วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Kingdom Guardian: THE Guardian League-Leone Family 1




THE Guardian League:  Leone Family 1




...เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง...ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว...





            “ตรวจพบ DNA ของสิ่งมีชีวิตอันตราย DNA สีดำ อันตรายๆๆๆ” เสียงเอไอสาวหรือคอมพิวเตอร์อัจฉริยะสาวดังขึ้นทั่วห้องโถงพร้อมกับแสงไฟสีแดงที่กระพริบถี่ๆทั่วทั้งห้องโถงของสถาบันสเตซี่
            “ตรวจพบที่ไหน เทมมี่?” ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาต่างสี ฟ้าข้างแดงข้าง ในชุดสีดำ ไมเคิล เลโอเน่ ถามเสียงเรียบในขณะที่สมาชิกคนอื่นๆในสถาบัน ต่างพากันมารวมตัวยังห้องโถงแห่งนี้ ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มดูเรียบนิ่ง หากแต่แววตานั้นกลับฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด
             “บริเวณใกล้ๆตึกสตาร์คทาวเวอร์คะ นายน้อยไมเคิล” คำตอบมาพร้อมกับภาพโฮโลแกรมบอกพิกัดขนาดใหญ่ที่ฉายชัดขึ้นมากลางห้องโถง  ดวงตาต่างสีของไมเคิลเบิกกว้างเมื่อได้ยินคำตอบ เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นที่หน้าผาก เขากลืนน้ำลายด้วยความยากลำบากและพยายามทำให้จิตใจของตัวเอง สงบเยือกเย็นเข้าไว้
             “เอายังไงต่อดีพี่ชาย เราจะออกไปลุยกันเลยมั้ย?” หญิงสาวผมสีแดงส้มแซมทอง ดวงตาสีฟ้า  วิช เลโอเน่ เอ่ยถามไมเคิล พี่ใหญ่ของพวกเธอทุกคนที่ยืนมองภาพโฮโลแกรมด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดมากขึ้นกว่าเดิม คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเสียจนเกือบจะเป็นปม ไมเคิลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาหลับตาสักครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นมา
              “วิช,เจนน่า,แซม,โฮปและชินยะ มากับฉัน ส่วนพวกที่เหลือเตรียมพร้อมอยู่ที่นี่  โอฟีเลีย เปิดประตูมิติ ส่งพวกเราไปยังที่หมาย” ไมเคิลสั่งอย่างรวดเร็ว สมาชิกทั้งหมดพยักหน้ารับก่อนจะพากันแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน  เด็กสาวผมสีดำเป็นประกาย ดวงตาสีอเมทิส  โอฟีเลีย  เลโอเน่ เริ่มทำการรวบรวมสมาธิ ก่อนจะมีรัศมีสีม่วงอ่อนๆปรากฏขึ้นเป็นแนวตั้งดูคล้ายกับซุ้มประตูโค้ง  ไมเคิลเดินนำกลุ่มน้องๆของเขาตรงไปยังประตูมิติที่โอฟีเลียเป็นคนเปิด แววตาของเขาเป็นประกาย...ดูราวกับนักล่าที่พร้อมจะจัดการกับศัตรูที่เข้ามาในอาณาเขตของตน...


+++++++++++++++++++++++++++++++++++



                 มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เด็กหนุ่มอย่าง ปีเตอร์  พาร์คเกอร์  จะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมานอกบ้านในเวลากลางค่ำกลางคืนอันเนื่องมาจากความเป็นห่วงของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ถ้าไม่ใช่เรื่องจำเป็นหรือมีคนอื่นอยู่ด้วยล่ะก็นะ  แต่ก็เป็นที่รู้กันทั่ว ว่าเมื่อเป็นฮีโร่แล้ว คำว่าวันหยุดหรือช่วงเวลาที่ไม่ต้องทำภารกิจนั้นก็ย้อมหาได้ยาก เมื่อเรื่องไม่มาหาตัว เจ้าตัวก็ไปหาเรื่องเอง ประมาณนั้น คืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่ปีเตอร์แอบออกมาจากบ้านเพื่อไปลาดตระเวนทั่วมหานครนิวยอร์ก...ที่จริง ก็ไม่ได้ไปทั่วอะไรขนาดนั้น แค่ ลาดตระเวนพอเป็นพิธี ซึ่งแน่นอนว่าเขาต้องเจอคดีโจรปล้นสัก 2-3 คดีและโดนพวกเหล่าร้ายเล่นงานเป็นเรื่องปกติ...มันดูปกติดี...
มาตอนนี้ปีเตอร์ต้องรีบกลับบ้านโดยด่วน ถ้าเขายังไม่อยากโดนแด๊ดดี้กับป๊ะป๋าลงโทษกักบริเวณล่ะก็  ถึงเขาจะขอร้องให้จาวิสช่วยปิดเรื่องนี้ไม่ให้แด๊ดกับป๋ารู้   แต่เขาก็ไม่มั่นใจเท่าไรว่าจาวิสจะปิดแด๊ดโทนี่มิดไหม ก็นะ แด๊ดเป็นคนสร้างจาวิสนี่นะ ปิดไม่มิดแน่ ดังนั้น เขาต้องรีบกลับบ้านโดยด่วน!! ถ้าเขาถูกจับได้ว่าออกมาใส่ชุดไอ้แมงมุมโหนไปโหนมาทั่วเมืองล่ะก็...ไม่อยากจะนึกว่าป๋าแคปจะลงโทษเขายังไงหรือแด๊ดโทนี่จะกักบริเวณเขานานเท่าไร...

!!!

ปีเตอร์ที่อยู่ในชุดของสไปเดอร์แมนหยุดชะงักเมื่อ สไปเดอร์เซนท์ของเขาสัมผัสได้ถึงอันตราย หรือ อะไรบางอย่างตรงบริเวณซอกตึกใกล้ๆกับตึกสตาร์คทาวเวอร์ บ้านของเขา ปีเตอร์หยุดยืนอยู่บนยอดตึกใกล้ๆกับซอกตึกนั้นอย่างช่างใจ ก่อนจะตัดสินใจปล่อยใยแล้วโหนตัวลงไปยังซอกตึกที่เขารู้สึกถึงอะไรบางอย่าง
เมื่อลงมาถึงพื้นแล้ว สไปเดอร์เซนท์ของเขาก็ร้องเตือนไม่หยุด มันร้องเตือนเสียจนเขาต้องยกมือขึ้นมากุมหัว เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน สิ่งที่เขาสัมผัสได้มันอันตรายมากขนาดนั้นเชียว? สไปเดอร์เซนท์มันร้องเตือนอยู่แบบนั้นสักพักก่อนที่มันจะเงียบไปอย่างกะทันหัน เท่าเอาปีเตอร์มึนงงไปสักพัก เขาสะบัดหัวไล่อาการมึนงงแล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อจู่ๆก็มีมือของใครก็ไม่รู้แตะลงมาที่บ่าของเขา
ปีเตอร์รีบหันไปมองทางด้านหลัง ตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เมื่อพบว่าใครเป็นคนจับบ่าเขา ปีเตอร์ก็ถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ไมเคิล ให้ตายสิ นายทำฉันตกใจแทบตาย” ปีเตอร์พูดพร้อมกับถอนหายใจออกมาเมื่อพบว่า คนที่จับบ่าเขา ก็คือไมเคิล เลโอเน่ เพื่อนร่วมห้องของเขาและเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเด็กของเขา
ไมเคิลทำเพียงแค่ส่งรอยยิ้มละไมมาให้ปีเตอร์  ชายหนุ่มมองสำรวจเพื่อนสนิทของตนตั้งแต่หัวจรดเท้า “นี่นาย แอบออกไปเป็นฮีโร่อีกแล้วใช่มั้ยเนี้ย? แด๊ดกับป๋าของนายรู้เรื่องนี้รึเปล่า?”
“ไม่รู้ แล้วนายล่ะ ใส่ชุดเกราะออกมาแบบนี้ นายเองก็ออกมาเป็นฮีโร่อีกแล้วใช่มั้ยล่ะ? ตากับยายของนายรู้รึเปล่าล่ะ?”
“ไม่รู้”
พวกเขามองหน้ากันสักพัก ก่อนที่ทั้งคู่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกันดี ไมเคิลกับปีเตอร์ยืนขำแบบนั้นสักพักก่อนจะหยุดหัวเราะ ไมเคิลจ้องหน้าปีเตอร์สักพัก
“นายน่าจะกลับบ้านได้แล้วนะ  เดี๋ยวก็โดนแด๊ดนายกักบริเวณหรอก” ไมเคิลกล่าวด้วยรอยยิ้ม  ชายหนุ่มแอบเอามือทั้งสองข้างไปซ่อนไว้ด้านหลัง เพื่อปกปิดไม่ให้ปีเตอร์ได้เห็นสิ่งที่เปื้อนอยู่บนฝ่ามือของเขา...เลือด...
“ก็ว่าจะทำอยู่ แต่เซนท์แมงมุมของฉันสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างในนี้” ปีเตอร์กล่าวพร้อมกับมองโดยรอบเพื่อหาสิ่งผิดปกติ แต่เขากลับไม่พบเจอสิ่งใดเลยและสัมผัสแมงมุมของเขาก็ไม่ได้ร้องเตือนแล้วด้วย...ไม่ค่อยช่วยเลยแหะ ให้ตายสิ...
“ไม่แน่ สัมผัสแมงมุมของนาย อาจสัมผัสถึงฉันก็ได้นะ” ไมเคิลเดินตรงเข้ามาหาปีเตอร์แล้วสะบัดมือนิดหน่อยเพื่อให้เลือดที่เลอะฝ่ามือของเขามีน้อยลง ก่อนจะใช้มันโอบไหล่เพื่อนสนิท “นายก็รู้ว่าฉันมันไม่ธรรมดา ไม่ต้องไปใส่ใจเรื่องนั้นหรอกเนอะ”
“แต่ ฉันว่าฉันได้กลิ่นเลือดนะ” ...เวรแล้วเฮ้ย...ไมเคิลคิดพลางเหลือบมองมือที่เต็มไปด้วยคราบเลือดของตนและพยายามอย่างเต็มที่ไม่ให้เลือดนั้นเลอะเสื้อของเพื่อนสนิท รวมไปถึงใช้ประโยชน์จากแสงโดยรอบกับกลิ่นโดยรอบให้เต็มที่เพื่อไม่ให้ปีเตอร์รู้...ว่าเขากำลังปิดบังอะไรอยู่...
“กลิ่นเหล็กมากกว่ามั้ง รีบกลับบ้านเถอะไป เดี๋ยวเรื่องแถวนี้ฉันจะจัดการเอง”
“แต่...”
“ถ้าไม่รีบ ระวังแด๊ดนายจับได้นะ แล้วนายจะอดเที่ยวไปสักประมาณ 2-3 อาทิตย์ แถมยังต้องฝึกหนักกับป๋าเป็น 3 เท่า และอาจจะ...”
“พอ!!พอแล้ว ฉันจะกลับแล้ว! ...และเจอกันที่โรงเรียนนะไมเคิล” ปีเตอร์พูดรัวเร็วก่อนจะวิ่งจากไป
“โอเค” ไมเคิลพึมพำ ดวงตาต่างสีจ้องมองร่างของปีเตอร์จนกระทั่งร่างของอีกฝ่ายหายลับไปจากสายตา แล้วทันใดนั้น ดวงตาที่เคยอ่อนโยน ฉับพลันก็กลับกลายเป็นแววตาที่สงบนิ่งเสียจนเกือบเย็นชา เปลวเพลิงจำนวนมากบังเกิดขึ้นด้านหลังไมเคิลพร้อมกับร่างอีก 5 ร่างที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับซากศพที่นอนจมกองเลือดและกองเพลิงอยู่แทบเท้าร่างทั้ง 5 ร่าง มุมปากของชายหนุ่มยกยิ้มขึ้น แต่ทว่าเป็นรอยยิ้มที่ใครเห็นแล้วต้องรู้สึกหนาวที่กระดูกสันหลัง ฝ่ามือหนาที่เคยซ่อนอยู่ด้านหลัง ถูกปล่อยแนบข้างลำตัวเผยให้เห็นฝ่ามือที่เต็มไปด้วยเลือด...เลือดที่ไม่ใช่ของตัวเขาเอง... “และเจอกันที่โรงเรียน เพื่อนรัก”



+++++++++++++++++++++++++++++++++++



                  หลายๆคนอาจจะเคยได้เจอเหตุการณ์ที่พอเรากับน้องๆแอบออกไปนอกบ้านในเวลากลางค่ำกลางคืนโดยที่ไม่ได้บอกผู้ปกครอง แล้วพอจะกลับเข้าบ้าน เราก็จะรู้สึกกังวลขนาดหันไปถามความเห็นคนที่ร่วมอุดมการณ์ว่า เราค้างนอกบ้านได้มั้ย? ไม่กล้าไปเผชิญหน้ากับผู้ปกครองที่เตรียมจะเทศนารอเราอยู่ที่บ้านเลย แต่บังเอิญว่าการทำแบบนั้นมันคือการหนีปัญหาและการกระทำแบบนั้นมันจะทำให้เราโดนบ่นเป็นสองเท่า ที่กล่าวมานี้คือสิ่งที่ไมเคิลกำลังจะได้เผชิญเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว...
“หายไปไหนมา?” เสียงเข้มที่บ่งบอกถึงความหงุดหงิดและเป็นห่วงน้อยๆ ดังขึ้นเป็นเสียงแรกเมื่อไมเคิลและน้องๆเดินผ่านประตูมิติที่โอฟีเลียเปิดให้เข้ามา แล้วพอเงยหน้าขึ้นมอง ทั้งเขาและน้องๆอีก 5 คนก็ถึงกับหน้าถอดสีหน่อยๆ
ถ้าคนที่ถามคำถามเมื่อกี้เป็นแม่ของพวกเขาล่ะก็คงจะดีไม่น้อย แต่โชคร้ายหน่อยที่คนที่ถามคำถามนั้นกลับเป็นพ่อเลี้ยงของพวกเขา โลแกนหรือโค้ดเนมวูฟเวอร์รีน ดวงตาสีฟ้าดุดันที่จ้องมาที่ไมเคิลเขม็งทำเอาชายหนุ่มเหงื่อตกและยิ้มไม่ออก ในหัวพยายามหาคำพูดดีๆหรือเหตุผล 108 มาอธิบายให้กับพ่อเลี้ยงคนนี้ฟัง
“เอ่อ ไงป๋า กลับมาแล้วเหรอ?”
“ฉันถามว่า หาย-ไป-ไหน-มา”
ไมเคิลถึงกับกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดของตนลงคอเมื่อเจอกับสายตาดุๆของพ่อเลี้ยงกับเสียงดุๆของอีกฝ่าย พอจะหันไปมองวิชที่ยืนอยู่ข้างๆกลับพบว่าสาวเจ้าดันเดินมาหลบอยู่ด้านหลังเขาเช่นเดียวกับน้องๆอีก 4 คน ทำให้ตอนนี้พวกเขายืนต่อแถวตอนลึกกันอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้น ดวงตาคมดุของโลแกนจึงจ้องมองมาที่เขาคนเดียวอย่างคาดคั้นคำตอบ ไมเคิลเหลือบมองข้างๆชายหนุ่มก็พบกับโอฟีเลีย ที่ยืนก้มหน้านิ่งกอดตุ๊กตาหนูอยู่ เขารู้ว่าน้องสาวของเขาไม่พูดอะไรแน่นอน ดังนั้นโลแกนจึงมาเค้นคำตอบจากเขาแทน
“จะตอบฉัน หรือไม่ตอบ”
“เอ่อ...คือ...”
“มัวแต่อ้ำอึ้งอยู่นั้นแหละ!!บอกฉันมาเดี๋ยวนี้!!ว่าพวกนายออกไปทำอะไรดึกๆดื่นๆ!!!
เสียงตะโกนถามอย่างเหลืออดของโลแกนทำให้เด็กๆทั้ง 7 คนที่ยืนอยู่ที่นี่พากันสะดุ้ง ไมเคิลกรอกตาไปมา เซ็งจิตนิดๆที่น้องๆอีก 5 คนที่เหลือของเขาเสือกลี้ภัยไปจากที่นี่ได้ทัน ในตอนนี้โลแกนหน้ากลัวมาก ไมเคิลก็อยากจะตอบอยู่หรอก แต่ไม่รู้ทำไมเขารู้สึกเหมือนพูดไม่ออกยังไงก็ไม่รู้  เหมือนตอนที่เขาแอบหนีไปเที่ยวกับแก๊งของเขาตอนอยู่ที่ราชอาณาจักรการ์เดียนไม่มีผิด พ่อแท้ๆของเขาก็ถามแบบนี้แหละ แต่พ่อของเขาใช้สายตาอันเย็นชานั้นเค้นคำตอบ ไม่เหมือนโลแกน
ไมเคิลสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วผ่อนลมหายใจออกมา ทำเช่นนั้น 2-3 ที ในหัวก็ประมวลผล เรียบเรียงคำพูดที่จะไม่ทำให้อีกฝ่ายโกรธไปมากกว่านี้
“คือ เทมมี่ตรวจพบ DNA สีดำ พวกเราเลยไปตรวจสอบ ก็พบกับไอ้พวกมิลฟีโอเล่เข้า เลยจัดการสอยมันซะเรียบ” ไมเคิลตอบตามความเป็นจริงโดยละเรื่องที่ว่ามันเกิดขึ้นที่ไหนกับเรื่องที่ไปเจอกับปีเตอร์โดยบังเอิญไว้นิดเพราะเขาไม่รู้จะพูดว่าไงให้มันดีกว่านี้ ถ้าเขาพูดบิดเบือนจากนี้ มันจะกลายเป็นเขาพูดโกหกซึ่งพวกเขาไม่สามารถพูดโกหกได้ มีแต่ต้องพูดความจริงเท่านั้น อีกอย่างจะปิดเรื่องนี้ไม่ให้โลแกนรู้ก็ไม่ได้เพราะว่า...ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความลับในครอบครัวนี้...
โลแกนถอนหายใจแล้วยกมือขึ้นลูบหัวโอฟีเลียที่ทำเพียงแค่ยืนก้มหน้ากอดตุ๊กตาหนูนิ่งซึ่งพอมือหนาสัมผัสกับกลุ่มผมสีดำ เด็กหญิงตัวน้อยก็เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของฝ่ามือหนาทันที
“ก็แค่นั้นแหละ จะอมพะนำกันทำไมมิทราบ”
“อ่า แฮะๆ พวกเราตกใจนิดหน่อย ก็ป๋าน่ากลัวอะ”
“กลัวเป็นด้วยรึไง?”
“โอ้ย ตอนป๋าดุๆอะ โคตรหน้ากลัวเลย”
“แล้วทำไมลูกไม่ยอมบอกพ่อล่ะโอฟีเลีย เรื่องแค่นี้เองพ่อไม่โกรธหรอก”
“...ก็... หนูกลัวว่าถ้าบอกพ่อแล้ว  พ่อจะรีบตามไปช่วยพวกเขา  หนูไม่อยากให้พ่อออกไปจัดการเรื่องพวกนี้หลังจากพ่อเพิ่งกลับมาถึงบ้านเหนื่อยๆ  พวกพี่เขาสามารถจัดการเองได้  และ...หนูเป็นห่วงพ่อ”
โอฟีเลียตอบ น้ำเสียงบ่งบอกถึงความกังวลและความเป็นห่วงอย่างหมดหัวใจ มันทำให้โลแกนยิ้มอย่างเอ็นดูแล้วลูบหัวลูกสาวของเขา ในขณะที่ไมเคิลกับน้องๆอีก 5 คนที่โผล่หัวออกมาจากด้านหลังเขาเพื่อมองดูภาพที่โลแกนกำลังลูบหัวโอฟีเลียด้วยความเอ็นดู ก็ทำเพียงแค่พากันเผยรอยยิ้มอย่างมีความสุขออกมาเท่านั้น
“ห่วงพ่อแต่ไม่ห่วงพี่ ซึ้งเลยน้องสาว”
“ไม่ให้ห่วงพ่อได้ไง ก็พ่อน่ะคิดว่าตัวเองมี ฮีลลิ่ง แฟคเตอร์(Healing factor) แล้วก็ไม่จำเป็นต้องห่วงอะไร ไม่มีอะไรสามารถมาทำอันตรายเขาได้ ทั้งๆที่ความจริงมันไม่ใช่ เพราะความคิดแบบนั้นพ่อเลยไม่รู้จักหลบกระสุนหรือของอันตราย ไม่เหมือนพวกพี่ที่อย่างน้อยก็ไม่ได้วิ่งโล่ไปให้เขายิงแล้วค่อยเสียบเขาทีหลัง”
“นี่ว่าพ่อเหรอโอฟีเลีย”
โลแกนพูดก่อนจะเพิ่มแรงขยี้หัวของลูกสาวเสียจนผมสีดำบนหัวของโอฟีเลียยุ่งไม่เป็นทรง เด็กหญิงทำเพียงแค่จับมือใหญ่ของผู้เป็นพ่อแล้วเงยหน้าขึ้นมองโลแกนพร้อมกับแก้มป่องๆที่บ่งบอกว่าลูกสาวของเขาเริ่มออกอาการงอนแล้ว  ด้วยความหมั่นไส้มือใหญ่ทั้งสองข้างจึงจับที่แก้มนุ่มนิ่มทั้งสองข้างของลูกสาวแล้วออกแรงดึงนิดหน่อยให้แก้มนุ่มนิ่มนั้นหายป่องเสียที
“งือ~ พ่อ~ แก้มหนูๆๆๆ >A<” โอฟีเลียร้องพร้อมกับพยายามหยุดมือของโลแกน แต่ก็ไม่สามารถหยุดมือใหญ่ที่ยังคงดึงแก้มของเธอได้ “มาช่วยหนูหน่อยสิพี่~
“ไม่งะ เชิญรับความเอ็นดูจากป๋าตามสบาย =w=” ไมเคิลตอบยิ้มๆแล้วค่อยๆย่องไปทางประตูพร้อมกับน้องๆ แต่ทว่า...
“อย่าคิดว่าเพียงแค่บอกความจริงกับฉันแล้วมันจะจบลงง่ายๆนะ”
ไมเคิลกับคนอื่นๆถึงกับหยุดชะงักค้างแล้วหันมามองโลแกนแทบจะพร้อมกัน
“บอกฉันมันก็อีกเรื่อง แต่กับบาตี้แล้ว...”
“ไม่ๆๆๆๆป๋าอย่าบอกตาเชียวนะ!~
“พ่อจ๋า เก็บเงียบทีนะจ๊ะพ่อ อย่าบอกตานะ”
“พ่อ~
“ป๋าอย่าบอกตานะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย พวกเราก็แค่...”
“ก็แค่ออกไปข้างนอกโดยไม่ได้รับอนุญาต รู้บ้างมั้ยว่าคนที่บ้านเป็นห่วงกันขนาดไหน”
“...”
พอเจอโลแกนพูดแบบนี้เข้าให้ พวกเขาก็ถึงกับจุก พูดอะไรไม่ออก ไม่ใช่ว่าพวกเขาอยากปิดบังหรืออยากทำให้คนที่บ้านเป็นห่วง แต่เพราะไม่อยากให้เกิดอันตรายกับคนสำคัญของพวกเขา ไมเคิลจึงไม่รอช้าที่จะตัดสินใจบุกออกไปจัดการตัวอันตราย ไม่อยากจะนึกด้วยซ้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขาไปช้ากว่านี้หรือไม่ไปเลย
โลแกนปรายตามองลูกสาวทั้งสองของเขากับลูกเลี้ยงอีก 5 คน เมื่อพบว่าเด็กๆมีสีหน้าสำนึกผิดและสภาพหน้าไม่ต่างอะไรกับหมาหงอย(ถ้ามีหูกับหางมันคงลู่ตกไปแล้ว) มันทำให้เขาถอนหายใจอีกครั้ง
“ฉันจะไม่บอกเรื่องนี้กับบาตี้ก็ได้ แต่อย่าทำแบบนี้อีก เข้าใจมั้ย”
“ครับ/คะ ป๋า/พ่อ”
เมื่อทั้งหมดได้ยินเช่นนั้นก็พากันยิ้มหน้าบานและตอบอย่างพร้อมเพียงกัน
“พ่อจ๋าใจดีที่สุดเลย หนูนี่ร๊าก รักพ่อจ๋าที่สุดเลยคะ~” เจนน่าพูดพร้อมกับวิ่งเข้ามากอดผู้เป็นพ่อซึ่งพอโอฟีเลียเห็นว่าพี่สาวฝาแฝดวิ่งมากอดพ่อ เธอก็กอดพ่อบ้าง
ไมเคิลและน้องๆอีก 4 คนได้แต่มองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มกับความรู้สึกอบอุ่นในอก หากแต่มันก็แฝงความรู้สึกเจ็บปวดไว้ภายในลึกๆ...เจ็บปวดที่ได้เห็นน้องสาวทั้งสองได้อยู่กับพ่อแท้ๆ...ในขณะที่พวกเขาไม่ได้อยู่กับพ่อแท้ๆหรือไม่รู้ว่าพ่อแท้ๆเป็นใคร...
“เอาล่ะๆ  ไปนอนกันได้แล้ว”
“คร้าบบบ/ค่าาาา  ป๋า/พ่อ”



+++++++++++++++++++++++++++++++++++



               ไมเคิลรู้สึกเซ็งแทบตายและรู้สึกเบื่อแทบขาดใจกับการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียนมัธยม มิดทาวน์ไฮท์สคูล(Midtown High School) เสียงเนือยๆของอาจารย์กับเนื้อหาที่ชวนง่วง ทำเอานักเรียนเกือบทั้งสายชั้นฟุบหลับไปกับโต๊ะ มีผู้รอดชีวิต (?)เพียงไม่กี่คน ที่ยังสามารถถ่างตาตื่นทนฟังอาจารย์แกได้ และเขาก็คือหนึ่งในนั้น  ความรู้สึกจริงๆของไมเคิลคืออยากจะหลับมากๆ
                ก็นะ สิงโตนอนวันละ 20 ชั่วโมงต่อวัน การนอนวันละ 8 ชั่วโมงต่อวันแบบพวกมนุษย์มันไม่ได้ทำให้เขาหายง่วงเลยสักนิด แต่ก็ยังพอทนได้อยู่บ้าง บ่อยครั้งที่เขาแอบเหลือบตามองปีเตอร์ พาร์คเกอร์ที่นั่งอยู่ข้างๆเป็นอาหารตาแก้ง่วงไปพลางๆก่อน ทว่ายิ่งมองหน้าอีกฝ่ายมากเท่าไร เขายิ่งอยากหลับมากขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ว่ามองหน้าปีเตอร์แล้วมันทำให้เขาง่วง...แต่มันทำให้เขาอยากฝัน... ฝันถึงภาพที่เขาเดินจับมือกับอีกฝ่าย  ฝันว่าเขาได้สัมผัสริมฝีปากอวบอิ่มของอีกฝ่าย ฝันว่าเขาได้เป็นมากกว่าเพื่อนสนิท...แหะๆ ก็ทำได้แค่ฝันน่ะนะ... ก็ในเมื่อในโลกของความเป็นจริงตอนนี้ ปีเตอร์กำลังรักกับใครบางคนอยู่...
...เอาเถอะ เขาไม่เสียใจ...
...โอเค ยอมรับว่าอาจจะรู้สึกเจ็บใจนิดๆ...แต่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นที่ 1 ก็ยังสามารถเป็นที่ 2,3,4 ได้ ขอแค่ไม่ใช่อันดับสุดท้าย...
...ถึงจะสุดท้ายก็ไม่ว่า แต่เขายินดีมอบความรักและอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายเสมอ...
ไมเคิลนั่งเหม่อกับความคิดของตัวเองสักพัก ใบหน้าหล่อเหลาระบายรอยยิ้มกว้างราวกับมีความสุขที่สุดในโลกโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง รัศมีสว่างจ้ากระจายออกมาจากตัวเขาโดยไม่รู้ตัว ถ้ามันมากพอที่จะทำให้คนรอบข้างตื่นได้หรืออาจารย์หันมาดุ เขาคงยังไม่เลิกนั่งยิ้มหน้าบานแบบนี้อยู่หรอก แต่เพราะเอาแต่ยิ้มเช่นนั้นมันทำให้ใครบางคนรู้สึกรำคาญมากๆ
!!!
ไมเคิลรู้สึกเหมือนโดนอะไรกระแทกหัว เขาเกือบหลุดอุทานออกไปด้วยซ้ำ ดวงตาต่างสีที่อีกข้างถูกที่ปิดตาสีขาวปิดเอาไว้หันไปมองทิศทางของวัตถุปริศนาที่พุ่งลงมาตกบนหัวเขาแปะๆ ก็พบว่ามันเป็นฝีมือของเพื่อนร่วมชั้นอย่าง แฟรช ทอมสัน อีกฝ่ายมองเขาด้วยรอยยิ้มสะใจซึ่งไมเคิลก็ทำเพียงแค่ส่งยิ้มนิ่งๆไปให้แล้วชูนิ้วกลางให้อีกฝ่ายเป็นของแถม



กริ๊งงงงงง!!!



เสียงออดเลิกเรียน เปรียบเสมือนนาฬิกาปลุกให้เหล่านักเรียนพากันลืมตาตื่นแล้วรีบวิ่งออกจากห้องด้วยความดีใจราวกับนักโทษที่ถูกปล่อยตัว
“เฮ้อ เลิกสักที แล้วเมื่อวานเป็นไงบ้าง?” ไมเคิลถามพลางลุกขึ้นยืนดัดขี้เกียจ ในขณะที่ปีเตอร์กำลังเก็บของลงกระเป๋า
“ซวย”
“อ้าว ไหงโดนจับได้ล่ะ?”
“ดันเข้าไปตอนที่แด๊ดกับป๋าเพิ่งกลับมาจากงาน”
เจอคำตอบเพียงแค่นั้น ไมเคิลก็ถึงกับบางอ๋อ ชายหนุ่มหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายแล้วเดินเข้าไปตบไหล่เพื่อนสนิท(คิดไม่ซื่อ)สองสามทีอย่างให้กำลังใจ
“แล้วนายล่ะ โดนตากับยายจับได้ปะ?”
“ไม่งะ แต่โดนพ่อเลี้ยงจับได้แทน”
“พ่อเลี้ยงที่ว่าเนี้ย ใช่คนที่บอกว่าดุๆรึเปล่าล่ะ?”
“คนนั้นแหละ”
“งั้นทางนายก็ไม่ต่างกันสินะ”
“...ก็ไม่เชิงหรอก”
ทั้งสองคนเดินไปพลางคุยกันไปพลางจนกระทั่งถึงประตูโรงเรียน ด้วยเหตุที่ว่าปีเตอร์โดนจับได้เรื่องการแอบออกไปข้างนอกดึกๆดื้อๆ เขาจึงถูกกักบริเวณ และแน่นอนว่าเรื่องนี้ต่อให้นิค ฟิวรี่ รู้ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ดังนั้นมีแต่ต้องรีบกลับบ้านก่อนที่เขาจะโดนลงโทษหนักกว่าเดิมอีก ทำให้ในวันนี้ เขามีเวลาอยู่กับไมเคิลแค่นี้เท่านั้น
“งั้นฉันกลับก่อนนะ”
“อืม และเจอกันพรุ่งนี้”
ไมเคิลกับปีเตอร์บอกลากันตรงหน้าโรงเรียนแล้วเดินแยกย้ายกันกลับบ้าน ไมเคิลรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆนิดหน่อย แต่เขาก็สะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไปแล้วรีบหายตัวหรือเทเลพอทร์กลับบ้านทันที...โดยที่ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นมันจะเกิดอะไรขึ้น...




...ได้เวลาเข้าสู่เนื้อเรื่อง...





+++++++++++++++++++++++++++++++++++




               ดวงตาสีอเมทิสเปิดขึ้นอย่างกะทันหัน  เด็กหญิงแทบจะรู้สึกได้ถึงหยาดน้ำตาที่มาคลอหน่วงอยู่ที่เบ้าตากับความรู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรมาจุกอยู่ที่คอ แต่ความรู้สึกนั้นก็หายไป เพียงไม่นานนัก
              “ขอโทษที พ่อทำให้ลูกตื่นเหรอ?” คำถามที่ดังมาจากด้านข้าง ทำให้โอฟีเลียหันไปมองก็พบกับโลแกนที่ยืนอยู่ข้างๆตัวเธอในชุดอยู่บ้านธรรมดา ดวงตาสีเมทิสกวาดมองโดยรอบในขณะที่ในหัวก็กำลังลำดับเหตุการณ์ต่างๆ จากที่ตาเห็น เธออยู่ในห้องสมุดและเท่าที่จำได้ เธอกำลังอ่านหนังสือเกี่ยวกับอาวุธวิเศษในตำนานอยู่ ไม่แน่ใจว่าตัวเธอเองเผลอหลับไปเมื่อไรเหมือนกัน
มือเล็กยกขึ้นมาขยี้ตาตัวเองด้วยอาการงัวเงีย แย่หน่อยที่เธอมีสายเลือดของราชสีห์ไหลอยู่เต็มร่าง ทำให้การนอนวันละ 8 ชั่วโมงแบบมนุษย์มันไม่เพียงพอสำหรับเธอ เท่าไรและด้วยการที่เธอยังเด็กบวกกับการที่เธอชอบอ่านหนังสือมากๆ มันทำให้เธอเผลอหลับได้ง่ายมาก ตามปกติแล้วทั้งเธอและพี่ๆน้องๆสามารถใช้ชีวิตนอนวันละ 8 ชั่วโมงแบบมนุษย์ได้ แต่ทว่า...ไม่รู้ทำไม...ว่าช่วงนี้...พวกเธอถึงทั้งอยากหลับและไม่อยากหลับกันนะ...
“ลูกร้องไห้ทำไม?” คำถามของผู้เป็นพ่อทำให้โอฟีเลียยกมือขึ้นแตะแก้มของตัวเองก็พบกับน้ำตาที่กำลังไหล...เธอ...กำลังร้องไห้?...
โลแกนหันเก้าอี้ของโอฟีเลียมาด้านข้างก่อนที่เขาจะคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ ฝ่ามือหนายกขึ้นปาดเช็ดน้ำตาให้ลูกสาวตัวน้อย ดวงตาสีฟ้าสบดวงตาสีอเมทิสที่ในตอนนี้มีน้ำตาคลอหน่วงและไหลลงมาไม่หยุด
“ฝันร้ายเหรอ?”
“พ่อจ๋า...หนูไม่รู้...ทำไม...ทำไมหนูถึงร้องไห้ล่ะ?”
โอฟีเลียถามเสียงสั่นด้วยความสงสัย มือทั้งสองข้างยกขึ้นจับแก้มของตนเองทั้งสองข้างที่เปรอะไปด้วยน้ำตา
“...ลูกรู้ โอฟีเลีย...ลูกรู้เสมอ ลองนึกดูดีๆสิ” โลแกนยกมือขึ้นลูบหัวลูกสาวที่ดูเหมือนจะยังตื่นไม่เต็มตาทำให้มีอาการมึนงงเล็กน้อย เขาคิดว่าโอฟีเลียฝันร้ายและเขาอยากรู้ว่าโอฟีเลียฝันถึงเรื่องอะไร เหตุได้ถึงได้ร้องไห้โดยที่ไม่รู้ตัวแบบนี้
เด็กหญิงนิ่งงัน เธอลองนึกทบทวนถึงสิ่งที่เธอฝัน ถึงแม้ว่ามันจะแค่ชั่วแว็บเดียว(เธอหลับไป 5 นาที) แต่เธอก็ยังสามารถจดจำมันได้ เมื่อภาพของความฝันปรากฏขึ้นมาในสมอง ดวงตาสีอเมทิสเบิกกว้าง โอฟีเลียรู้สึกเหมือนกับได้ยินเสียงเต้นของหัวใจตนเอง มันเต้นช้า หนักหน่วงและบีบรัดจนเจ็บ เธอรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คอซึ่งดูจะหนักหนากว่าตอนตื่นมาก จากที่ตอนแรกน้ำตามันไหลลงมาจากดวงตาสีอเมทิสอย่างช้าๆ มาบัดนี้มันกลับไหลลงมาราวกับเขื่อนแตก จากที่เด็กน้อยนั่งน้ำตาไหลเงียบๆกลับกลายเป็นว่าเด็กหญิงตัวน้อยกำลังเริ่มสะอึกสะอื้นแล้วร้องไห้โฮออกมาอย่างสมบูรณ์
โลแกนถึงกับตกใจทำอะไรไม่ถูกนอกจากคว้าลูกสาวตัวน้อยเข้ามากอดปลอบ มือหยาบหนาลูกหัวลูบหลังลูกสาวอย่างอ่อนโยน ในขณะที่เด็กหญิงสบหน้ากับอกแกร่งของผู้เป็นพ่อร้องไห้อย่างกับจะเป็นจะตาย
“พ่อจ๋า...ฮือ...พวกมัน...ฮึก...พวกมัน...ทำร้ายแม่!ฮือ!!พวกมันทรมานแม่!! ฮือ!!!!” โอฟีเลียกรีดร้อง โลแกนถึงกับมือชาเมื่อได้ยินสิ่งที่ลูกสาวพูด ถ้าหากว่าโอฟีเลียเป็นเพียงเด็กธรรมดาเขาคงจะพูดปลอบว่ามันเป็นแค่ฝันร้าย ลูกคงคิดมากไปเอง แต่ช่างโชคร้ายที่โอฟีเลียเป็นมนุษย์กลายพันธุ์เหมือนเขาและแม่ของเธอ หนึ่งในพลังอันหลากหลายของเธอคือการรับรู้...รับรู้ผ่านจิตและดวงตาของคนที่เธออยากจะรับรู้...
เขาไม่กล้านึกภาพว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับซูซาน เรื่องร้ายแรงอะไรกันที่ทำให้ลูกสาวที่ร่าเริง สดใสและสุขุมของเขาเกิดร้องไห้และกรีดร้องขนาดนี้ได้ โลแกนรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ใจอย่างไม่รู้สาเหตุ เขาทำได้แค่กอดปลอบลูกสาวตัวน้อยที่กำลังขวัญกระเจิงเท่านั้น...เขาทำได้แค่นี้...
“ไม่เป็นไร โอฟีเลีย แม่ของลูกจะไม่เป็นอะไร ...เรา...เราจะไปช่วยเขากัน”
“ฮึก...คะ”
“เมื่อเรารู้ว่าแม่ของลูกอยู่ที่ไหน โอเคนะ?”
“อึก...คะ”
“ขวัญเอ๋ยขวัญมาลูกพ่อ ไม่เป็นไร ไหนใครเอ่ยคนเก่งของพ่อ”
“ฮึก...นะ หนูไง”
“หืม ว่าไงนะ ใครเอ่ยคนเก่งของพ่อ”
“หนูเองคะ”
“หนูไงคนเก่งของพ่อ”โลแกนผละออกมามองหน้าลูกสาวที่เริ่มตั้งสติได้บ้างแล้ว ฝ่ามือหนายกขึ้นปาดเช็ดน้ำตาให้ลูกสาวตัวน้อย โอฟีเลียยังคงสะอื้นอยู่บ้างแต่สามารถหยุดร้องไห้ได้แล้วเธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาเล็กน้อย แล้วยิ้มให้กับพ่อของเธอเพื่อเป็นการบอกเขากรายๆว่าเธอไม่เป็นอะไรแล้ว “ไปทานอาหารเย็นกันได้แล้ว ช้าเดี๋ยวของดีหมดนะ”
“ของดีที่ว่านี่คืออาหารมนุษย์น่ะหรอคะ?” โอฟีเลียถามในขณะที่โลแกนจูงมือเธอ ให้เดินตามออกมาจากห้องสมุด โลแกนทำหน้าเหยเกเสียจนเด็กน้อยอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ลูกโดนตากับยายล้างสมองมากไปแล้ว” โลแกนถอนหายใจด้วยความเหนื่อยใจเหนือคณานับ โอฟีเลียทำเพียงแค่ยิ้มเล็กยิ้มน้อยแล้วกอดแขนล่ำบึกของผู้เป็นพ่อพลางถูไถหน้ากับแขนหนานั้นไปมาอย่างออดอ้อน





“ป๋า” ทันทีที่สองพ่อลูก โลแกนกับโอฟีเลีย มาถึงโรงอาหารของสถาบันสเตซี่ ก็มีเสียงของใครบางคนดังทักขึ้นมา เมื่อโลแกนหันไปมองตามเสียงเรียกก็พบกับไมเคิลที่เดินตรงมาทางเขาด้วยใบหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก
“ไมเคิล เกิดอะไรขึ้น?” โลแกนจับกระแสความกังวลจากสีหน้าของลูกเลี้ยงได้ เขาจ้องมองเด็กหนุ่มที่ดูจะร้อนรนกว่าปกติอย่างรอคอยคำตอบ
“คือ ปีเตอร์ ยังไม่กลับถึงบ้าน” ไมเคิลใบหน้าซีดกว่าปกติ ดวงตาต่างสีที่เขามักจะถอดที่ปิดตาออกยามอยู่ที่บ้านดูกังวลมาก
“ไม่ใช่ว่าเจ้าเด็กนั้นแต่งชุดไอ้แมงมุมออกไปทำงานรึไง?” โลแกนมองในแง่ดี ถามพลางเลิกคิ้ว ราวกับเป็นเรื่องปกติ เพราะเขารู้นิสัยของปีเตอร์ดีรวมไปถึงความลับทุกๆอย่างของเด็กหนุ่ม
“วันนี้ปีเตอร์ถูกกักบริเวณ แต่จนถึงตอนนี้เขายังไม่กลับถึงบ้านเลย สตีฟกับโทนี่เพิ่งโทรมาถามผมเมื่อกี้ และดูพวกเขา กังวลมาก” ไมเคิลบอก โลแกนถึงกับนิ่งไปสักพัก
“เจอกันครั้งสุดท้ายเมื่อไร?”
“หลังเลิกเรียน แล้วพวกเราก็แยกกัน นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เจอกับปีเตอร์”
โลแกนพยักหน้ารับรู้ มือหนายกขึ้นตบไหล่ของลูกเลี้ยงที่ดูจะกังวลจนเกินกว่าเหตุก่อนจะย่อตัวลงไปประจันหน้ากับลูกสาวตัวน้อย
“วันนี้ เราคงไม่ได้ทานอาหารค่ำด้วยกันแล้วล่ะ” โลแกนรู้สึกลำบากใจที่เขามีเวลาให้กับลูกๆค่อนข้างน้อย แต่มันคือหน้าที่ของเขา “ไม่ต้องรอพ่อนะ เข้าใจมั้ย?”
“พ่อจะบอกในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้กับหนูทำไม หนูจะรอพ่อ” โอฟีเลียตอบใบหน้าเรียบนิ่งแต่แววตาสั่นไหว คำตอบของเธอทำให้ผู้เป็นพ่อถอนหายใจออกมาที่หนึ่งก่อนที่เธอจะยกแขนขึ้นโอบกอดร่างใหญ่หนาของผู้เป็นพ่อ “ระวังตัวด้วยนะคะ”
โลแกนยิ้มให้กับเด็กหญิงพร้อมกับกอดตอบเธอ เมื่อสองพ่อลูกผละออกจากกันชายหนุ่มก็ดันหลังโอฟีเลียให้ไปหาไมเคิล โลแกนลูบหัวลูกทั้งสองไปทีหนึ่งแล้วค่อยเดินจากมา ท่ามกลางสายตาของไมเคิลและโอฟีเลีย
“ไม่ต้องห่วงนะพี่ แฟนพี่จะไม่เป็นอะไร พ่อจะต้องหาเขาเจอแน่นอนคะ” โอฟีเลียหันมาปลอบพี่ใหญ่ที่ดูกังวลมาก มือใหญ่ทั้งสองข้างสั่นระริกเสียจนเธอต้องจับฝ่ามือใหญ่นั้นแล้วบีบปลอบเบาๆ
“ก็หวังว่ามันจะเป็นแบบนั้น และปีเตอร์ไม่ใช่แฟนของพี่” ไมเคิลยิ้มให้กับน้องสาวตัวน้อยแล้วจูงมือพาเธอไปตักอาหารค่ำ
“ไม่ใช่แฟน? แต่...พี่รักเขาไม่ใช่หรอคะ?”
“ใช่ แต่มันซับซ้อนมากกว่านั้น”
“หนูว่าไม่เลยนะ แค่พี่บอกกับเขา มันก็จบ”
“มันไม่ง่ายแบบนั้นน่ะสิ”
“ยังไงกันคะ? แค่พี่รักเขามันก็เพียงพอแล้วนิคะ?”
“...นั้นสินะ”















TBC.


















ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น