THE Guardian League:
Leone Family 1
...เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง...ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว...
“ตรวจพบ DNA ของสิ่งมีชีวิตอันตราย DNA สีดำ อันตรายๆๆๆ” เสียงเอไอสาวหรือคอมพิวเตอร์อัจฉริยะสาวดังขึ้นทั่วห้องโถงพร้อมกับแสงไฟสีแดงที่กระพริบถี่ๆทั่วทั้งห้องโถงของสถาบันสเตซี่
“ตรวจพบที่ไหน เทมมี่?” ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้ม
ดวงตาต่างสี ฟ้าข้างแดงข้าง ในชุดสีดำ ไมเคิล เลโอเน่ ถามเสียงเรียบในขณะที่สมาชิกคนอื่นๆในสถาบัน
ต่างพากันมารวมตัวยังห้องโถงแห่งนี้ ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มดูเรียบนิ่ง
หากแต่แววตานั้นกลับฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด
“บริเวณใกล้ๆตึกสตาร์คทาวเวอร์คะ
นายน้อยไมเคิล” คำตอบมาพร้อมกับภาพโฮโลแกรมบอกพิกัดขนาดใหญ่ที่ฉายชัดขึ้นมากลางห้องโถง ดวงตาต่างสีของไมเคิลเบิกกว้างเมื่อได้ยินคำตอบ
เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นที่หน้าผาก
เขากลืนน้ำลายด้วยความยากลำบากและพยายามทำให้จิตใจของตัวเอง สงบเยือกเย็นเข้าไว้
“เอายังไงต่อดีพี่ชาย
เราจะออกไปลุยกันเลยมั้ย?” หญิงสาวผมสีแดงส้มแซมทอง ดวงตาสีฟ้า วิช เลโอเน่ เอ่ยถามไมเคิล พี่ใหญ่ของพวกเธอทุกคนที่ยืนมองภาพโฮโลแกรมด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดมากขึ้นกว่าเดิม
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเสียจนเกือบจะเป็นปม ไมเคิลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
เขาหลับตาสักครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นมา
“วิช,เจนน่า,แซม,โฮปและชินยะ
มากับฉัน ส่วนพวกที่เหลือเตรียมพร้อมอยู่ที่นี่ โอฟีเลีย เปิดประตูมิติ ส่งพวกเราไปยังที่หมาย”
ไมเคิลสั่งอย่างรวดเร็ว
สมาชิกทั้งหมดพยักหน้ารับก่อนจะพากันแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน เด็กสาวผมสีดำเป็นประกาย ดวงตาสีอเมทิส โอฟีเลีย
เลโอเน่ เริ่มทำการรวบรวมสมาธิ ก่อนจะมีรัศมีสีม่วงอ่อนๆปรากฏขึ้นเป็นแนวตั้งดูคล้ายกับซุ้มประตูโค้ง ไมเคิลเดินนำกลุ่มน้องๆของเขาตรงไปยังประตูมิติที่โอฟีเลียเป็นคนเปิด
แววตาของเขาเป็นประกาย...ดูราวกับนักล่าที่พร้อมจะจัดการกับศัตรูที่เข้ามาในอาณาเขตของตน...
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เด็กหนุ่มอย่าง
ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ จะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมานอกบ้านในเวลากลางค่ำกลางคืนอันเนื่องมาจากความเป็นห่วงของคนเป็นพ่อเป็นแม่
ถ้าไม่ใช่เรื่องจำเป็นหรือมีคนอื่นอยู่ด้วยล่ะก็นะ แต่ก็เป็นที่รู้กันทั่ว ว่าเมื่อเป็นฮีโร่แล้ว
คำว่าวันหยุดหรือช่วงเวลาที่ไม่ต้องทำภารกิจนั้นก็ย้อมหาได้ยาก
เมื่อเรื่องไม่มาหาตัว เจ้าตัวก็ไปหาเรื่องเอง ประมาณนั้น
คืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่ปีเตอร์แอบออกมาจากบ้านเพื่อไปลาดตระเวนทั่วมหานครนิวยอร์ก...ที่จริง
ก็ไม่ได้ไปทั่วอะไรขนาดนั้น แค่ ลาดตระเวนพอเป็นพิธี
ซึ่งแน่นอนว่าเขาต้องเจอคดีโจรปล้นสัก 2-3
คดีและโดนพวกเหล่าร้ายเล่นงานเป็นเรื่องปกติ...มันดูปกติดี...
มาตอนนี้ปีเตอร์ต้องรีบกลับบ้านโดยด่วน
ถ้าเขายังไม่อยากโดนแด๊ดดี้กับป๊ะป๋าลงโทษกักบริเวณล่ะก็ ถึงเขาจะขอร้องให้จาวิสช่วยปิดเรื่องนี้ไม่ให้แด๊ดกับป๋ารู้
แต่เขาก็ไม่มั่นใจเท่าไรว่าจาวิสจะปิดแด๊ดโทนี่มิดไหม ก็นะ
แด๊ดเป็นคนสร้างจาวิสนี่นะ ปิดไม่มิดแน่ ดังนั้น เขาต้องรีบกลับบ้านโดยด่วน!!
ถ้าเขาถูกจับได้ว่าออกมาใส่ชุดไอ้แมงมุมโหนไปโหนมาทั่วเมืองล่ะก็...ไม่อยากจะนึกว่าป๋าแคปจะลงโทษเขายังไงหรือแด๊ดโทนี่จะกักบริเวณเขานานเท่าไร...
!!!
ปีเตอร์ที่อยู่ในชุดของสไปเดอร์แมนหยุดชะงักเมื่อ
สไปเดอร์เซนท์ของเขาสัมผัสได้ถึงอันตราย หรือ
อะไรบางอย่างตรงบริเวณซอกตึกใกล้ๆกับตึกสตาร์คทาวเวอร์ บ้านของเขา
ปีเตอร์หยุดยืนอยู่บนยอดตึกใกล้ๆกับซอกตึกนั้นอย่างช่างใจ ก่อนจะตัดสินใจปล่อยใยแล้วโหนตัวลงไปยังซอกตึกที่เขารู้สึกถึงอะไรบางอย่าง
เมื่อลงมาถึงพื้นแล้ว
สไปเดอร์เซนท์ของเขาก็ร้องเตือนไม่หยุด
มันร้องเตือนเสียจนเขาต้องยกมือขึ้นมากุมหัว เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน
สิ่งที่เขาสัมผัสได้มันอันตรายมากขนาดนั้นเชียว? สไปเดอร์เซนท์มันร้องเตือนอยู่แบบนั้นสักพักก่อนที่มันจะเงียบไปอย่างกะทันหัน
เท่าเอาปีเตอร์มึนงงไปสักพัก เขาสะบัดหัวไล่อาการมึนงงแล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อจู่ๆก็มีมือของใครก็ไม่รู้แตะลงมาที่บ่าของเขา
ปีเตอร์รีบหันไปมองทางด้านหลัง
ตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เมื่อพบว่าใครเป็นคนจับบ่าเขา
ปีเตอร์ก็ถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ไมเคิล
ให้ตายสิ นายทำฉันตกใจแทบตาย” ปีเตอร์พูดพร้อมกับถอนหายใจออกมาเมื่อพบว่า
คนที่จับบ่าเขา ก็คือไมเคิล เลโอเน่ เพื่อนร่วมห้องของเขาและเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเด็กของเขา
ไมเคิลทำเพียงแค่ส่งรอยยิ้มละไมมาให้ปีเตอร์
ชายหนุ่มมองสำรวจเพื่อนสนิทของตนตั้งแต่หัวจรดเท้า
“นี่นาย แอบออกไปเป็นฮีโร่อีกแล้วใช่มั้ยเนี้ย? แด๊ดกับป๋าของนายรู้เรื่องนี้รึเปล่า?”
“ไม่รู้
แล้วนายล่ะ ใส่ชุดเกราะออกมาแบบนี้ นายเองก็ออกมาเป็นฮีโร่อีกแล้วใช่มั้ยล่ะ?
ตากับยายของนายรู้รึเปล่าล่ะ?”
“ไม่รู้”
พวกเขามองหน้ากันสักพัก
ก่อนที่ทั้งคู่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกันดี
ไมเคิลกับปีเตอร์ยืนขำแบบนั้นสักพักก่อนจะหยุดหัวเราะ ไมเคิลจ้องหน้าปีเตอร์สักพัก
“นายน่าจะกลับบ้านได้แล้วนะ เดี๋ยวก็โดนแด๊ดนายกักบริเวณหรอก”
ไมเคิลกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ชายหนุ่มแอบเอามือทั้งสองข้างไปซ่อนไว้ด้านหลัง
เพื่อปกปิดไม่ให้ปีเตอร์ได้เห็นสิ่งที่เปื้อนอยู่บนฝ่ามือของเขา...เลือด...
“ก็ว่าจะทำอยู่
แต่เซนท์แมงมุมของฉันสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างในนี้” ปีเตอร์กล่าวพร้อมกับมองโดยรอบเพื่อหาสิ่งผิดปกติ
แต่เขากลับไม่พบเจอสิ่งใดเลยและสัมผัสแมงมุมของเขาก็ไม่ได้ร้องเตือนแล้วด้วย...ไม่ค่อยช่วยเลยแหะ
ให้ตายสิ...
“ไม่แน่
สัมผัสแมงมุมของนาย อาจสัมผัสถึงฉันก็ได้นะ”
ไมเคิลเดินตรงเข้ามาหาปีเตอร์แล้วสะบัดมือนิดหน่อยเพื่อให้เลือดที่เลอะฝ่ามือของเขามีน้อยลง
ก่อนจะใช้มันโอบไหล่เพื่อนสนิท “นายก็รู้ว่าฉันมันไม่ธรรมดา
ไม่ต้องไปใส่ใจเรื่องนั้นหรอกเนอะ”
“แต่
ฉันว่าฉันได้กลิ่นเลือดนะ” ...เวรแล้วเฮ้ย...ไมเคิลคิดพลางเหลือบมองมือที่เต็มไปด้วยคราบเลือดของตนและพยายามอย่างเต็มที่ไม่ให้เลือดนั้นเลอะเสื้อของเพื่อนสนิท
รวมไปถึงใช้ประโยชน์จากแสงโดยรอบกับกลิ่นโดยรอบให้เต็มที่เพื่อไม่ให้ปีเตอร์รู้...ว่าเขากำลังปิดบังอะไรอยู่...
“กลิ่นเหล็กมากกว่ามั้ง
รีบกลับบ้านเถอะไป เดี๋ยวเรื่องแถวนี้ฉันจะจัดการเอง”
“แต่...”
“ถ้าไม่รีบ
ระวังแด๊ดนายจับได้นะ แล้วนายจะอดเที่ยวไปสักประมาณ 2-3 อาทิตย์
แถมยังต้องฝึกหนักกับป๋าเป็น 3 เท่า และอาจจะ...”
“พอ!!พอแล้ว ฉันจะกลับแล้ว! ...และเจอกันที่โรงเรียนนะไมเคิล”
ปีเตอร์พูดรัวเร็วก่อนจะวิ่งจากไป
“โอเค”
ไมเคิลพึมพำ ดวงตาต่างสีจ้องมองร่างของปีเตอร์จนกระทั่งร่างของอีกฝ่ายหายลับไปจากสายตา
แล้วทันใดนั้น ดวงตาที่เคยอ่อนโยน ฉับพลันก็กลับกลายเป็นแววตาที่สงบนิ่งเสียจนเกือบเย็นชา
เปลวเพลิงจำนวนมากบังเกิดขึ้นด้านหลังไมเคิลพร้อมกับร่างอีก 5 ร่างที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับซากศพที่นอนจมกองเลือดและกองเพลิงอยู่แทบเท้าร่างทั้ง
5 ร่าง มุมปากของชายหนุ่มยกยิ้มขึ้น แต่ทว่าเป็นรอยยิ้มที่ใครเห็นแล้วต้องรู้สึกหนาวที่กระดูกสันหลัง
ฝ่ามือหนาที่เคยซ่อนอยู่ด้านหลัง ถูกปล่อยแนบข้างลำตัวเผยให้เห็นฝ่ามือที่เต็มไปด้วยเลือด...เลือดที่ไม่ใช่ของตัวเขาเอง...
“และเจอกันที่โรงเรียน เพื่อนรัก”
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
หลายๆคนอาจจะเคยได้เจอเหตุการณ์ที่พอเรากับน้องๆแอบออกไปนอกบ้านในเวลากลางค่ำกลางคืนโดยที่ไม่ได้บอกผู้ปกครอง
แล้วพอจะกลับเข้าบ้าน เราก็จะรู้สึกกังวลขนาดหันไปถามความเห็นคนที่ร่วมอุดมการณ์ว่า
เราค้างนอกบ้านได้มั้ย?
ไม่กล้าไปเผชิญหน้ากับผู้ปกครองที่เตรียมจะเทศนารอเราอยู่ที่บ้านเลย
แต่บังเอิญว่าการทำแบบนั้นมันคือการหนีปัญหาและการกระทำแบบนั้นมันจะทำให้เราโดนบ่นเป็นสองเท่า
ที่กล่าวมานี้คือสิ่งที่ไมเคิลกำลังจะได้เผชิญเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว...
“หายไปไหนมา?”
เสียงเข้มที่บ่งบอกถึงความหงุดหงิดและเป็นห่วงน้อยๆ
ดังขึ้นเป็นเสียงแรกเมื่อไมเคิลและน้องๆเดินผ่านประตูมิติที่โอฟีเลียเปิดให้เข้ามา
แล้วพอเงยหน้าขึ้นมอง ทั้งเขาและน้องๆอีก 5 คนก็ถึงกับหน้าถอดสีหน่อยๆ
ถ้าคนที่ถามคำถามเมื่อกี้เป็นแม่ของพวกเขาล่ะก็คงจะดีไม่น้อย
แต่โชคร้ายหน่อยที่คนที่ถามคำถามนั้นกลับเป็นพ่อเลี้ยงของพวกเขา
โลแกนหรือโค้ดเนมวูฟเวอร์รีน
ดวงตาสีฟ้าดุดันที่จ้องมาที่ไมเคิลเขม็งทำเอาชายหนุ่มเหงื่อตกและยิ้มไม่ออก
ในหัวพยายามหาคำพูดดีๆหรือเหตุผล 108 มาอธิบายให้กับพ่อเลี้ยงคนนี้ฟัง
“เอ่อ ไงป๋า
กลับมาแล้วเหรอ?”
“ฉันถามว่า
หาย-ไป-ไหน-มา”
ไมเคิลถึงกับกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดของตนลงคอเมื่อเจอกับสายตาดุๆของพ่อเลี้ยงกับเสียงดุๆของอีกฝ่าย
พอจะหันไปมองวิชที่ยืนอยู่ข้างๆกลับพบว่าสาวเจ้าดันเดินมาหลบอยู่ด้านหลังเขาเช่นเดียวกับน้องๆอีก
4 คน ทำให้ตอนนี้พวกเขายืนต่อแถวตอนลึกกันอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้น
ดวงตาคมดุของโลแกนจึงจ้องมองมาที่เขาคนเดียวอย่างคาดคั้นคำตอบ
ไมเคิลเหลือบมองข้างๆชายหนุ่มก็พบกับโอฟีเลีย ที่ยืนก้มหน้านิ่งกอดตุ๊กตาหนูอยู่
เขารู้ว่าน้องสาวของเขาไม่พูดอะไรแน่นอน ดังนั้นโลแกนจึงมาเค้นคำตอบจากเขาแทน
“จะตอบฉัน
หรือไม่ตอบ”
“เอ่อ...คือ...”
“มัวแต่อ้ำอึ้งอยู่นั้นแหละ!!บอกฉันมาเดี๋ยวนี้!!ว่าพวกนายออกไปทำอะไรดึกๆดื่นๆ!!!”
เสียงตะโกนถามอย่างเหลืออดของโลแกนทำให้เด็กๆทั้ง
7 คนที่ยืนอยู่ที่นี่พากันสะดุ้ง ไมเคิลกรอกตาไปมา เซ็งจิตนิดๆที่น้องๆอีก 5 คนที่เหลือของเขาเสือกลี้ภัยไปจากที่นี่ได้ทัน
ในตอนนี้โลแกนหน้ากลัวมาก ไมเคิลก็อยากจะตอบอยู่หรอก
แต่ไม่รู้ทำไมเขารู้สึกเหมือนพูดไม่ออกยังไงก็ไม่รู้
เหมือนตอนที่เขาแอบหนีไปเที่ยวกับแก๊งของเขาตอนอยู่ที่ราชอาณาจักรการ์เดียนไม่มีผิด
พ่อแท้ๆของเขาก็ถามแบบนี้แหละ แต่พ่อของเขาใช้สายตาอันเย็นชานั้นเค้นคำตอบ
ไม่เหมือนโลแกน
ไมเคิลสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วผ่อนลมหายใจออกมา
ทำเช่นนั้น 2-3 ที ในหัวก็ประมวลผล
เรียบเรียงคำพูดที่จะไม่ทำให้อีกฝ่ายโกรธไปมากกว่านี้
“คือ เทมมี่ตรวจพบ
DNA สีดำ พวกเราเลยไปตรวจสอบ ก็พบกับไอ้พวกมิลฟีโอเล่เข้า
เลยจัดการสอยมันซะเรียบ” ไมเคิลตอบตามความเป็นจริงโดยละเรื่องที่ว่ามันเกิดขึ้นที่ไหนกับเรื่องที่ไปเจอกับปีเตอร์โดยบังเอิญไว้นิดเพราะเขาไม่รู้จะพูดว่าไงให้มันดีกว่านี้
ถ้าเขาพูดบิดเบือนจากนี้ มันจะกลายเป็นเขาพูดโกหกซึ่งพวกเขาไม่สามารถพูดโกหกได้
มีแต่ต้องพูดความจริงเท่านั้น อีกอย่างจะปิดเรื่องนี้ไม่ให้โลแกนรู้ก็ไม่ได้เพราะว่า...ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความลับในครอบครัวนี้...
โลแกนถอนหายใจแล้วยกมือขึ้นลูบหัวโอฟีเลียที่ทำเพียงแค่ยืนก้มหน้ากอดตุ๊กตาหนูนิ่งซึ่งพอมือหนาสัมผัสกับกลุ่มผมสีดำ
เด็กหญิงตัวน้อยก็เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของฝ่ามือหนาทันที
“ก็แค่นั้นแหละ
จะอมพะนำกันทำไมมิทราบ”
“อ่า แฮะๆ
พวกเราตกใจนิดหน่อย ก็ป๋าน่ากลัวอะ”
“กลัวเป็นด้วยรึไง?”
“โอ้ย
ตอนป๋าดุๆอะ โคตรหน้ากลัวเลย”
“แล้วทำไมลูกไม่ยอมบอกพ่อล่ะโอฟีเลีย
เรื่องแค่นี้เองพ่อไม่โกรธหรอก”
“...ก็... หนูกลัวว่าถ้าบอกพ่อแล้ว
พ่อจะรีบตามไปช่วยพวกเขา หนูไม่อยากให้พ่อออกไปจัดการเรื่องพวกนี้หลังจากพ่อเพิ่งกลับมาถึงบ้านเหนื่อยๆ
พวกพี่เขาสามารถจัดการเองได้ และ...หนูเป็นห่วงพ่อ”
โอฟีเลียตอบ
น้ำเสียงบ่งบอกถึงความกังวลและความเป็นห่วงอย่างหมดหัวใจ
มันทำให้โลแกนยิ้มอย่างเอ็นดูแล้วลูบหัวลูกสาวของเขา ในขณะที่ไมเคิลกับน้องๆอีก 5
คนที่โผล่หัวออกมาจากด้านหลังเขาเพื่อมองดูภาพที่โลแกนกำลังลูบหัวโอฟีเลียด้วยความเอ็นดู
ก็ทำเพียงแค่พากันเผยรอยยิ้มอย่างมีความสุขออกมาเท่านั้น
“ห่วงพ่อแต่ไม่ห่วงพี่
ซึ้งเลยน้องสาว”
“ไม่ให้ห่วงพ่อได้ไง
ก็พ่อน่ะคิดว่าตัวเองมี ฮีลลิ่ง แฟคเตอร์(Healing factor) แล้วก็ไม่จำเป็นต้องห่วงอะไร ไม่มีอะไรสามารถมาทำอันตรายเขาได้
ทั้งๆที่ความจริงมันไม่ใช่ เพราะความคิดแบบนั้นพ่อเลยไม่รู้จักหลบกระสุนหรือของอันตราย
ไม่เหมือนพวกพี่ที่อย่างน้อยก็ไม่ได้วิ่งโล่ไปให้เขายิงแล้วค่อยเสียบเขาทีหลัง”
“นี่ว่าพ่อเหรอโอฟีเลีย”
โลแกนพูดก่อนจะเพิ่มแรงขยี้หัวของลูกสาวเสียจนผมสีดำบนหัวของโอฟีเลียยุ่งไม่เป็นทรง
เด็กหญิงทำเพียงแค่จับมือใหญ่ของผู้เป็นพ่อแล้วเงยหน้าขึ้นมองโลแกนพร้อมกับแก้มป่องๆที่บ่งบอกว่าลูกสาวของเขาเริ่มออกอาการงอนแล้ว
ด้วยความหมั่นไส้มือใหญ่ทั้งสองข้างจึงจับที่แก้มนุ่มนิ่มทั้งสองข้างของลูกสาวแล้วออกแรงดึงนิดหน่อยให้แก้มนุ่มนิ่มนั้นหายป่องเสียที
“งือ~ พ่อ~
แก้มหนูๆๆๆ >A<” โอฟีเลียร้องพร้อมกับพยายามหยุดมือของโลแกน
แต่ก็ไม่สามารถหยุดมือใหญ่ที่ยังคงดึงแก้มของเธอได้ “มาช่วยหนูหน่อยสิพี่~”
“ไม่งะ เชิญรับความเอ็นดูจากป๋าตามสบาย
=w=” ไมเคิลตอบยิ้มๆแล้วค่อยๆย่องไปทางประตูพร้อมกับน้องๆ
แต่ทว่า...
“อย่าคิดว่าเพียงแค่บอกความจริงกับฉันแล้วมันจะจบลงง่ายๆนะ”
ไมเคิลกับคนอื่นๆถึงกับหยุดชะงักค้างแล้วหันมามองโลแกนแทบจะพร้อมกัน
“บอกฉันมันก็อีกเรื่อง
แต่กับบาตี้แล้ว...”
“ไม่ๆๆๆๆป๋าอย่าบอกตาเชียวนะ!~”
“พ่อจ๋า
เก็บเงียบทีนะจ๊ะพ่อ อย่าบอกตานะ”
“พ่อ~”
“ป๋าอย่าบอกตานะ
มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย พวกเราก็แค่...”
“ก็แค่ออกไปข้างนอกโดยไม่ได้รับอนุญาต
รู้บ้างมั้ยว่าคนที่บ้านเป็นห่วงกันขนาดไหน”
“...”
พอเจอโลแกนพูดแบบนี้เข้าให้
พวกเขาก็ถึงกับจุก พูดอะไรไม่ออก
ไม่ใช่ว่าพวกเขาอยากปิดบังหรืออยากทำให้คนที่บ้านเป็นห่วง แต่เพราะไม่อยากให้เกิดอันตรายกับคนสำคัญของพวกเขา
ไมเคิลจึงไม่รอช้าที่จะตัดสินใจบุกออกไปจัดการตัวอันตราย
ไม่อยากจะนึกด้วยซ้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขาไปช้ากว่านี้หรือไม่ไปเลย
โลแกนปรายตามองลูกสาวทั้งสองของเขากับลูกเลี้ยงอีก
5 คน เมื่อพบว่าเด็กๆมีสีหน้าสำนึกผิดและสภาพหน้าไม่ต่างอะไรกับหมาหงอย(ถ้ามีหูกับหางมันคงลู่ตกไปแล้ว)
มันทำให้เขาถอนหายใจอีกครั้ง
“ฉันจะไม่บอกเรื่องนี้กับบาตี้ก็ได้
แต่อย่าทำแบบนี้อีก เข้าใจมั้ย”
“ครับ/คะ
ป๋า/พ่อ”
เมื่อทั้งหมดได้ยินเช่นนั้นก็พากันยิ้มหน้าบานและตอบอย่างพร้อมเพียงกัน
“พ่อจ๋าใจดีที่สุดเลย
หนูนี่ร๊าก รักพ่อจ๋าที่สุดเลยคะ~”
เจนน่าพูดพร้อมกับวิ่งเข้ามากอดผู้เป็นพ่อซึ่งพอโอฟีเลียเห็นว่าพี่สาวฝาแฝดวิ่งมากอดพ่อ
เธอก็กอดพ่อบ้าง
ไมเคิลและน้องๆอีก
4 คนได้แต่มองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มกับความรู้สึกอบอุ่นในอก หากแต่มันก็แฝงความรู้สึกเจ็บปวดไว้ภายในลึกๆ...เจ็บปวดที่ได้เห็นน้องสาวทั้งสองได้อยู่กับพ่อแท้ๆ...ในขณะที่พวกเขาไม่ได้อยู่กับพ่อแท้ๆหรือไม่รู้ว่าพ่อแท้ๆเป็นใคร...
“เอาล่ะๆ ไปนอนกันได้แล้ว”
“คร้าบบบ/ค่าาาา ป๋า/พ่อ”
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
ไมเคิลรู้สึกเซ็งแทบตายและรู้สึกเบื่อแทบขาดใจกับการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียนมัธยม
มิดทาวน์ไฮท์สคูล(Midtown
High School)
เสียงเนือยๆของอาจารย์กับเนื้อหาที่ชวนง่วง
ทำเอานักเรียนเกือบทั้งสายชั้นฟุบหลับไปกับโต๊ะ มีผู้รอดชีวิต (?)เพียงไม่กี่คน
ที่ยังสามารถถ่างตาตื่นทนฟังอาจารย์แกได้ และเขาก็คือหนึ่งในนั้น ความรู้สึกจริงๆของไมเคิลคืออยากจะหลับมากๆ
ก็นะ สิงโตนอนวันละ 20
ชั่วโมงต่อวัน การนอนวันละ 8
ชั่วโมงต่อวันแบบพวกมนุษย์มันไม่ได้ทำให้เขาหายง่วงเลยสักนิด แต่ก็ยังพอทนได้อยู่บ้าง
บ่อยครั้งที่เขาแอบเหลือบตามองปีเตอร์
พาร์คเกอร์ที่นั่งอยู่ข้างๆเป็นอาหารตาแก้ง่วงไปพลางๆก่อน
ทว่ายิ่งมองหน้าอีกฝ่ายมากเท่าไร เขายิ่งอยากหลับมากขึ้นเท่านั้น
ไม่ใช่ว่ามองหน้าปีเตอร์แล้วมันทำให้เขาง่วง...แต่มันทำให้เขาอยากฝัน...
ฝันถึงภาพที่เขาเดินจับมือกับอีกฝ่าย
ฝันว่าเขาได้สัมผัสริมฝีปากอวบอิ่มของอีกฝ่าย
ฝันว่าเขาได้เป็นมากกว่าเพื่อนสนิท...แหะๆ ก็ทำได้แค่ฝันน่ะนะ...
ก็ในเมื่อในโลกของความเป็นจริงตอนนี้ ปีเตอร์กำลังรักกับใครบางคนอยู่...
...เอาเถอะ เขาไม่เสียใจ...
...โอเค ยอมรับว่าอาจจะรู้สึกเจ็บใจนิดๆ...แต่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นที่
1 ก็ยังสามารถเป็นที่ 2,3,4 ได้ ขอแค่ไม่ใช่อันดับสุดท้าย...
...ถึงจะสุดท้ายก็ไม่ว่า
แต่เขายินดีมอบความรักและอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายเสมอ...
ไมเคิลนั่งเหม่อกับความคิดของตัวเองสักพัก
ใบหน้าหล่อเหลาระบายรอยยิ้มกว้างราวกับมีความสุขที่สุดในโลกโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
รัศมีสว่างจ้ากระจายออกมาจากตัวเขาโดยไม่รู้ตัว
ถ้ามันมากพอที่จะทำให้คนรอบข้างตื่นได้หรืออาจารย์หันมาดุ เขาคงยังไม่เลิกนั่งยิ้มหน้าบานแบบนี้อยู่หรอก
แต่เพราะเอาแต่ยิ้มเช่นนั้นมันทำให้ใครบางคนรู้สึกรำคาญมากๆ
!!!
ไมเคิลรู้สึกเหมือนโดนอะไรกระแทกหัว
เขาเกือบหลุดอุทานออกไปด้วยซ้ำ
ดวงตาต่างสีที่อีกข้างถูกที่ปิดตาสีขาวปิดเอาไว้หันไปมองทิศทางของวัตถุปริศนาที่พุ่งลงมาตกบนหัวเขาแปะๆ
ก็พบว่ามันเป็นฝีมือของเพื่อนร่วมชั้นอย่าง แฟรช ทอมสัน
อีกฝ่ายมองเขาด้วยรอยยิ้มสะใจซึ่งไมเคิลก็ทำเพียงแค่ส่งยิ้มนิ่งๆไปให้แล้วชูนิ้วกลางให้อีกฝ่ายเป็นของแถม
กริ๊งงงงงง!!!
เสียงออดเลิกเรียน
เปรียบเสมือนนาฬิกาปลุกให้เหล่านักเรียนพากันลืมตาตื่นแล้วรีบวิ่งออกจากห้องด้วยความดีใจราวกับนักโทษที่ถูกปล่อยตัว
“เฮ้อ
เลิกสักที แล้วเมื่อวานเป็นไงบ้าง?” ไมเคิลถามพลางลุกขึ้นยืนดัดขี้เกียจ
ในขณะที่ปีเตอร์กำลังเก็บของลงกระเป๋า
“ซวย”
“อ้าว
ไหงโดนจับได้ล่ะ?”
“ดันเข้าไปตอนที่แด๊ดกับป๋าเพิ่งกลับมาจากงาน”
เจอคำตอบเพียงแค่นั้น
ไมเคิลก็ถึงกับบางอ๋อ
ชายหนุ่มหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายแล้วเดินเข้าไปตบไหล่เพื่อนสนิท(คิดไม่ซื่อ)สองสามทีอย่างให้กำลังใจ
“แล้วนายล่ะ
โดนตากับยายจับได้ปะ?”
“ไม่งะ
แต่โดนพ่อเลี้ยงจับได้แทน”
“พ่อเลี้ยงที่ว่าเนี้ย
ใช่คนที่บอกว่าดุๆรึเปล่าล่ะ?”
“คนนั้นแหละ”
“งั้นทางนายก็ไม่ต่างกันสินะ”
“...ก็ไม่เชิงหรอก”
ทั้งสองคนเดินไปพลางคุยกันไปพลางจนกระทั่งถึงประตูโรงเรียน
ด้วยเหตุที่ว่าปีเตอร์โดนจับได้เรื่องการแอบออกไปข้างนอกดึกๆดื้อๆ
เขาจึงถูกกักบริเวณ และแน่นอนว่าเรื่องนี้ต่อให้นิค ฟิวรี่ รู้ก็ช่วยอะไรไม่ได้
ดังนั้นมีแต่ต้องรีบกลับบ้านก่อนที่เขาจะโดนลงโทษหนักกว่าเดิมอีก ทำให้ในวันนี้
เขามีเวลาอยู่กับไมเคิลแค่นี้เท่านั้น
“งั้นฉันกลับก่อนนะ”
“อืม
และเจอกันพรุ่งนี้”
ไมเคิลกับปีเตอร์บอกลากันตรงหน้าโรงเรียนแล้วเดินแยกย้ายกันกลับบ้าน
ไมเคิลรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆนิดหน่อย แต่เขาก็สะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไปแล้วรีบหายตัวหรือเทเลพอทร์กลับบ้านทันที...โดยที่ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นมันจะเกิดอะไรขึ้น...
...ได้เวลาเข้าสู่เนื้อเรื่อง...
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
ดวงตาสีอเมทิสเปิดขึ้นอย่างกะทันหัน เด็กหญิงแทบจะรู้สึกได้ถึงหยาดน้ำตาที่มาคลอหน่วงอยู่ที่เบ้าตากับความรู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรมาจุกอยู่ที่คอ
แต่ความรู้สึกนั้นก็หายไป เพียงไม่นานนัก
“ขอโทษที
พ่อทำให้ลูกตื่นเหรอ?” คำถามที่ดังมาจากด้านข้าง
ทำให้โอฟีเลียหันไปมองก็พบกับโลแกนที่ยืนอยู่ข้างๆตัวเธอในชุดอยู่บ้านธรรมดา
ดวงตาสีเมทิสกวาดมองโดยรอบในขณะที่ในหัวก็กำลังลำดับเหตุการณ์ต่างๆ จากที่ตาเห็น
เธออยู่ในห้องสมุดและเท่าที่จำได้
เธอกำลังอ่านหนังสือเกี่ยวกับอาวุธวิเศษในตำนานอยู่ ไม่แน่ใจว่าตัวเธอเองเผลอหลับไปเมื่อไรเหมือนกัน
มือเล็กยกขึ้นมาขยี้ตาตัวเองด้วยอาการงัวเงีย
แย่หน่อยที่เธอมีสายเลือดของราชสีห์ไหลอยู่เต็มร่าง ทำให้การนอนวันละ 8
ชั่วโมงแบบมนุษย์มันไม่เพียงพอสำหรับเธอ เท่าไรและด้วยการที่เธอยังเด็กบวกกับการที่เธอชอบอ่านหนังสือมากๆ
มันทำให้เธอเผลอหลับได้ง่ายมาก ตามปกติแล้วทั้งเธอและพี่ๆน้องๆสามารถใช้ชีวิตนอนวันละ
8 ชั่วโมงแบบมนุษย์ได้
แต่ทว่า...ไม่รู้ทำไม...ว่าช่วงนี้...พวกเธอถึงทั้งอยากหลับและไม่อยากหลับกันนะ...
“ลูกร้องไห้ทำไม?”
คำถามของผู้เป็นพ่อทำให้โอฟีเลียยกมือขึ้นแตะแก้มของตัวเองก็พบกับน้ำตาที่กำลังไหล...เธอ...กำลังร้องไห้?...
โลแกนหันเก้าอี้ของโอฟีเลียมาด้านข้างก่อนที่เขาจะคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ
ฝ่ามือหนายกขึ้นปาดเช็ดน้ำตาให้ลูกสาวตัวน้อย ดวงตาสีฟ้าสบดวงตาสีอเมทิสที่ในตอนนี้มีน้ำตาคลอหน่วงและไหลลงมาไม่หยุด
“ฝันร้ายเหรอ?”
“พ่อจ๋า...หนูไม่รู้...ทำไม...ทำไมหนูถึงร้องไห้ล่ะ?”
โอฟีเลียถามเสียงสั่นด้วยความสงสัย
มือทั้งสองข้างยกขึ้นจับแก้มของตนเองทั้งสองข้างที่เปรอะไปด้วยน้ำตา
“...ลูกรู้
โอฟีเลีย...ลูกรู้เสมอ ลองนึกดูดีๆสิ” โลแกนยกมือขึ้นลูบหัวลูกสาวที่ดูเหมือนจะยังตื่นไม่เต็มตาทำให้มีอาการมึนงงเล็กน้อย
เขาคิดว่าโอฟีเลียฝันร้ายและเขาอยากรู้ว่าโอฟีเลียฝันถึงเรื่องอะไร
เหตุได้ถึงได้ร้องไห้โดยที่ไม่รู้ตัวแบบนี้
เด็กหญิงนิ่งงัน
เธอลองนึกทบทวนถึงสิ่งที่เธอฝัน ถึงแม้ว่ามันจะแค่ชั่วแว็บเดียว(เธอหลับไป 5 นาที)
แต่เธอก็ยังสามารถจดจำมันได้ เมื่อภาพของความฝันปรากฏขึ้นมาในสมอง ดวงตาสีอเมทิสเบิกกว้าง
โอฟีเลียรู้สึกเหมือนกับได้ยินเสียงเต้นของหัวใจตนเอง มันเต้นช้า หนักหน่วงและบีบรัดจนเจ็บ
เธอรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คอซึ่งดูจะหนักหนากว่าตอนตื่นมาก จากที่ตอนแรกน้ำตามันไหลลงมาจากดวงตาสีอเมทิสอย่างช้าๆ
มาบัดนี้มันกลับไหลลงมาราวกับเขื่อนแตก จากที่เด็กน้อยนั่งน้ำตาไหลเงียบๆกลับกลายเป็นว่าเด็กหญิงตัวน้อยกำลังเริ่มสะอึกสะอื้นแล้วร้องไห้โฮออกมาอย่างสมบูรณ์
โลแกนถึงกับตกใจทำอะไรไม่ถูกนอกจากคว้าลูกสาวตัวน้อยเข้ามากอดปลอบ
มือหยาบหนาลูกหัวลูบหลังลูกสาวอย่างอ่อนโยน
ในขณะที่เด็กหญิงสบหน้ากับอกแกร่งของผู้เป็นพ่อร้องไห้อย่างกับจะเป็นจะตาย
“พ่อจ๋า...ฮือ...พวกมัน...ฮึก...พวกมัน...ทำร้ายแม่!ฮือ!!พวกมันทรมานแม่!! ฮือ!!!!”
โอฟีเลียกรีดร้อง โลแกนถึงกับมือชาเมื่อได้ยินสิ่งที่ลูกสาวพูด
ถ้าหากว่าโอฟีเลียเป็นเพียงเด็กธรรมดาเขาคงจะพูดปลอบว่ามันเป็นแค่ฝันร้าย
ลูกคงคิดมากไปเอง
แต่ช่างโชคร้ายที่โอฟีเลียเป็นมนุษย์กลายพันธุ์เหมือนเขาและแม่ของเธอ
หนึ่งในพลังอันหลากหลายของเธอคือการรับรู้...รับรู้ผ่านจิตและดวงตาของคนที่เธออยากจะรับรู้...
เขาไม่กล้านึกภาพว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับซูซาน
เรื่องร้ายแรงอะไรกันที่ทำให้ลูกสาวที่ร่าเริง สดใสและสุขุมของเขาเกิดร้องไห้และกรีดร้องขนาดนี้ได้
โลแกนรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ใจอย่างไม่รู้สาเหตุ
เขาทำได้แค่กอดปลอบลูกสาวตัวน้อยที่กำลังขวัญกระเจิงเท่านั้น...เขาทำได้แค่นี้...
“ไม่เป็นไร
โอฟีเลีย แม่ของลูกจะไม่เป็นอะไร ...เรา...เราจะไปช่วยเขากัน”
“ฮึก...คะ”
“เมื่อเรารู้ว่าแม่ของลูกอยู่ที่ไหน
โอเคนะ?”
“อึก...คะ”
“ขวัญเอ๋ยขวัญมาลูกพ่อ
ไม่เป็นไร ไหนใครเอ่ยคนเก่งของพ่อ”
“ฮึก...นะ
หนูไง”
“หืม ว่าไงนะ
ใครเอ่ยคนเก่งของพ่อ”
“หนูเองคะ”
“หนูไงคนเก่งของพ่อ”โลแกนผละออกมามองหน้าลูกสาวที่เริ่มตั้งสติได้บ้างแล้ว
ฝ่ามือหนายกขึ้นปาดเช็ดน้ำตาให้ลูกสาวตัวน้อย
โอฟีเลียยังคงสะอื้นอยู่บ้างแต่สามารถหยุดร้องไห้ได้แล้วเธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาเล็กน้อย
แล้วยิ้มให้กับพ่อของเธอเพื่อเป็นการบอกเขากรายๆว่าเธอไม่เป็นอะไรแล้ว “ไปทานอาหารเย็นกันได้แล้ว
ช้าเดี๋ยวของดีหมดนะ”
“ของดีที่ว่านี่คืออาหารมนุษย์น่ะหรอคะ?”
โอฟีเลียถามในขณะที่โลแกนจูงมือเธอ ให้เดินตามออกมาจากห้องสมุด
โลแกนทำหน้าเหยเกเสียจนเด็กน้อยอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ลูกโดนตากับยายล้างสมองมากไปแล้ว”
โลแกนถอนหายใจด้วยความเหนื่อยใจเหนือคณานับ โอฟีเลียทำเพียงแค่ยิ้มเล็กยิ้มน้อยแล้วกอดแขนล่ำบึกของผู้เป็นพ่อพลางถูไถหน้ากับแขนหนานั้นไปมาอย่างออดอ้อน
“ป๋า”
ทันทีที่สองพ่อลูก โลแกนกับโอฟีเลีย มาถึงโรงอาหารของสถาบันสเตซี่
ก็มีเสียงของใครบางคนดังทักขึ้นมา เมื่อโลแกนหันไปมองตามเสียงเรียกก็พบกับไมเคิลที่เดินตรงมาทางเขาด้วยใบหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก
“ไมเคิล
เกิดอะไรขึ้น?” โลแกนจับกระแสความกังวลจากสีหน้าของลูกเลี้ยงได้
เขาจ้องมองเด็กหนุ่มที่ดูจะร้อนรนกว่าปกติอย่างรอคอยคำตอบ
“คือ ปีเตอร์
ยังไม่กลับถึงบ้าน” ไมเคิลใบหน้าซีดกว่าปกติ
ดวงตาต่างสีที่เขามักจะถอดที่ปิดตาออกยามอยู่ที่บ้านดูกังวลมาก
“ไม่ใช่ว่าเจ้าเด็กนั้นแต่งชุดไอ้แมงมุมออกไปทำงานรึไง?”
โลแกนมองในแง่ดี ถามพลางเลิกคิ้ว ราวกับเป็นเรื่องปกติ
เพราะเขารู้นิสัยของปีเตอร์ดีรวมไปถึงความลับทุกๆอย่างของเด็กหนุ่ม
“วันนี้ปีเตอร์ถูกกักบริเวณ
แต่จนถึงตอนนี้เขายังไม่กลับถึงบ้านเลย สตีฟกับโทนี่เพิ่งโทรมาถามผมเมื่อกี้
และดูพวกเขา กังวลมาก” ไมเคิลบอก โลแกนถึงกับนิ่งไปสักพัก
“เจอกันครั้งสุดท้ายเมื่อไร?”
“หลังเลิกเรียน
แล้วพวกเราก็แยกกัน นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เจอกับปีเตอร์”
โลแกนพยักหน้ารับรู้
มือหนายกขึ้นตบไหล่ของลูกเลี้ยงที่ดูจะกังวลจนเกินกว่าเหตุก่อนจะย่อตัวลงไปประจันหน้ากับลูกสาวตัวน้อย
“วันนี้
เราคงไม่ได้ทานอาหารค่ำด้วยกันแล้วล่ะ”
โลแกนรู้สึกลำบากใจที่เขามีเวลาให้กับลูกๆค่อนข้างน้อย แต่มันคือหน้าที่ของเขา
“ไม่ต้องรอพ่อนะ เข้าใจมั้ย?”
“พ่อจะบอกในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้กับหนูทำไม
หนูจะรอพ่อ” โอฟีเลียตอบใบหน้าเรียบนิ่งแต่แววตาสั่นไหว
คำตอบของเธอทำให้ผู้เป็นพ่อถอนหายใจออกมาที่หนึ่งก่อนที่เธอจะยกแขนขึ้นโอบกอดร่างใหญ่หนาของผู้เป็นพ่อ
“ระวังตัวด้วยนะคะ”
โลแกนยิ้มให้กับเด็กหญิงพร้อมกับกอดตอบเธอ
เมื่อสองพ่อลูกผละออกจากกันชายหนุ่มก็ดันหลังโอฟีเลียให้ไปหาไมเคิล โลแกนลูบหัวลูกทั้งสองไปทีหนึ่งแล้วค่อยเดินจากมา
ท่ามกลางสายตาของไมเคิลและโอฟีเลีย
“ไม่ต้องห่วงนะพี่
แฟนพี่จะไม่เป็นอะไร พ่อจะต้องหาเขาเจอแน่นอนคะ”
โอฟีเลียหันมาปลอบพี่ใหญ่ที่ดูกังวลมาก มือใหญ่ทั้งสองข้างสั่นระริกเสียจนเธอต้องจับฝ่ามือใหญ่นั้นแล้วบีบปลอบเบาๆ
“ก็หวังว่ามันจะเป็นแบบนั้น
และปีเตอร์ไม่ใช่แฟนของพี่” ไมเคิลยิ้มให้กับน้องสาวตัวน้อยแล้วจูงมือพาเธอไปตักอาหารค่ำ
“ไม่ใช่แฟน?
แต่...พี่รักเขาไม่ใช่หรอคะ?”
“ใช่
แต่มันซับซ้อนมากกว่านั้น”
“หนูว่าไม่เลยนะ
แค่พี่บอกกับเขา มันก็จบ”
“มันไม่ง่ายแบบนั้นน่ะสิ”
“ยังไงกันคะ?
แค่พี่รักเขามันก็เพียงพอแล้วนิคะ?”
“...นั้นสินะ”
TBC.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น