ไง!”
“ก็ปกตินี่ นี่ไง หายแล้ว”
แซมสันเอ่ยพร้อมกับจับมือทั้งสองข้างของอีกฝ่ายให้มาจับบริเวณบาดแผลของเขาที่หายไปแล้ว
ดวงตาของอีกฝ่ายเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจพร้อมกับลูบหน้าท้องของเขาหาแผลที่เจ้าตัวทำไว้
แซมสันทำเพียงแค่มองอีกฝ่ายนิ่ง ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
เขาลังเลอยู่สักพักก่อนจะพูดออกไป
“ฉัน ชื่อ แซมสัน แล้วนายล่ะ” แซมสันกล่าวแนะนำตัวแล้วถามชื่ออีกฝ่ายพร้อม
ซึ่งเขาค่อนข้างรู้สึกเก้ๆกังๆนิดหน่อย
“ฉัน...ราฟาเอล” อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาตอบเขา
แต่อาจเพราะความใกล้ชิดโดยไม่รู้ตัวจากการที่ราฟาเอลเข้ามาดูแผลของแซมสัน
ทำให้ตอนที่ราฟาเอลเงยหน้าขึ้นมาบอกชื่อกับแซมสันทำให้ใบหน้าของทั้งคู่ใกล้กันเสียจนหน้าผากแทบจะชนกัน
ราฟาเอลเป็นฝ่ายที่ผละถอยออกมาก่อน ใบหน้าของอีกฝ่ายขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างไม่ทราบสาเหตุ
“ราฟาเอล ยินดีที่ได้รู้จัก
ไม่ใช่ทุกวันนะที่เราจะได้เจอ...จะว่าไงดีล่ะ สิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์”
แซมสัน แทบจะเรียบเรียงประโยคการพูดคุยในครั้งนี้ไม่ถูก อาจจะเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าไปทำความรู้จักกับใครบางคน
และเพราะเหตุนั้นมันจึงทำให้ราฟาเอลเข้าใจสิ่งที่เขาพูดผิด
“ใช่ ไม่ใช่ทุกวันที่เราจะเจอสัตว์ประหลาด” ราฟาเอล กล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองซึ่งสิ่งที่ราฟาเอล
พูดก็ทำให้แซมสันเข้าใจผิดเช่นกัน
“นายหมายถึงฉันหรอ?” แซมสันถาม
“หา? เปล่า ฉันไม่ได้หมายถึงนาย ถ้านายคือสัตว์ประหลาด
งั้นฉันก็คงเป็นโคตรของโคตรสัตว์ประหลาดแล้วล่ะ”
“นายก็เป็นเต่ายังไงล่ะ
แล้วมันไม่ใช่งั้นเหรอ?” แซมสัน รู้สึกมึนงงมากถึงมากที่สุด
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้คุยกับสิ่งมีชีวิตอื่นนอกบ้าน
และเรื่องราวในโลกภายนอกมันดูสับสนชวนงงมากๆสำหรับเขา...ถึงเขาจะคิดว่าเขาเข้าใจชีวิตในโลกภายนอกมากแล้วก็ตาม...แต่ดูเหมือนมันจะไม่ใช่เสียทีเดียว...
“ใช่
ฉันเป็นเต่า แล้วนายไม่รู้สึกแปลกใจรึไงที่เห็นเต่าเดินสองขาได้ น่ะ?”
“ไม่นี่
ทำไมเหรอ?”
“...นาย
ประหลาดชะมัด”
“เห็นมั้ย นายก็มองว่าฉันเป็นสัตว์ประหลาด”
“ไม่
นายไม่ใช่สัตว์ประหลาด ที่ฉันพูดว่าประหลาดน่ะ ไม่ได้แปลว่านายเป็นสัตว์ประหลาด
แต่หมายความว่านายไม่เหมือนพวกมนุษย์ที่ฉันเคยเจอ”
“งั้นฉันก็เป็นสัตว์ประหลาด”
“นายไม่ใช่สัตว์ประหลาด!!ฉันสิสัตว์ประหลาด!!!”
“นายไม่ใช่สัตว์ประหลาด
นายเป็นเต่า”
“ก็ใช่
ฉันเป็นเต่า แต่นายเองก็เป็นมนุษย์ ไม่ใช่สัตว์ประหลาด”
“ฉันไม่ใช่มนุษย์”
“นายเป็น!”
“ฉันไม่ได้เป็น”
“เป็น!!”
“ไม่เป็น!”
“เป็น!!!”
“ไม่”
“เป็น!!!!”
“...ไม่”
ทั้งคู่นั่งเถียงกันสักพัก
ราฟาเอล รู้สึกว่าเขากำลังคุยกับเด็กที่ใสซื่อ(บื้อ)บริสุทธิ์ยังไงยังงั้น
แต่มันจะใสซื่อเกินไปหน่อยมั้ย!! เขาได้แต่ถอนหายใจเพราะว่าเขาเหนื่อยเกินจะมาทะเลาะกับคนๆนี้
“...เราเคยพบกันมาก่อนรึเปล่า?”
แซมสันถามพลางมองสำรวจใบหน้าของอีกฝ่าย...รู้สึกเหมือนเคยเห็นอีกฝ่ายที่ไหนมาก่อน...รู้สึกเหมือนเคยรู้จักราฟาเอล
มาก่อนหน้านี้...ก่อนที่เขาจะมารู้ชื่อของอีกฝ่าย...ก่อนที่จะมาเห็นอีกฝ่ายกำลังสู้กับหุ่นยนตร์...ก่อนหน้าที่เขาจะมาอยู่ในท่อระบายน้ำกับน้อง...
“ก็เปล่านี่”
“งั้นเหรอ
แน่ใจนะ?”
“แน่ใจสิ
อะไรของนาย เป็นอะไรมากหรือเปล่าเนี้ย?”
“...ไม่รู้สิ
ฉันคิดว่าช่วงนี้ฉันไม่ค่อยสบายน่ะ”
“งั้นเหรอ?
งั้นนายน่าจะกลับบ้านไปพักผ่อนได้แล้ว”
“นายเองก็เหมือนกัน”
หลังจากพูดจบ
แซมสันก็ลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือมาให้อีกฝ่ายจับ แต่ราฟาเอลกลับบัดมือของแซมสันออกแล้วลุกขึ้นยืนเอง
“เราจะได้พบกันอีกมั้ย?”
แซมสันถาม เขาเพียงแค่คิดแล้วพูดออกไปโดยไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน
มันจึงทำให้ชายหนุ่มแทบจะเอาหัวโขกพื้นตายมันตรงนี้ซะ...ถ้าเขาตายได้ล่ะก็นะ...
“...ก็อาจจะ”
ราฟาเอล นิ่งคิดสักครู่แล้วตอบออกไป ซึ่งสำหรับเขาแล้ว
แซมสันเป็นคนแปลกๆ...แปลกมากๆถึงมากที่สุด... แต่ต้องยอมรับว่า
การที่เขาได้พบกับอีกฝ่ายมันทำให้อารมณ์ของเขาเย็นขึ้นเยอะ หลังจากเจอเรื่องแย่ๆมา
“นายควรควบคุมอารมณ์โกรธของนายให้ได้มากกว่านี้”
แซมสันกล่าวแล้วหันหลังให้ราฟาเอล ซึ่งทำให้อีกฝ่ายหันมามองเขาตาขวาง
“เรื่องนั้นมันไม่เกี่ยวกับนาย”
“ก็ใช่
ฉันก็ไม่ได้อยากจะยุ่งกับเรื่องของคนอื่นมากนักหรอก
แต่ในฐานะที่เราได้รู้จักชื่อกันแล้ว และจากประสบการณ์ส่วนตัว ฉันขอบอกไว้อย่าง”
“อะไร”
“ความโกรธ
มันเหมือนกับเปลวเพลิง เริ่มแรกมันก็จะแผดเผาผู้อื่น
จนสุดท้ายเราไม่หลงเหลือผู้ใดอยู่เคียงข้าง แล้วหลังจากนั้น...”
“...”
“...หลังจากนั้นก็แผดเผาตัวเราเอง
หวังว่านายจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันจะสื่อนะ”
“ฉันเข้าใจ”
“ถ้านายโกรธเมื่อไร
ก็มาที่นี่ ฉันจะช่วยกำจัดความโกรธของนายให้”
“ใครขอให้นายช่วยไม่ทราบ!!”
ราฟาเอล สะบัดหน้าไปทางอื่นเพื่อซ้อนใบหน้าที่ขึ้นสีระเรื่อ
หัวใจเต้นระรัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่ที่แน่ๆ คือในส่วนลึกของจิตใจเขานั้นดีใจ
ที่มีใครสักคนเข้าใจเขา ไม่โกรธเขาหรือผลักใสไล่ส่งเขา ในทางกลับกัน
กลับจะมาช่วยเขาและอยู่เคียงข้างเขา...นั้นคือสิ่งที่เขาต้องการ จากส่วนลึกของจิตใจ...
“นายอาจไม่ได้ขอ
แต่ฉันอยากช่วย” เสียงของแซมสันที่ดังขึ้นนั้นใกล้มากทำให้ราฟาเอล หันมามองก็พบกับ
ใบหน้าของแซมสันในระยะประชิด ดวงตาต่างสี มองสบกัน
ใบหน้าของเต่าหนุ่มขึ้นสีระเรื่อหนักกว่าเก่า แซมสันจ้องตาอีกฝ่ายแล้วเคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ในขณะที่ราฟาเอล
นั้นยืนแข็งค้างไปแล้ว อาจเป็นเพราะดวงตาสีทับทิมมีเสน่ห์ชวนมองของอีกฝ่าย
ทำให้ราฟาเอล จ้องมองมันตาไม่กระพริบและไม่ได้รู้สึกถึงแซมสัน ที่เคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้
สำหรับแซมสัน
เขาแค่อยากมองและจดจำใบหน้าของอีกฝ่ายทุกๆรายละเอียด
และอยากจะจ้องมองดวงตาสีมรกตแสนสวยของอีกฝ่าย มันราวกับเขารู้จักราฟาเอล
รู้ถึงตัวตนและความสวยงามของอีกฝ่ายผ่านทางดวงตา แต่เวลามันช่างผ่านไปเร็ว
เขาคิดว่าเขาทิ้งน้องไว้คนเดียวนานไปแล้ว ชายหนุ่มรู้สึกเสียดาย
แต่เขาทิ้งน้องไม่ได้ แซมสันทำเพียงเคลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ราฟาเอล
แล้วกระซิบบอกอีกฝ่ายว่า
“ตาของนายสวยดีนะ”
เพียงแค่นั้น ร่างทั้งร่างของแซมสันก็หายวับไปจากสายตาของราฟาเอล
เต่าหนุ่มได้สติแล้วหันซ้ายหันขวามองหาแซมสัน
แต่กลับไม่พบร่องรอยของอีกฝ่าย เวลาผ่านไปได้ไม่ถึงวิ ใบหน้าของราฟาเอล
ก็กลายเป็นสีแดงเช่นเดียวกับสีผ้าคาดตาของเขา ด้วยความเขินอาย หัวใจในอกเต้นระรัว
เขารู้สึกว่าใบหน้าของเขานั้นร้อนผ่าวเสียจนต้องยกมือขึ้นมาปิด
ประโยคของแซมสันยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท
มันทำให้เขายิ้ม
...คงมีแต่นายนั้นแหละ...ที่พูดแบบนั้น...
+++++++++++++++++++++++++++
“สปลินเตอร์”
เสียงที่ดังขึ้นท่ามกลางความมืด
ทำให้เขาลืมตาขึ้นมา ก็พบกับสถานที่ ที่ไม่คุ้นเคย
แต่มันกลับให้ความรู้สึกราวกับว่าเขาเคยมาที่นี่มาก่อน กลิ่นหอมอ่อนๆลอยมาตามสายลม
มันเป็นกลิ่นที่เขาไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน กลีบดอกไม้สีชมพูที่เขารู้จักดี ลอยมาตามสายลมชวนให้นึกถึงบ้านเกิดที่เขาจากมา
“สปลินเตอร์”
แว่วเสียงนั้น
ยังคงเรียกชื่อของเขา มันเป็นแว่วเสียงที่อบอุ่นและให้ความรู้สึกคุ้นเคย
ทั้งๆที่เขาจำได้ดีว่าเขาไม่เคยได้ยินเสียงนี้มาก่อนแต่เมื่อฟังจากเสียงแล้ว
เขาพอจะรู้ว่าเป็นเสียงของผู้หญิง
“สปลินเตอร์”
เขาหันไปตามเสียงเรียกนั้นที่ดูเหมือนจะอยู่ใกล้เขามาก
และเมื่อเขาหันไปตามเสียงนั้น เขาก็พบกับ หญิงสาวสวมชุดกิโมโนสีดำลายดอกซากุระสีชมพูอ่อน
ผมสีน้ำตาลยาวสลวยพริ้วไสวไปตามสายลม ดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายราวกับ อัญมณีจ้องมองมาที่เขา
“เธอคือใคร?”
“ผมมีเรื่องอยากจะให้คุณช่วย”
แวบแรกที่
สปลินเตอร์พูด เขารู้สึกเหมือนเห็นแววตาของอีกฝ่ายสั่นไหว และเขาอาจคิดไปเอง
แต่...เขารู้สึกราวกับเคยพบกับหญิงคนนี้มาก่อน
“เธอเป็นสตรี
ทำไมถึง เรียกแทนตัวเองว่าผม?” คำถามของเขาทำให้อีกฝ่ายยกยิ้ม ซึ่งในสายตาของ สปลินเตอร์มันดูเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและอ่อนโยนมาก
มันทำให้เขารู้สึก...อบอุ่น...
“หึ
ผมเป็นผู้ชาย ซึ่ง มีบางอย่างผิดปกติ เหมือนคุณ” อีกฝ่ายตอบด้วยรอยยิ้ม
แต่คำที่สื่อสารนั้นดูจะผิดๆเล็กน้อยทำให้ สปลินเตอร์เข้าใจผิด
“ข้าไม่ได้ผิดปกติเช่นเจ้า”
“เปล่า...คือ...ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น...แบบว่า...จะว่าไงดีล่ะ...คงจะประมาณว่า...ผมกลายพันธุ์เหมือนกับคุณ
ก็ น่าจะประมาณนั้น น่ะนะ”
“งั้น
เจ้าก็ถูกสารเคมีของพวกแคร้งเช่นกันงั้นเหรอ?”
“เปล่า ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิด”
สปลินเตอร์จ้องมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า
เขาแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่อีกง่ายพูดเลย แต่ที่เขารู้คือ
ร่างตรงหน้าเขานั้นไม่ได้โกหก
แววตาที่อีกฝ่ายมองมานั้นมีแต่ความจริงใจและถ้าอีกฝ่ายจะโกหกล่ะก็
คงโกหกได้เนียนมาก
“รู้ชื่อข้าได้อย่างไร?”
“...ผมรู้จักคุณ”
“ยังไง?”
“...จาก...พลังพิเศษของผม”
เมื่อเจอคำถามนี้เข้าไป สปลินเตอร์พอจับเค้าลางได้ว่าอีกฝ่ายมีบางอย่างปิดบัง
“เจ้ามีอะไรให้ข้าช่วย?
ถ้าข้าช่วยได้ ข้าจะช่วย”
“คุณช่วยได้แน่นอน
ช่วยดูแล ลูกๆของผมที”
“ข้าไม่รู้จักลูกๆของเจ้า
แล้วข้าจะดูแลพวกเขาให้เจ้าได้อย่างไร”
“พวกเขาจะมาหาคุณ
คนแรกคือแซมสัน ตามด้วยเจนน่า หลังจากนั้นคนอื่นๆจะมา ผมอยากให้คุณดูแลพวกเขา
ในระหว่างที่ผม...กำลัง ชดใช้หนี้”
“...”
“ผมไม่สามารถดูแลพวกเขาด้วยตัวผมเองได้
เพราะ...ป๊ะป๋า...พระเจ้า ผู้เป็นใหญ่เขาไม่ยอมให้ผมทำ มีแต่คุณ
ที่ผมสามารถติดต่อได้ ดังนั้น ได้โปรด ช่วยผมด้วยเถอะ”
“...ก็ได้
ข้าสัญญา ข้าจะช่วยดูแลพวกเขาให้”
“ขอบคุณ”
สปลินเตอร์แทบสะอึกเมื่ออีกฝ่ายกล่าวขอบคุณเขาทั้งน้ำตาพร้อมด้วยรอยยิ้มที่เจิดจ้าราวกับแสงสว่างและอบอุ่นราวกับดวงอาทิตย์
เขารู้สึกเหมือน...เห็นภาพของภรรยาเขา ...แทง แชง... ซ้อนทับกับภาพของอีกฝ่าย...แต่
บรรยากาศรอบๆตัวของอีกฝ่ายมันไม่เหมือนกับภรรยาของเขา...
“คงไม่ว่าอะไรนะ
ถ้าผมจะมาหาคุณทุกๆวันเพื่อถามไถ่เรื่องลูกของผม?”
“ก็...ได้”
“...ผมชื่อ
ซูซาน ยินดีที่ได้รู้จัก และขอบคุณอีกครั้ง ลาก่อนครับ”
“เดี๋ยว!!”
ยังไม่ทันที่ สปลินเตอร์จะรั้งอีกฝ่ายเอาไว้
จู่ๆภาพตรงหน้าก็สว่างจ้า...สว่างเสียจนเขาต้องหลับตาและยกมือขึ้นมาบังแสงสว่างนั้นและเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกที
เขาก็ไม่พบร่างของซูซานแล้ว นอกจากนั้น เขายังลืมตาขึ้นมาพบว่า
ตัวเขานั้นนอนอยู่ในห้องนอนของตนเอง สปลินเตอร์หันมองซ้ายมองขวา
ก็พบเพียงความมืดและความว่างเปล่าในห้องนอนของเขาเท่านั้นเอง
เขาพยายามเงี่ยหูฟังรอบข้างแต่ก็ไม่มีเสียงอะไรนอกจากความเงียบ
...ความฝัน...
สปลินเตอร์
ยกมือขึ้นมากุมขมับ เขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
แต่ทว่าดวงตาของเขากลับเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่น่าจะมีในห้องของเขา
...กลีบดอกซากุระ...
กลีบดอกซากุระตกอยู่ข้างๆที่นอนของเขา
สปลินเตอร์ หยิบมันขึ้นมาดู กลิ่นของมัน ไม่เหมือนกลิ่นดอกซากุระทั่วไป
กลิ่นของมันหอมก็จริง...แต่เมื่อดมแล้วมันชวนให้นึกถึงใครบางคนมากกว่า...
...ซูซาน...
บุรุษผู้กลายร่างเป็นหนูกลายพันธุ์เพราะสารเคมีถอนหายใจอีกครั้ง
แล้วเอนตัวลงนอนที่เดิม เขายกกลีบดอกซากุระขึ้นมามองอีกครั้งก่อนมันจะมอดไหม้สลายหายไปคามือของเขา
ซึ่งไฟที่ลุกไหม้นั้นหาได้เผาไหม้ฝ่ามือของ สปลินเตอร์ ไม่ ในทางกลับกัน
แทนที่มันจะร้อน เปลวไฟนั้นกลับอบอุ่น และเป็นอีกครั้งที่มันทำให้เขานึกถึง ซูซาน
ชายหนุ่มได้แต่รู้สึกสงสัย
แต่เขาคิดว่าในวันต่อๆไป อีกฝ่ายอาจมาหาเขาแล้วตอบในสิ่งที่เขาสงสัยก็เป็นได้
หรือไม่ถ้าเขาหลับตาแล้วเขาอาจจะ ได้เจอกับ ซูซาน อีกครั้ง เมื่อคิดได้ดังนั้น
สปลินเตอร์ ก็หลับตาลงแล้วเข้าสู่ห้วงนิทรา เพียงแต่ว่า เขาไม่ได้ฝันเห็น ซูซาน
อีกเลยจนกระทั่งเช้าวันใหม่
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
TBC.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น