วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Kingdom Guardian: Family and begin build the kingdom 2





Kingdom Guardian: Family and begin build the kingdom 2



ร้องไห้ไปซะกาเบลีย!!!
บ่อน้ำตาแตกแน่ยู!!!
ไอ้ขี้เก๊ก!!!
ไอ้ผู้ชายประหลาด!!!
ไอ้น้ำแข็งขั้วโลก!!!
ไอ้ถังเก็บนิวเคลียร์!!!
ไอ้หางม้า!!!!
ไอ้หางเต่า!!!!
ไอ้โซบะไหม้!!!!
ไอ้แว่นตาสามมิติ!!!!
เสียง โหวกเหวกโวยวายดังขึ้นแทนเสียงโครมครามที่ทุกๆครั้งมักจะดังขึ้นทุกเช้าหลัง อาหารเช้าสัก 10-20 นาที ซึ่งครั้งนี้มันดูแปลกเพราะปกติแล้ว ตัวต้นเหตุของเหตุการณ์แบบนี้จะไม่ว่าอะไรกันหรือไม่พูดเสียด้วยซ้ำ ปกติแล้วต้องมีแต่เสียงดังโครมครามตูมตามสิ หรือไม่ก็พูดเสียดสีกันนิดๆหน่อยๆ ...มันทำให้สมาชิกรุ่นเด็กของบ้านพากันออกมาแอบเฝ้าดูตรงประตูและหน้าต่าง เผื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้วิ่งกลับเข้าบ้านทัน...ถึงจะกันการโจมตีไม่ได้แต่ อย่างน้อยพวกเขาคงไม่โดนพวกผู้ใหญ่จับลงโทษข้อหาทำบ้านพังนั้นแหละ...
ด่ากันเจ็บน่าดูเลยแหะซูซานพึมพำพลางมองสองเพรชฆาต (?)ของบ้านปะทะทั้งกำลัง ทวงท่าและน้ำลาย(?)กัน
คลื่น ดาบที่ 3 นาฬิกา โจ๊กเกอร์ร้องขึ้นทำให้ทั้งหมดหันไปมองยังทิศทางที่ชายหนุ่มชี้แล้วเห็น คลื่นบางอย่าง...อันที่จริงมันมองไม่เห็นหรอกนะ...แต่ที่เห็นน่ะ...คืน พื้นที่มันแตกแยกออกจากกันเป็นทางยาวต่างหาก!!!!!และมันก็พุ่งมาทางนี้ด้วย!!!!!
หลบเข้ารู ...เอ้ย... เข้าบ้าน!!” ราฟตะโกนทำให้ทั้งหมดพากันหลบเข้ารู...แล้วปิดประตูรูและหน้าต่างกันถ้วน หน้า...แต่มันเป็นบ้านต่างหาก บ้านที่มีขนาดเล็กเกือบเท่ากระท่อมและมีความแคบเกือบเท่ารูหนู...
แต่ ถึงจะปิดประตูบ้านกับหน้าต่างได้ ก็ใช่ว่าจะกันคลื่นดาบมหาภัยของกาเบลียและคันดะได้ แน่นอนคลื่นดาบที่รุนแรงนั้นฝ่าประตูเข้ามาราวกับเลื่อยและตัดบ้านขาดเป็น สองท่อน!!!!!
งานเข้า =[]=/=_=^^^...เสียง ในใจของสมาชิกทุกๆคนในบ้านคิดตรงกันด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งตื่นตระหนก ปลง แต่ที่แน่ๆก็คือ...กาเบลียกับคันดะตายแน่ๆงานนี้...
เสียง ฝีเท้าที่วิ่งมาทางนี้พร้อมกับการปรากฏตัวของหญิงสาวผมสีแดงเพลิงทำให้ทั้ง หมดรู้สึกขนหลัง(ถ้ามี)ลุกหรือไม่ก็เสียวสันหลัง...แต่โดนรวมคงเป็นรู้สึก หนาวๆตามสัญชาตญาณของสัตว์ที่กำลังจะโดนเชือด
เอ็ม เบอร์กวาดสายตามองรอบบ้าน ดวงตาสีแดงอมทองเบิกขึ้นกับรอยผ่าครึ่งของตัวบ้าน ดวงตาเรียวคมสวยปรายตามองสมาชิกในครอบครัวรุ่นเด็กของบ้านเป็นเชิงถาม
ทั้ง หมดพากันชี้ไปที่ประตูแล้วเดินถอยหลังมาเมื่อหญิงสาวเดินไปที่ประตูและทำการ เปิดมันจนมันหลุดติดมือมาด้วยก่อนจะพบกับกาเบลียและคันดะที่ยังฟาดฟันกันไม่ เลิก
รังสี สีดำแผ่ออกมาจากตัวสาวผมแดงจนคนอื่นๆพากันถอยกรู แต่ดูเหมือนสองหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายจะยังไม่รู้ตัวจึงยังฟาดฟันกันต่อไป
เสียง แส้หวดดังขึ้นพร้อมกับแส้หนังที่มีไฟติดอยู่จะปรากฏในมือของเอ็มเบอร์ หญิงสาวฟาดแส้ลงกับพื้นจนดินแตกกระจายและมีรอยไหม้ แต่กาเบลียและคันดะก็ยังคงสู้กันต่อไป
สาว ผมแดงค่อยๆเดินตรงไปหาสองหนุ่มชะตาขาด(?)ที่ไม่รู้สึกถึงการมาของเธอในขณะ ที่สมาชิกคนอื่นๆพากันมามุงดูแต่บางส่วนก็ปิดตาให้เด็กที่ยังอายุน้อยๆเพื่อ ไม่ให้เห็นฉากสยองหรือไม่ก็สวดมนต์แผ่เมตตาให้กับชายหนุ่มทั้งสอง ในขณะที่บางกลุ่มของบ้านไปเตรียมยาหรือไม่ก็โลงศพให้กับทั้งสองคน...แต่พวก นั้นยังไม่ตายนะเฮ้ย!!!!แค่อาจน่วมเท่านั้นเอง...
คลื่น ดาบมหาภัยคูณ 2 พุ่งมาทางเอ็มเบอร์ แต่หญิงสาวก็ไม่ได้หวั่นเกรง เธอกลับตวัดแส้สองครั้งบังเกิดคลื่นไฟไปปะทะกับคลื่นดาบจนทำให้เกิดระเบิด
พวกเธอ!~เสียง เย็นๆดังขึ้นพร้อมกับเสียงแส้ฟาดพื้นทำให้ชายหนุ่มทั้งสองหยุดชะงักก่อนจะ หันไปมองทางต้นเสียงแล้วพากันหน้าซีดเมื่อเจ๊ใหญ่ประจำบ้านมาปรากฏตรงหน้า พวกเขาพร้อมกับแส้คู่ใจและรังสีอำมหิตที่ทำให้พื้นที่โดยรอบหนาวราวกับติด แอร์ (?)
ทะเลาะกันเองแล้วยังทำบ้านพังอีก...รู้มั้ยว่าบ้านหลังนี้มันสำคัญกับพวกเราแค่ไหน!!!!!!!!!!!!!!!!!!เอ็มเบอร์วีนแตกจนบังเกิดคลื่นเสียงพิฆาต ทำให้กระจกแตกทั่วบ้านและทุกๆคนคงหูแตกตายไปแล้วถ้าไม่รีบปิดหู
ถ้าอยากสู้นักก็มาสู้กันเลย!!!!!หญิงสาวเอ่ยอย่างเกรี้ยวกราดก่อนจะฟาดแส้ไปยังกาเบลียกับคันดะ แต่ทั้งสองคนก็สามารถกระโดดหลบได้
ทั้งคู่กระโดดหลบมายืนอยู่ด้านหลังของหญิงสาวซึ่งเธอก็หันมาประจันหน้ากับทั้งคู่อย่างรวดเร็วก่อนจะพุ่งเข้าใส่ทั้งคู่
...แล้วและมันก็กลายเป็นการต่อสู้ที่รุนแรงขึ้นเป็น 100 เท่า...
อพยพของด่วน!!!!” แช็ค ตะโกนขึ้นก่อนที่ทั้งหมดจะพากันวิ่งไปขนของออกจากบ้านเพราะแรงจากการปะทะของ ทั้งสามมันมาโดนบ้านหลังนี้จวนจะพังอยู่แล้ว...ไม่รู้ว่าโชคดีหรือว่าโชค ร้ายกันแน่ที่ทั้งบ้านในตอนนี้ผู้ใหญ่ที่อาวุโสกว่าพวกเขานั้นเหลือเพียงแค่ เอ็มเบอร์คนเดียว...การต่อสู้จึงไม่รุนแรงขนาดพื้นที่โดยรอบโดนคลื่นพลังจน พังทลายราวกับอุกาบาทชน...แถมไม่ต้องอธิบายอะไรมากกับพวกผู้ใหญ่ที่ออกไปทำ ธุระข้างนอกก็พอเข้าใจเหตุผลอยู่หรอกว่าทำไมบ้านถึงพังและทำไมของต่างๆใน บ้านถึงถูกย้ายมาอยู่ข้างนอก...แต่ไม่ว่าจะโชคดีหรือโชคร้าย ตอนนี้รีบอพยพกันก่อนดีกว่ามั้ง...
ใน ตอนนี้ข้างนอกก็ตะลุมบอนส่วนข้างในก็ชุลมุนจนแทบจะเรียกได้ว่ากลลาหนไปหมด แต่พวกเขาก็สามารถขนของอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยทันเวลาจนได้ ช่างน่าโล่งใจจริงๆ...แต่ว่า...ถ้าไม่รีบหยุดทั้ง 3 คนนี้ล่ะก็...มันจะไม่ใช่แค่บ้านพังแต่จะกลายเป็นพื้นที่ทั้งพื้นที่ถูกอุกา บาทชน น่ะสิ!!!!!!!...



...ตูม!!!!...



เสียง ระเบิดดังสะนั่นทำให้ทุกๆคนที่อพยพของมาอยู่ไกลจากสถานที่ต่อสู้อยู่พอสมควร ซึ่งพวกเขาคงคิดว่ามันปลอดภัยดีหันไปมองยังทิศทางของเสียงระเบิดก่อนจะพากัน วิ่งไปดูก็พบกับกาเบลียและคันดะในสภาพยับเยินถูกแส้จับมัดกลับหัวห้อย ต่องแต่งอยู่กับต้นไม้โดยมีเอ็มเบอร์ที่เสื้อผ้ามอมแมมกับขาดนิดหน่อยยืน เท้าเอวมองทั้งสองคนอยู่
จริงๆเลย ทำให้เสื้อผ้าของฉันเปื้อนซะได้ แถมอายุปูนนี้แล้วยังต้องมาห้ามเด็กทะเลาะกันอีก เฮ้อ~ นี่ๆพวกเธอเป็นเพื่อนกัน เป็นครอบครัวเดียวกันนะ จะทะเลาะกันทำไม ทะเลาะกันแล้วมันได้อะไรนอกจากความรุนแรง สู้ก็ต้องสู้เพื่อปกป้องครอบครัวสิ ขืนพวกเธอมาสู้กันเองแบบนี้แล้วถ้าจู่ๆพวกโอเดียบุกมา พวกเธอก็โดนมันเล่นงานน่ะสิ ไม่สามัคคีกันเอาเสียเลย~ บลาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเอ็มเบอร์ถอนหายใจพลางบ่นยาว เทศนาทั้งสองคนโดยที่ยังให้ทั้งสองคนนั้นห้อยหัวอยู่ราวกับค้างคาวที่กำลัง ฟังมังกร (?)บ่นอย่างไรอย่างนั้น จนทั้งสองคนเริ่มรู้สึกหน้ามืดและหูชา
แต่ดูเหมือนฉันจะเล่นหนักไปแหะเอ็มเบอร์พูดพลางหันไปมองซากบ้านที่พังไม่เหลือชิ้นดีนอกจากเศษซากหักๆพังๆ
เอ่อ...แม่ เอ็มเบอร์กาเบลียเรียกหญิงสาวที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจพวกเขาเท่าไร เอาแต่มองบ้านที่กลายเป็นเศษไม้ด้วยสายตาที่ค่อนข้างอาลัยอาวรณ์
ถ้า จะขอโทษล่ะก็ ฉันยังไม่ให้อภัยหรอกนะ จะให้อภัยก็ต่อเมื่อพวกเธอพูดขอโทษต่อหน้าพวกเราทุกๆคน เอ็มเบอร์พูดพลางกอดอกโดยที่ไม่ได้หันไปมองเด็กหนุ่มทั้งสอง
เปล่า...คือ ว่า...ช่วยปล่อยพวกเราลงหน่อยได้มั้ย... ครั้งนี้คันดะเป็นฝ่ายพูดทำให้เอ็มเบอร์ตวัดดวงตาสีเพลิงนั้นมามองด้วยแววตา เย็นเฉียบก่อนจะแสยะยิ้มจนทุกๆคนพากันหนาวสันหลัง
อยู่แบบนั้นจนกว่าจะสำนึกผิด...ไม่สิ...จนกว่าพวกแซมมาเอล จะกลับมาก็แล้วกันเอ็มเบอร์พูดยิ้มๆก่อนจะเดินจากไป
กาเบลียกับคันดะมองหน้ากันก่อนจะหน้าซีดหนักกว่าเก่า


แม่เอ็มเบอร์!!!!!ปล่อยพวกเราไป!!!!!!!!!!ผม/ฉันไม่อยากอยู่กับมันแบบนี้!!!!!!!!!!!!!พวกเราสำนึกผิดแล้วปล่อยพวกเราไป!!!!!!!!!!!


สองเสียงผสานกันอย่างสามัคคีก่อนที่เอ็มเบอร์จะเดินหายลับไปหลังต้นไม้โดยกำชับให้คนอื่นๆเฝ้าไว้แต่ห้ามช่วยใดๆทั้งสิ้น
ทะเลาะกันจนได้เรื่องจนได้นะพวกนายฟาเธอร์ที่เดินเข้ามาใกล้ทั้งสองคนพร้อมกับคนอื่นๆพูดขึ้นอย่างปลงๆ
อย่ามาเยาะเย้ยเชียวกาเบลียพูดเสียงเรียบ
ไม่ได้มาเยาะเย้ยแต่มาอยู่เป็นเพื่อนราฟพูดก่อนจะนั่งลงบนพื้นหญ้าเหมือนๆกับคนอื่นๆ
นาย น่ะมาอยู่เป็นเพื่อน แต่ซูซี่คงมาอยู่เป็นแฟนล่ะมั้ง หญิงสาวผมสีทองอ่อนๆเหมือนสีทองของลวงข้าว ดวงตาสีฟ้า ... ลีออน...พูดยิ้มๆโดยมีน้องสาวฝาแฝดของเธอ ...เจสซิก้า...ยิ้มตามไปด้วยในขณะที่คนถูกพูดถึงหน้าแดงเป็นลูกเชอร์รี่
พะ...พูด อะไรของคุณน่ะ...ผะ...ผมกับป๊ะป๋า...เป็นแค่...แค่ ซูซานถึงกับพูดตะกุกตะกักหน้าแดงจนควันแทบขึ้นโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยว่า มีสายตา 4 คู่มองอาการนั้นด้วยสายตาที่แผ่ไออิจฉาออกมานิดๆแต่ก็พยายามสงบสติอารมณ์ เข้าไว้แล้วเปลี่ยนมาเป็นสายตาร่าเริงแทน
เป็นแค่คู่รักกัน~ วี๊ดวิ๊ว~ลีออนกับเจสซิก้าพูดขึ้นพร้อมกับก่อนจะผิวปากแซวเล่นจน ซูซานเริ่มออกอาการงอนนิดๆปนเขินซึ่งมันยิ่งดูน่ารักน่าแกล้งเข้าไปอีก
นี่ๆ อย่าไปแกล้งซูซี่แบบนั้นสิแช็ค ห้ามปรามน้องสาวฝาแฝดทั้งสองด้วยใบหน้าจริงจัง
แล้ว กาเบลียจะแต่งงานกับ ซูซี่ตอนไหนเหรอ?” ...ไปๆมาๆ แช็ค ดันแท็กทีมกับสองฝาแฝดแกล้งแซว ซูซานซะงั้น...
ป๊ะป๋าแช็ค อะ!!!~ซูซานถึงกับอายยกกำลังสองก่อนจะวิ่งไปหลบหลังสกายหวังให้เด็กหนุ่มช่วยเขา
พอ ได้แล้วน่า เดี๋ยวซูซี่งอนจนไม่ยอมทำอาหารเช้า ทำงานบ้าน ฯลฯ ให้พวกเรา พวกนายจะลำบากนะ แถมถ้าเรื่องนี้ถึงหู ลุงบาร์ตี้ (บาร์ติเมอัส)ล่ะก็...คงรู้นะ สกายพูดห้ามปรามทำให้ทั้งหมดยอมหยุดแซวร่างเล็กที่หน้าแดงจนจะสุกได้ที่แล้ว แต่พอเอาเรื่องงานบ้านกับการทำอาหารและบาร์ติเมอัสหรือที่เรียกแบบย่อๆว่า บาร์ตี้ซึ่งเป็นตาของซูซานมาขู่แบบนี้ ไม่หยุดก็ลำบากกันหมดจริงๆนั้นแหละ
ชิ น่ารำคาญชะมัดคันดะพึมพำแต่คนที่อยู่ใกล้ๆอย่างกาเบลียได้ยินชัดเจน...ก็ใช่น่ะสิ ก็พวกเขาโดนมัดอยู่ด้วยกันนี่...
ถึง จะน่ารำคาญก็จริง แต่ก็มีความสุขดีใช่มั้ยล่ะ กาเบลียพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง...เหมือนจะพูดลอยๆแต่ดูเหมือนทั้งสองคนกำลัง คุยกัน...
ชิคันดะสบถเหมือนจะรำคาญแต่ก็แอบรอบยิ้มกับประโยคนั้น...ใช่ ถึงจะน่ารำคาญ แต่ก็มีความสุขจริงๆนั้นแหละ...
พรุ่ง นี้นายจะไปแล้วสินะ กาเบลียพูดขึ้นทำให้ดวงตาสีรัตติกาลเบิกขึ้นก่อนจะหลับลง...นั้นสินะ... เกือบลืมไปเลย...ว่าเรา กำลังจะไปแล้ว...
กา เบลียสังเกตท่าทางนั้นสักพัก...ก็ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจคัดดะหรอกนะ...ใน ทางกลับกันเข้าใจดีเลยด้วยซ้ำ...ว่าคงจะคิดถึงครอบครัวและเป็นกังวล...
ทำหน้าแบบนั้น นายคงจะคิดถึงพวกเราสินะ
ชิ
เป็นฉันก็คิดถึงเหมือนกันนั้นแหละ
ไม่บอกก็รู้ คุณพ่อ
หึ
“...”
“...”
หลังจากพูดกันไป 2-3 ประโยค ทั้งคู่ก็เงียบไปในขณะที่คนอื่นๆก็พากันคุยกันอย่างสนุกสนานแต่ในขณะเดียวกันก็แอบฟังที่ทั้งคู่คุยกันด้วย
กลับมาให้ได้ล่ะ ยู
หา?”
ยังไงซะ นายก็เป็นครอบครัวเดียวกันกับเรา มันคงไม่ค่อยดีสักเท่าไรถ้าขาดนายไป
“...”
แล้วอีกอย่างนึง...
“?”
นายกับฉัน...เรายังสู้กันไม่รู้ผลเลยนี่
หึ
จากที่กาเบลียพูดทำให้คันดะอดหัวเราะในลำคอเสียไม่ได้
นั้น สินะ...อย่าห่วง ฉันจะกลับมาแน่นอน ทั้งกลับมาสู้กับนายให้รู้ผล...และกลับมาอยู่กับครอบครัวที่ฉันรัก คันดะพูดพลางยิ้ม ซึ่งมันทำให้ชายหนุ่มดูดีขึ้น แต่ดูท่าทางเขาจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองนั้นเผลอยิ้มออกมา
สัญญานะ ยู
สัญญาสิเพื่อน
สัญญา ด้วยสิว่าจะเอาพี่สะใภ้มาฝากน่ะ ลีออนพูดขึ้นทำให้สองเด็กหนุ่มหันไปมองเหล่าสมาชิกในครอบครัวที่พากันมองมา ทางพวกเขาจนพวกเขานั้นหน้าขึ้นสีนิดๆ
จะบ้าเรอะ!!...
อย่างยูมันจะมีใครเขาเอาฟรานซิสโก้พูดอย่างกวนๆจนคันดะถึงกับเส้นเลือดที่ขมับปูด
หุบปากไปเลย!!!!ไอ้หมาเขียว!!!!!!!คันดะถึงกับพูดเสียงเย็นพร้อมกับปล่อยรังสีอำมหิตออกมา
สัญญาแล้วนะยู...กาเบลียพูดขึ้นโดยไม่สนใจคนอื่นๆ เพราะยังไงซะ พวกเขาก็เป็นครอบครัวเดียวกัน รู้ไปก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี้
กลับมาอยู่กับพวกเรา กลับมาอยู่กับครอบครัวอย่างปลอดภัยให้ได้นะยู
เออๆ รู้แล้ว พูดยังกับนายเป็นพ่อฉันงั้นแหละ
ก็ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าเป็น
แต่การกระทำกับคำพูดมันส่อ
นั้นนายคิดเอาเอง
ขี้เก๊ก
นายก็เหมือนกันนั้นแหละ
ชิ
...และ แล้วพวกเขาทั้งหมดก็พากันนั่งคุยเล่นกันอย่างสนุกสนาน...มันช่างเป็นช่วง เวลาแสนสุขของครอบครัวเสียจริง...และมันจะเป็นหนึ่งในช่วงเวลาแสนสุขที่พวก เขาจะไม่มีวันลืม...
ว่าแต่ว่า แม่เอ็มเบอร์หายไปไหน?” กาเบลียถามขึ้นหลังจากนั่งคุยกันมานานจนพระอาทิตย์มันจะตกดินอยู่แล้ว!!!!
เห็นแม่บอกว่าจะไปอาบน้ำน่ะราฟ ตอบทำเอาหลายๆคนเหวอ...ไปอาบน้ำอะไรนานขนาดนี้!!!...
นี่ ถ้าพวกนายเป็นคนปกติ ป่านนี้พวกนายคงตายไปแล้ว เล่นอยู่ท่านี้นานๆไม่รู้กี่ชั่วโมง อเล็กซ์พูดซึ่งทุกๆคนเห็นด้วย...แบบนี้เรียกว่าโชคร้ายหรือโชคดีเนี้ย...
เหมือนค้างคาวเลยพี่เด็กหญิงอายุราวๆ 8-9 ขวบ ผมสีขาว ดวงตาสีทับทิมเพลิง...อัลญ่า...พูดขึ้นพลางเดินมาเกาะแขนราฟ
จ้าๆ เหมือนจริงๆนั้นแหละ เนอะราฟ ตอบน้องสาวของเขาก่อนจะลุกขึ้นแล้วอุ้มเด็กหญิงขึ้นเมื่อเจ้าตัวอ้อนอยากให้ อุ้ม...ทำตัวเหมือนเด็ก 5 ขวบ...
เฮ้อ~ อาบน้ำแล้วสบายตัวจังเลย~เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมการปรากฎตัวของหญิงสาวผมสีเพลิงในชุดสูทสีดำสุดเฮี้ยบ



...อาบน้ำบ้าอะไรทำไมไปนานจังวะ!!!=[]=^/=_=^...



สมาชิกส่วนหนึ่งในบ้านคิดในใจพลางเหงื่อตก
อืม...เห? พระอาทิตย์ใกล้ตกแล้วแหะ พวกนั้นยังไม่กลับมาอีกเหรอ? อ้าว เกือบลืมไปเลยแหะว่ากักบริเวณพวกเธออยู่ เอ็มเบอร์ที่ในคราแรกเห็นพระอาทิตย์ใกล้ตกดินก็พึมพำกับตัวเองเรื่องที่ สมาชิกรุ่นใหญ่ในครอบครัวยังไม่กลับมาแต่พอหันมามองตามความรู้สึกที่มีคนมอง หญิงสาวก็ต้องอุทานเมื่อเธอเกือบลืมเรื่องที่เธอจับกาเบลียและคันดะห้อยหัว อยู่...แต่เหมือนแกล้งยังไงก็ไม่รู้สิ...ก็ท่าทางของคุณเธอมันเหมือนจะแกล้ง ยังไงยังงั้น...
...แกล้งกันแหง่ๆ =_=^^^...สมาชิกทั้งหมดในบ้านคิดตรงกันอย่างสามัคคี
เอ็ม เบอร์จัดการปล่อยกาเบลียกับคันดะให้ได้กลับมายืนและเห็นมุมมองแบบปกติกับคน อื่นเขาเสียที แต่พอกลับมายืนก็ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะไม่เซหรือล้มเพราะน้ำในหูหรือใน สมองก็มิทราบมันยังไม่เข้าที่เข้าทางเลยโซซัดโซเซราวกับคนเมา
อืม...พวกเธอขนของออกมาจากบ้านกันหมดแล้วสินะเอ็มเบอร์หันมาถามเสียงเรียบซึ่งพวกที่ช่วยกันอพยพของออกจากบ้านก็พากันพยักหน้ารับ
งั้น...ไปรวมตัวกันตรงที่นำของไปวางไว้ก็แล้วกัน จัดให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมออกเดินทางเอ็มเบอร์สั่งก่อนจะเดินนำหน้าไปก่อน
เมื่อกี้ แม่เอ็มเบอร์บอกว่า ออกเดินทางงั้นเหรอ?” สกายพูดขึ้นอย่างอึ้งๆนิดหน่อย
นี่พวกเราต้องย้ายบ้านกันอีกแล้วเหรอเนี้ยเฮนรี่พูดเสียงอ่อย
ไม่ใช้การย้ายบ้านกาเบลียพูดลอยๆก่อนจะเดินแบบปูๆ (โซซัดโซเซ) นำหน้าคนอื่นๆไปซึ่งคำพูดของกาเบลียมันทำให้ทุกๆคนในบ้านสงสัย
ที่เดินไปน่ะ รู้เหรอว่าเราวางของไว้ตรงไหน?” ราฟพูดขึ้นทำให้กาเบลียหยุดเดินแต่ก็ยืนแบบโยกเยกไปมา
มะๆ ให้คนรู้ทางเดินนำเถอะเด็กหนุ่มผมสีขาว นัยน์ตาสีแดง ... ไฮเวอร์... พูดขึ้นก่อนจะเดินนำหน้ากาเบลียที่ยืนโยกเยกอยู่และจวนจะล้มเต็มทีไป
เวียนหัวล่ะสิฟาเธอร์ ก้มลงถามคันดะที่ล้มลงไปนั่งกองกับพื้นตามด้วยกาเบลียที่แหมะลงไปนั่งเป็นเพื่อนแล้ว
มา ลองดูไมล่ะ คันดะพูดเสียงเรียบแต่หน้าคุณท่านเหมือนจะซีดราวกับเพิ่งกินยาที่ขมจัดแล้ว รู้สึกอยากอ้วกประมาณนั้น...หรือจะพูดง่ายๆก็คือ...หน้าซีดเหมือนคนใกล้อ้วก เต็มที...
เฮ้อ~ มาๆเดี๋ยวเคาะหัวให้หายมึนให้แช็ค พูดพลางเตรียมไม้เท้าในมือทำให้คันดะและกาเบลียหน้าซีดลงหนักกว่าเก่า


ไม่ได้ขอร้องอย่ามาช่วย!!!แถมถ้าพี่/นายเคาะลงมาบนหัวของพวกเราจริงๆ มันจะได้มึนหนักกว่าเก่าจนสลบหรือไม่ก็ตายไปเลยน่ะสิ!!!!!!!!!!!!!!!


...เป็นอีกครั้งที่วันนี้กาเบลียกับคันดะพูดอย่างสามัคคีกัน...
งั้น กินยาปรับสมดุลร่างกายก็แล้วกันนะแช็ค พูดยิ้มๆหลังจากพอใจจากการแกล้งน้องๆของตนแล้วก่อนจะชูขวดยาสีใสที่ข้างในมี น้ำยาสีเขียวอมฟ้าอยู่แล้วยื่นให้ซูซานและ ฟาเธอร์ให้ทั้งคู่นำมันไปป้อนให้คันดะและกาเบลียเพราะดูเหมือนทั้งสองคนจะ มึนจนทำอะไรไม่ถูก
เมื่อ ทั้งสองคนดื่มยาจนหมด แช็ก ก็บ่นเรื่องยานิดหน่อย(เสียดาย) แต่เพราะกว่ายามันจะออกฤทธิ์ก็อีกสักพักจึงต้องมีคนช่วยแบกสองหนุ่มนี่ไปยัง จุดที่เอ็มเบอร์นัดก่อนที่มันจะมืด โดยราฟต้องแบกกาเบลียในขณะที่ไฮยีน่าต้องแบกคันดะ
เมื่อมาถึงจุดนัดพบ อาเจ๊ เอ็มเบอร์ก็จัดการสั่งให้พวกเด็กๆพากันจัดของและจัดเต็นท์ รวมไปถึงก่อกองไฟเพราะมันเริ่มจะมืดมากแล้ว
หลังจากนั้นไม่นานพวกผู้ใหญ่ของบ้านก็กลับมาพร้อมกับขบวนรถม้าที่มีมากพอจะบรรจุของและสมาชิกในครอบครัวได้หมดทุกคน
เอาล่ะ...ทุกๆคนมารวมตัวกันตรงนี้สิ พ่อมีเรื่องจะคุยด้วยแซมมาเอลพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน...แต่ใบหน้ากลับเรียบนิ่ง...
ตั้งแต่ วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกเราจะใช้ชีวิตเร่ร่อนแบบยิปซีแซมมาเอล ประกาศทำให้สมาชิกรุ่นเด็กของบ้านพากันเบิกตากว้างจนบาร์โทโลมิวตาถลนออกมา จากเบ้า
อะ...อะไร นะ...นี่ท่านพ่อแซมพูดจริงงั้นเหรอครับ?” ...หลังจากต้องวิ่งเก็บลูกตาของตัวเองสัก 10 นาทีเห็นจะได้ บาร์โทโลมิวก็เป็นคนแรกที่ถามข้อสงสัยนี้
จริง...ซึ่งการอยู่แบบเร่ร่อนนั้น มันมีเหตุผลอยู่นะแซมพูดตอบก่อนจะพยักหน้าให้คนอื่นเป็นคนอธิบายเหตุผลต่อจากตน
ก็ นะ...จากการสำรวจและประเมินผลมาช้านาน ในที่สุดพวกเราก็ได้ข้อสรุปแล้วว่า พวกเราเหล่าอมนุษย์และเหล่าสัตว์ในเทพนิยายทั้งหลาย จะย้าย...เอิ่ม...ไม่สิ อพยพไปอยู่ยังที่ๆไม่มีมนุษย์ ไปอยู่ยังดินแดนที่มีเพียงพวกเราเท่านั้น บาร์ติเมอัสจัดการอธิบายคนเดียว รวดเดียวจบ
จะบ้าหรือท่าน! ถ้าทำแบบนั้นแล้ว พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ ในกระท่อมงั้นเหรอ ดูบ้างสิพวกเราตั้งร้อยกว่าคนอัดกันอยู่ในกระท่อมยังแทบจะตายกันไปข้างหนึ่ง แล้วถ้าอันกันอยู่สักพันหมื่นคนได้อึดอัดตายแน่!!ฟรานซิสโก้โวยวายแต่ก็...


ผัวะ!!


...แต่ก็โดน ไฮเวอร์ ตบเข้าให้ที่หัวจนหน้าทิ่มพื้นไปเต็มๆ...
ฟังให้จบก่อนแล้วค่อยบ่นสิฟะไฮยีน่าพูดอย่างรำคาญนิดๆก่อนจะหันหน้ามาตั้งใจฟังต่อ
เฮ้อ...อะ แฮ่ม...ต่อเลยนะ...บังเอิญว่าราชาไปพบกับเกาะ...อ่า...เรียกว่าทวีปได้ มั้ง...แต่มันเล็กกว่าออสเตรเลียซะอีกหรือพอๆกันก็ไม่รู้...โอ๊ย! ...ช่าง มันเถอะ เอาเป็นว่า มันใหญ่กว่าประเทศอังกฤษนิดหน่อยก็แล้วกัน ซึ่งมันมีทรัพยากรที่สามารถทำให้ผู้คนแทบจะทั่วทั้งโลกอยู่อย่างสุขสบายไป ได้เป็นล้านๆปีเลยล่ะ และแน่นอนว่ามันไม่มีเจ้าของ รับประกันได้เลยว่าพวกเราสามารถไปอยู่ได้บาร์ติเมอัสอธิบายต่อ
แล้ว...ตาจ๋า มันอยู่ที่ไหนงั้นเหรอ?” ซูซานยกมือขึ้นถามด้วยความสงสัย
มันอยู่ตรงใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิกน่ะ รับรองว่าปลอดภัยทั้งจากมนุษย์และพวกโอเดีย"ราชาตอบแทนบาร์ติเมอัสด้วยรอยยิ้ม
อืม...น่า สนใจแหะ ฟาเธอร์พูดขึ้นทำให้พวกเด็กๆคนอื่นๆพากันคุยถึงเรื่องนี้ซึ่งแน่นอนว่าพวก เขาลงความเห็นว่ามันน่าสนใจดีและคุ้มกับการเสี่ยงจะไปอยู่แน่นอน
งั้นก็ พ่อจะเริ่มบอกแผนการเดินทางเลยก็แล้วกันนะแซมมาเอลพูดขึ้นทำให้เด็กๆพากันเงียบอย่างตั้งใจฟัง
ขั้น แรกเลย ต้องมีพวกไปจัดเตรียมความเรียบร้อยบนเกาะนั้นก่อน พวกเรามี 64 คน งั้นก็ไปที่นั้น 34 คนก็แล้วกันนะ ส่วนอีก 33 คน ให้ไปรวบรวมอมนุษย์และสัตว์ในเทพนิยายจากทั่วทุกมุมโลก แล้วอพยพมาอยู่ที่เกาะนั้นซะ แต่ค่อยๆอพยพทีละทวีปก็แล้วกัน เริ่มจาก ยุโรปก่อนก็แล้วกันแซมมาเอล อธิบาย
แล้ว อีกหนึ่งคนล่ะครับ?” เฮนรี่ถามเพราะจากที่แซมมาเอลพูด ดูเหมือนมันจะไม่ครบจำนวนคนที่มีอยู่
อีก หนึ่งคนที่พูดถึงน่ะก็ยูไง เฮนรี่ นี่หลานลืมแล้วรึ?” ทัลบอล ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลทอง นัยน์ตาสีเดียวกับสีผมพูดอย่างปลงๆกับหลานชายของตนซึ่งจากที่ ทัลบอลพูดมันทำให้เฮนรี่ร้อง อ๋อ พร้อมกับที่สมาชิกบางคนในบ้านหันไปมองทางคันดะ เมื่อนึกขึ้นได้ว่า ในวันพรุ่งนี้ คันดะก็ต้องออกเดินทางเสียแล้ว
พรุ่ง นี้ เธอต้องออกเดินทางแล้วนะยู และฉันคิดว่ากระบวนการ การเปลี่ยนแปลงมันคงจะเริ่มขึ้นในคืนนี้ แซมมาเอลที่เฝ้ามองปฏิกิริยาของทุกๆคนอยู่สักพัก หันมาพูดกับคันดะซึ่งเด็กหนุ่มก็พยักหน้ารับรู้
และ ในวันพรุ่งนี้ พวกเราเองก็จะเริ่มออกเดินทางเช่นกัน ทัลบอลจะไปส่งยูที่ ศาสนจักรแห่งความมืดสาขายุโรป ส่วนสำหรับกลุ่มแรกที่จะไปจัดการเรื่องบนเกาะก็จะเป็นพวกผู้ใหญ่ครึ่งหนึ่ง และพวกเด็กครึ่งหนึ่ง แต่โดยส่วนใหญ่พวกเราจะให้พวกเด็กๆเดินทางไปรวบรวมคนอื่นๆ แต่เพื่อความยุติธรรมเอาเป็นว่าจะมีการเปลี่ยนเวณเปลี่ยนกะไปเลื่อยๆก็แล้ว กันแซมมาเอลอธิบายซึ่งหลายๆคนก็พยักหน้าเข้าใจ บางคนนั้นอาจตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่บางคนก็อาจ รู้สึกกลัว...
เอาล่ะ วันนี้พวกเรามาฉลองอำลาบ้านกระท่อมผุๆกันเถอะนะ!!!ไนท์พูดขึ้นพลางเกาะคอ นูเบกับบาร์ติเมอัส แต่ทั้งสองหนุ่มกลับหันมามองหน้าทันควันด้วยสายตาของสัตว์ล่าเนื้อ(?)

กระท่อมผุๆแล้วไง!!!เอ็งเคยช่วยพวกฉันทำไมหะ!!!ถ้ากล้าว่าบ้านที่พวกเราอุตส่าห์ร่วมด้วยช่วยกันทำอย่างสุดความสามารถล่ะก็เอ็งเจอดีแน่!!!!

ทั้ง สองหนุ่มพูดเสียงเรียบแต่แฝงความเหี้ยมเอาไว้เพียบจนไนท์...ไม่หุบยิ้ม แถมยังหัวเราะร่าอีกด้วย...ต้องเรียกว่าไม่กลัวตายหรือไม่รู้จักกลัวสินะ...
หลัง จากนั้นสมาชิกในครอบครัวทุกๆคนก็พากันทานอาหารค่ำรอบกองไฟอย่างมีความสุข ฉลองอำลาบ้านหลังเก่าแล้วออกเดินทางเพื่อสร้างบ้านใหม่และทำการเพิ่มสมาชิก ในครอบครัว...
...แต่ สำหรับคันดะแล้ว นี่อาจเป็นอาหารค่ำมื้อสุดท้ายที่เขาจะได้ทานกับครอบครัว...อาหารหน้าตา เหมือนอ้วกผสมอาหารหมาแต่รสชาติอร่อยใช้ได้...เสียงพูดคุยและหัวเราะสุดแสน จะน่ารำคาญแต่มันก็ทำให้รู้สึกสุขใจ...กองไฟอุ่นๆตรงหน้ากับความอบอุ่นของ ครอบครัว...มันอาจทำให้รู้สึกเหงาไปบ้างถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ในวันพรุ่ง นี้...แต่เขาอาจได้กลับมาสักวัน...ไม่สิ...ต้องกลับมาให้ได้ต่างหาก...
ยูร้องเพลงสักหน่อยสิเสียงของโจ๊กเกอร์ทำให้คันดะตื่นจากภวังค์แล้วกลับมาทำหน้านิ่งเหมือนเดิม
ชาติหน้าตอนบ่ายๆเถอะ เฟ้ย!!!

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

...ที่นี่...ที่ไหน...
นั้น เป็นคำถามแรกเมื่อลืมตาขึ้นมา...ถ้าจำไม่ผิด ตัวเขานั้นเพิ่งหลับไปหลังจากต้องนั่งฟังนิทานผีๆของพวกพี่น้องทั้งหลายไป สักพัก...แต่พอลืมตาตื่นขึ้นมา...กลับพบว่าตัวเขานั้นอยู่ในที่ๆไม่คุ้น เคย...บนพื้นนั้นปูด้วยอิฐสีมล ต้นไม้ไร้ใบสีเข้มทั้งต้น พื้นน้ำที่สะท้อนภาพบางอย่างคล้ายซากปรักหักพังแต่ก็เปลี่ยนเป็นภาพอื่น ท้องฟ้าสีรัตติกาลกับพระจันทร์สีทอง...หิมะขาวโปรยปรายลงมาบนพื้น แต่ทว่า...เขาไม่ได้อยู่ที่นี่เพียงคนเดียว...
ตรง ทะเลสาบตรงหน้าเขานั้น มีร่างของเด็กคนหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้อยู่...เด็กน้อยที่น่าจะอายุราวๆ 10 ปีเห็นจะได้...ใบหน้าหวานเรียวสวย...ผมสีขาวราวกับหิมะ...ดูแล้วราวกับนาง ฟ้าตัวน้อยๆ...
นี่...ร้องไห้ทำไม”...ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าจะสนใจทำไม...แต่...มันรู้สึกปวดใจยังไงชอบกลพอเห็นเด็กคนนี้ร้องไห้...
ใบ หน้าสวยเงยขึ้นมามองผู้มาใหม่ ดวงตาสีเงินคลอน้ำตาทำเอาคันดะใจกระตุกจนเข่าแทบทรุด...นี่เป็นอาการที่เขา ไม่เคยเจอมาก่อน...เขาป่วยงั้นหรือเนี้ย!?...
ฮึก...คุณ เป็นใคร?” ร่างตรงหน้าถามด้วยน้ำเสียงที่หวานไพเราะจนใจของคันดะกระตุกไปหลาย รอบ...เลือดในกายสูบฉีดแรงเสียจนแทบจะตามสภาพที่เป็นอยู่ในตอนนี้ไม่ทัน... หัวใจเต้นแรงราวกับเพิ่งไปวิ่งรอบทะเลสาบบล็อกเนสส์(?)มายังไงยังงั้น...
คัน ดะ ยู เด็กหนุ่มตอบเสียงเรียบรู้สึกเหมือนเป็นไข้ปนจะเป็นลมกับอาการที่ตัวเขา เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก เธอยังไม่ได้ตอบคำถามของฉันเลยนะว่าเธอร้องไห้ทำไม?”
ฮึก...พ่อ ของผม...เขาตายแล้ว...แต่ผมกลับ...ฮึก...ทำให้เขา...กลายเป็นปีศาจ... ฮือ...แล้วผมยัง...กล้าลืมเรื่องของเขาอีก...ผมรู้สึก...เสียใจ เด็กน้อยพูดเสียงสะอึกสะอื้น น้ำตายังคงไหลลงมาจากดวงตาสีเงินคู่งาม
คันดะมองภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกปวดใจไม่น้อย ก่อนจะเดินตรงไปนั่งลงข้างๆเด็กน้อยแล้วกอดปลอบร่างที่นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น
ฉัน เองก็พอเข้าใจ เพราะฉันก็เคยทำให้คนที่ฉันรักกลายเป็นปีศาจและทำบาปมามาก แต่ถ้าเธอเสียใจสำนึกผิดแบบนี้ ฉันคิดว่าพระเจ้าคงให้อภัยเธอแน่ คันดะพยายามพูดปลอบเท่าที่จะทำได้ รู้สึกเหมือนหน้ามันร้อนๆยังไงชอบกล มือที่โอบกอดร่างตรงหน้าลูบหัวปลอบให้เด็กน้อยหยุดร้องทำเหมือนที่เขาเคย เห็นสมาชิกในครอบครัวทำเวลาปลอบเด็กน้อยเวลาร้องไห้ซึ่งดูเหมือนจะได้ผล เมื่อร่างในอ้อมกอดเริ่มสงบลงแล้ว
คัน ดะผละร่างเล็กออกมาเล็กน้อยก่อนจะใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาบนใบหน้างามนั้นออก แล้วพยายามยิ้มให้ดูเป็นมิตรที่สุดเพื่อให้ร่างตรงหน้าสบายใจแต่กลับทำให้ เด็กน้อยหัวเราะซะงั้น
พี่ ชาย ยิ้มตลกจังเลยฮะ เด็กน้อยพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูจะร่าเริงขึ้นทำให้คันดะรู้สึกหน้าร้อนๆหนัก กว่าเดิมแถมหัวใจยังเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกจากอกไม่ก็ระเบิดในอกนั้น แหละ...แต่จะว่าไป...เด็กคนนี้...เด็กผู้ชายหรอกเรอะ...ไม่พูดฮะนี่นึกว่า เด็กผู้หญิงซะอีก...
คะ...ใคร จะไปยิ้มสวยเหมือนนายกันล่ะ คันดะพูดด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีนิดๆแต่ไอ้ประโยคที่พูดออกไปน่ะสิ...เขาแทบจะ เอาหัวโขกพื้นตาย...พูดไปได้ฉัน!!...
แต่ คำพูดของเขานั้นกลับทำให้เด็กน้อยตรงหน้า หน้าแดงขึ้นมาพร้อมกับหัวใจดวงน้อยที่เต้นระรัว ใบหน้าสวยยิ้มหวานจนใจในอกของคันดะแทบจะระเบิด...ฉันจะเป็นโรคหัวใจตายไม เนี้ย!!!...
แล้ว...นายมาอยู่ที่นี่ได้ไง เจ้าถั่วงอกคันดะถามแต่คำถามนั้นกลับทำเด็กน้อยตรงหน้าทำหน้ามุ่ย
ผมไม่ได้ชื่อถั่วงอกนะฮะ ผมชื่อว่า อเลน  วอคเกอร์ ต่างหากร่างตรงหน้าตอบด้วยเสียงงองอนจนคันดะอดยิ้มกับความน่ารักน่าเอ็นดูของร่างตรงหน้าเสียไม่ได้
เถอะน่า จะอลงอเลนอะไรก็ช่าง รีบๆตอบคำถามฉันมาสักทีคันดะพูดด้วยความรำคาญแต่ก็แอบหมั่นไส้ปนเอ็นดูเด็กน้อยตรงหน้านิดๆ
ก็ ช่างอะไรล่ะฮะ ถ้าไม่เรียกผมว่า อเลน ผมไม่ตอบคำถามด้วยอเลน พูดแล้วค้อนให้วงโต...แต่มันทำให้คันดะหมั่นเขี้ยวเข้าไปทุกทีๆ จนสุดจะทนแล้ว!!!...
เหรอ~ งั้นก็ได้ อเลน~” คันดะเรียกชื่อของ อเลน พร้อมกับแถมให้เล็กๆน้อยๆโดยการบีบๆที่แก้มนุ่มๆทั้งสองข้างนั้นอย่างหมั่น เขี้ยวจนสุดจะทน จะตอบคำถามของฉันได้หรือยัง?”
อ่า...ออบแอ้วๆ(ตอบแล้วๆ)อเลน ถึงกับน้ำตาเล็ดจนในที่สุดคันดะก็ยอมปล่อยแก้มนุ่มๆนั้นซะที
ผม เองก็ไม่รู้เหมือนกัน พอลืมตาตื่นขึ้นมา ก็มาอยู่ที่นี่แล้ว แต่พอมองลงไปในทะเลสาบนั้น ผมก็เห็นภาพในอดีต...แล้ว...อเลนเล่า ดวงตาสีเงินคู่สวยเริ่มกลับมามีน้ำตาคลออีกครั้งจนคันดะลนลาน
ไม่อยากเล่าหรือนึกถึงมันก็ไม่ต้องทำคันดะพูดพลางลูบหัวร่างเล็กทำให้อเลนกลับมายิ้มอีกครั้ง
หิมะพราวยังคงตกต่อไปแต่แล้วจู่ๆโลกทั้งใบก็สว่างขึ้น...
อเลนเด็กหนุ่มเด้งตัวขึ้นมาบนเตียงทำเอาคนที่นอนข้างๆสะดุ้งตกใจ
อะ...อะไรของนายน่ะยู เฮ้ย!!!ราฟที่นอนอยู่ข้างๆถามด้วยความงัวเงียนิดหน่อยแต่ก็ตาสว่างเมื่อเห็นสภาพของคันดะเต็มตา
ปะ...เปล่า แล้วนายเฮ้ยทำไมวะ?” คันดะถามกลับ...แต่เพราะเสียงเฮ้ยของราฟทำเอาคันดะตื่นเต็มที่จนความรู้สึก หวานๆปนโรแมนติก ตอนอยู่กับ อเลน หายหมดเลย...ตัวทำลายบรรยากาศความรู้สึก...
ลองดูสภาพของตัวเองก่อนไม!!!ราฟพูดก่อนจะคว้ากระจกจากโต๊ะหัวเตียงของลีออนกับเจสซิก้ามาให้คันดะส่องดูเงาของตน
พอคันดะรับกระจกมา หนุ่มหน้านิ่งเป็นต้องอ้าปากค้างเมื่อตัวเขาในตอนนี้...
ทำไมฉันอยู่ในร่างเด็กอายุ 10 ขวบวะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!

...ร้องลั่นเต็นท์แตกเลยพี่น้อง...



...และนี่ก็เป็นเพียง...แค่หนึ่งในจุดเริ่มต้นหลายๆจุดเท่านั้น...








++++++++++++++++++++++++++++++++++++++












TBC.













วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Kingdom Guardian: THE Guardian League Motherhood 1




THE Guardian League: Motherhood

...ลูกแม่...
...แม่ขอโทษ...
...เราแต่ละคนล้วนมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง...
...เรื่องราวของลูก...ชะตาของลูก...มันเจ็บปวด...แม่รู้ดี...
...ชะตาของคนที่แม่รัก...มันเจ็บปวด...แม่ไม่หวังให้มันเป็นเช่นนั้น...
...ดังนั้น...ให้แม่...เจ็บปวดแทนลูกเถอะนะ...
...ให้แม่...เจ็บปวดแทนคนที่แม่รักเถอะนะ...
...เพื่อลูก...แม่ทำได้ทุกอย่าง...
...เพื่อคนที่แม่รัก...แม่ทำได้ทุกอย่าง...
...แม่อยากอยู่อย่างมีความสุขกับลูกๆทุกคน...
...แม่อยากอยู่อย่างมีความสุขกับคนที่แม่รัก...
...ครอบครัวของพวกเรา...แม่จะปกป้องเอง...
...ความสุขของพวกเรา...แม่จะปกป้องเอง...
...เพื่อการนั้น...แม่จำเป็น...
...ต้องมีชะตาแบบนี้...


“แล้วเรา ค่อยเจอกันใหม่ แม่รักลูกๆทุกคนนะ”

...รอสัญญาณ...
...เมื่อสัญญาณปรากฏ...วันนั้น...
...จะเป็นวันที่พวกเราได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง...
...เพราะฉะนั้น...

“ไม่ต้องร้องไห้ ลูกรักของแม่ ทุกๆอย่างจะต้องเรียบร้อย พวกเราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีก”

           แรงเขย่าอย่างบ้าคลั่งของพี่สาวฝาแฝด เจนน่า  ฮาวเล็ตต์ ทำให้ โอฟีเลีย ฮาวเล็ตต์ ที่กำลังหลับสบายต้องลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เธอหันไปมองหน้าพี่สาวฝาแฝดของเธอจนคอแทบเคล็ดและยังไม่ทันจะได้ถามอะไร พี่สาวของเธอก็เอามือของหล่อนมาปิดปากของเธอไว้เสียก่อน
“ชู่ว์ พวกไอเซอร์” เจนน่า พูดด้วยเสียงกระซิบ ในตอนนี้พวกเธอทั้ง 2 คนกำลังนั่งอยู่บนรถเมลล์ที่มุ่งหน้าไปนิวยอร์ก โอฟีเลีย ไม่แน่ใจว่าพวกเธอมาถึงนิวยอร์กหรือยัง แต่ที่แน่ๆตอนนี้พวกเธอกำลังใกล้จะเผชิญกับปัญหาใหญ่แล้ว
          ไอเซอร์ องค์กรรักษากฎแห่งทรวงสวรรค์แห่งราชอาณาจักรการ์เดียน กำลังตามล่าพวกเธออยู่ ภายใต้การนำ ของ วิลลาร์ด H. ไรท์ เบอร์นาดัส พ่อเมื่อชาติที่แล้วของโอฟีเลีย เหตุผลที่ตามล่าก็ไม่มีอะไรมาก ตามประสาพ่อที่เป็นห่วงลูกสาว ถึงแม้ในชาตินี้เธอจะเกิดมาเป็นลูกของคนอื่น แต่โดยจิตวิญญาณเธอยังคงเป็นลูกสาวของวิลลาร์ด ประมาณนั้น ดังนั้น...ถ้าเขาจะเป็นห่วงเธอจนเกินเหตุมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก...
         สำหรับชาวการ์เดียน ดินแดนมนุษย์นั้นอันตาย และเพราะเหตุนั้น เด็กๆอย่างพวกเธอจึงไม่สมควรออกมาเดินเพ่นพ่านในดินแดนมนุษย์แบบนี้ ยิ่งเป็นเด็กผู้หญิงยิ่งอันตรายใหญ่ แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายมันก็อันตรายพอกันทั้งคู่นั้นแหละ...ถึงกระนั้น...ในมุมมองของโอฟีเลียและเจนน่า...พวกเธอคิดว่าที่อันตราย น่ะ...มันตัวพวกเธอเองต่างหาก...
“น้องอำพรางพวกเราได้มั้ย?” เจนน่าถามพลางกดตัวโอฟีเลียให้ก้มตัวลงต่ำเช่นเดียวกับตัวเธอ เพื่อให้พ้นจากรัศมีการมองเห็นของพวกไอเซอร์...รัศมีการมองเห็นในระดับมนุษย์น่ะนะ...
“มันเสี่ยงเกินไป ถ้าหนูหรือพี่ใช้พลัง เราได้จบเห่ก่อนเจอพ่อแน่คะ” โอฟีเลียตอบ จากที่เธอเห็น พวกไคเซอร์ที่อยู่ใกล้พวกเธอนั้นมี 2 คน บนรถ 1 คนและข้างนอก ใกล้ๆกับหน้าต่างที่พวกเธอนั่งอีก 1 คน
“แล้วเราควรจะทำยังไงดีล่ะ? ถ้าเราหนี มันก็จะมีพิรุจพวกนั้นก็จะจับได้ จะให้นั่งอยู่เฉยๆ รอพวกมันมาเจองั้นเหรอ? แบบนั้นไม่เอานะ” เจนน่าขมวดคิ้ว ดวงตาของเธอบ่งบอกถึงความกังวลใจและหวาดหวั่นอย่างชัดเจน โอฟีเลียจับมือของพี่สาวฝาแฝดมาบีบเบาๆ หวังให้เจนน่าใจเย็นลง
“ใจเย็นๆคะ พวกมันจะไม่เจอเรา” โอฟีเลียเอ่ย ดวงตาสี อเมทิสของเธอเป็นประกายเพียงชั่วครู่ก่อนจะเกิดเสียงระเบิดขึ้นด้านนอก
“บอกฉันทีว่าเราไม่ได้กำลังอยู่กลางสงครามกลางเมืองน่ะ?”
“พี่ไม่ได้ถามกะให้หนูขำใช่มั้ยคะ?” โอฟีเลียถามกลับและได้รับคำตอบเป็นรอยยิ้มขี้เล่นของพี่สาวฝาแฝดซึ่งมันทำให้เธอหลุดหัวเราะออกมานิดหน่อย
“เราต้องรีบออกไปจากที่นี่ก่อนจะมีใครจับได้ว่าเราแปลก” เจนน่าพูดพร้อมกับดึงโอฟีเลียให้วิ่งตามเธอลงไปจากรถเมลล์ที่เริ่มกลหน
“พี่แน่ใจนะคะว่าจะใช้คำว่าแปลก เพราะว่าโดยหลักการแล้ว คำว่า แปลกน่ะมัน...”
“เออ!!ประหลาด!!!พอใจมั้ย!!!เลิกถกเรื่องคำในการสื่อสารแล้วเผ่นไปจากที่นี่กันเถอะโว้ย!!!!!
โอฟีเลียยังไม่ทันได้พูดจบก็ถูกพี่สาวฝาแฝดจับกดลงกับพื้นอย่างรุนแรงพร้อมกับการพูดขัดของเจนน่าและเสียงยิงปืนกับเสียงระเบิดที่ดังสนั่น เธอรู้สึกเหมือนหูของเธออื้อไปครู่หนึ่ง ภาพทุกๆอย่างเปลี่ยนมุมองศาจากการที่จู่ๆเธอก็ถูกกดให้นอนลงกับพื้นจนดูแปลกตา แต่เธอก็ยังพอประมวลผลในสมองได้ และสมองเธอกำลังประมวลผลว่า...พวกบ้าที่ไหนโผล่มาก่อการจารชนแถวนี้กัน? ...และจากป้ายรถเมล์ที่เธอเห็นในมุมเอียง...พวกเธออยู่ในนครบรุกลิน!!!...
“เวรจริงๆ! โอฟีเลีย เป็นอะไรมั้ย?” เสียงของเจนน่าเรียกสติของโอฟีเลียที่รู้สึกมึนๆให้กลับมาสู่โลกความจริงแบบ HD    มาตอนนี้ เธอคิดว่าความเสี่ยงที่พวกเธอจะถูกจับได้ว่าเป็นพวกแปลกประหลาดนั้นมัน 90%
“หนูสบายดี” โอฟีเลียสะบัดหัวไล่ความมึนก่อนจะตอบผู้เป็นพี่ไปเพื่อไม่ให้พี่ของเธอเป็นห่วง เธอสังเกตเห็นบางอย่างบนแผ่นหลังของพี่สาวเธอ “เจนน่า มีเหล็กปักหลังพี่น่ะ”
“เฮ้ย!!เวรแล้ว!!” เจนน่าอุทานเมื่อเธอเพิ่งสังเกตเห็นเหล็กเส้นเขื่องบักอยู่กับหลังของเธอและเธอมั่นใจว่ามันต้องมาจากเศษซากของตึกที่ตกลงมาแน่นอน
“ดึงออกให้หน่อยโอฟีเลีย”
“เราหาที่หลบมุมกันก่อนเถอะคะ”
เสียงของระเบิดแทบจะกลบเสียงคุยของพวกเธอไปจนหมดสิ้น ผู้คนก็พากันวิ่งหนีจนชุลมุนวุ่นวายไปหมด ไม่มีใครทันสังเกตเห็นพวกเธอ ซึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ดี โอฟีเลียลากพี่สาวของเธอมาตรงซอกตึกในทิศทางตรงกันข้ามกับที่ผู้คนวิ่งไป และมันดูเงียบสงบ...เงียบสงบจนเหมือนท้องฟ้าก่อนพายุเข้า...
โอฟีเลียค่อยๆจับแท่งเหล็กแล้วดึงมันออกจากแผ่นหลังของเจนน่าก่อนจะขว้างมันออกไปยังถนน บาดแผลบนแผ่นหลังของเจนน่าหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่ามันไม่เคยมีบาดแผลอยู่ตรงนั้นมาก่อนซึ่งมันเป็นผลมาจากพลังในการรักษาหรือพลังในการฟื้นตัวที่เรียกว่า “Healing factor” ...หนึ่งในพลังที่เธอมีเหมือนกับพ่อ...
“บ้าจริง แล้วเราจะเอาไงต่อล่ะ” เจนน่าถาม หากแต่โอฟีเลียกลับเงียบ ดวงตาสีม่วง อเมทิสของเธอเป็นประกายอีกครั้ง เธอค่อยๆถอยหลังอย่างช้าๆ “โอฟีเลีย?”
“ชู่ว์ มีอะไรบางอย่างกำลังมาทางเรา และ...มันไม่เป็นมิตรกับเรา” โอฟีเลียอธิบาย พลางค่อยๆก้าวถอยหลังพร้อมกับดันเจนน่าให้ถอยตามเธอไปด้วย หากแต่ตรงที่พวกเธออยู่นั้นคือซอกตึก ต่อให้สามารถถอยได้ แต่ก็ต้องเจอทางตันอยู่ดี
“เราควรสู้”
“เราไม่ควร”
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่โอฟีเลีย ก็เห็นด้วยกับพี่สาวฝาแฝดอย่างเต็มที่ เธอรู้สึกได้ถึงอาการสั่นของเจนน่า...พี่สาวของเธอกำลังกลัวหรือตื่นเต้นกันแน่นะ...เป็นที่รู้กันทั้งครอบครัวว่าในบรรดาพี่น้องทั้ง 9 คนซึ่งมีโอฟีเลียเป็นคนเกือบสุดท้อง เจนน่านั้นชอบเสแสร้ง แกล้งทำเป็นคนโหด ชอบการต่อสู้...ทั้งๆที่ความจริงแล้ว เธอกลัวอยู่เสมอ...พลังของเธอ มันเจ็บทุกๆครั้งที่ใช้ เหมือนกับพ่อของเธอ... เธอพยายามทำให้ตัวเองดูเข้มแข็งและน่าเชื่อถือ ทั้งๆที่ความจริง เธอเป็นเพียงแค่เด็กสาวธรรมดาที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น...แต่เพราะเลือดของพ่อนั้นแรงมาก...ไม่แน่...เจนน่าอาจกำลังรู้สึกทั้งกลัวและตื่นเต้นก็เป็นได้...
เจนน่าก้าวออกมาข้างหน้า ใช้ร่างที่สูงกว่าโอฟีเลียเล็กน้อยบังน้องสาวฝาแฝดจากสิ่งที่กำลังใกล้เข้ามา เธอได้กลิ่นบางอย่างที่ชวนระคายเคืองอวัยวะภายในสุดๆ ซึ่งเธอจำได้ดีว่านั้นคือกลิ่นของรังสีกับสารเคมี
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าอยู่ห่างพี่นะ โอฟีเลีย” เจนน่ากล่าว เธอขยับมือสองสามครั้งทำให้เกิดเสียงดังเหมือนกระดูกหัก แต่ความจริงแล้วกระดูกของเธอยังอยู่ดี โอฟีเลียทำเพียงแค่ครางขานรับแล้วจับเสื้อเเจ็คเก็ตสีดำของพี่สาวแน่น เสียงเท้าหนักและเสียงครางที่ฟังดูน่าขนลุกดังขึ้น เงาตระคุมๆตรงทางเข้าซอกตึก ชวนให้รู้สึกเหมือนปีศาจกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้สาวพรหมจรรย์ที่จักต้องเป็นเหยื่อของมัน...แต่อาจไม่ใช่กับสองสาวน้อยนี้ก็เป็นได้...
ความเงียบครอบงำพื้นที่ในบริเวณนั้น...มันเงียบเสียจนรู้สึกวังเวงใจ...

...จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอต่อจากนี้?...

++++++++++++++++++++++++++++++++++


  ประเทศญี่ปุ่น     เมืองนามิโมริ
             เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กหญิงร่างเล็กอายุราวๆ 5-6 ขวบ ตรงหน้า ทำให้ ซูซาน เลโอเน่  ยิ้มด้วยความสุขใจ ไม่รู้ว่าตัวเขานั้นมาอยู่ในช่วงเวลานี้นานเท่าไรแล้ว อาจ 10 หรือ 20 ปี เขาไม่อาจรู้ได้ เพราะความทรมานที่ได้รับมานาน มันทำให้เขาลืมคืนวันและช่วงเวลาไปแทบจะหมดสิ้น...ไม่สิ...น่าจะเป็น เขาทรมานจนไม่ใส่ใจเวลาเสียมากกว่า เพราะว่าเขาต้องนึกถึงเรื่องดีๆเข้าไว้ เพื่อประคองจิตใจไม่ให้ตกลงสู่ความชั่วร้าย  แต่จนแล้วจนรอด  ความทรมานเหล่านั้นมันก็ทำให้ผลึกพลังในตัวเขาแตก จนเกินจะควบคุม...ถ้าขืนเขายังคงอยู่กับพวกนั้นต่อไป...เพียงแค่คิด...พวกนั้นจะต้องตายง่ายๆ...โดยไม่ได้ชดใช้บาปของพวกมัน
“แม่จ๋า” เสียงใสของเด็กหญิง พร้อมกับร่างเล็กที่เดินเตาะแตะมาหาเขา ทำให้ซูซานหลุดออกจากห้วงความทรงจำอันแสนทรมานกลับมาสู่โลกของเขา...โลกที่เขาสร้างขึ้นเอง...โลกที่มีเพียงแค่เขากับยูนิ...
ซูซานรับร่างของยูนิที่เดินเข้ามาซุกตักของเขา ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าแม่ของเด็กคนนี้ เขายกร่างเล็กขึ้นมานั่งบนตักพลางลูบหัวลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนด้วยความรักใคร่
“เดินเก่งขึ้นเยอะแล้วนี่” ซูซาน พูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะหอมแก้มนุ่มนิ่มของลูกสาวไปหนึ่งฟอด ในขณะที่เด็กหญิงก็ทำเพียงแค่หัวเราะคิดคักแล้วหอมแก้มผู้เป็นแม่กลับ
“พอหนูเดินได้แล้ว พวกเราก็จะได้ไปหาพวกพี่ๆกันใช่มั้ยคะ” ยูนิพูดด้วยรอยยิ้มซึ่ง ซูซานก็ยิ้มตอบเธอเช่นกัน
“จ้ะ เราจะได้ไปหาพวกพี่ๆกัน แต่กว่าจะถึงวันนั้นคงอีกนาน ในระหว่างนั้น ยูนิก็ฝึกเดินไปก่อนนะ” ซูซานกล่าวพร้อมกับลูบผมสีนิลของลูกสาว เด็กหญิงพยักหน้าแล้วบีบลงไปจากตักของซูซานเพื่อหัดเดินให้คล่องแคล้วมากกว่านี้
ซูซานนั่งมองลูกสาวตัวน้อยหัดเดินด้วยรอยยิ้มก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีคราม สายลมพัดผ่านทำให้เส้นผมสีน้ำตาลยาวของเขาพลิ้วไสวไปตามสายลม เช่นเดียวกับความคิดของเขาที่ล่องลอยไปตามสายลม หวนไปถึงคืนวันในอดีตอันไกลโพ้น สำหรับเขา ในคืนวันที่เขาหนีจากความทุกข์ทรมาน ไปอยู่กับครอบครัวของเขา ลูกๆทั้ง 8 คนของเขา พี่ชายพี่สาวของยูนิ และสมาชิกในครอบครัวอีก 17 คน
           ในช่วงเวลานั้น ราวกับความฝัน มันเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เขามีความสุขมากๆ เขามีลูกๆ เพื่อน พี่ชายและหลานๆ ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับพวกเขามันช่างเป็นความสุขที่ไม่อาจหาสิ่งใดมาบรรยายได้   มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่ประคองจิตใจของเขาไว้ ไม่ให้ตกลงสู่ความชั่วร้าย
...ไมเคิล...แซมซัน...โจซิส...สยาม...วิช...เจนน่า...โอฟีเลีย...และโฮป ลูกสาวที่ไม่เคยได้เห็นหน้าเขา... ลูกๆที่รักของเขา หนึ่งในความสุขในชีวิตของเขา...
...ลีโอนาโด...ราฟาเอล...ดอนนาเทลโล...ไมเคิลแองเจโร่...คาราย...เลทเตอร์เฮด...และ สปริ้นเตอร์ ...เหล่าสมาชิกใหม่ในครอบครัวของเขาที่เขาอยากจะกลับไปอยู่ด้วย...ครอบครัวที่รัก...
...ไซม่อน...โยชิ...เมย์โกะ...เดวิด...นาธานกับอีธาน...โมนาริซ่า...มาดอนน่า...วีนัส และวินนี่...หลานๆที่น่ารักของเขา
ครอบครัวที่รักของเขา ช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน มันราวกับเทพนิยาย...และเขาหวังว่าจะได้อยู่แบบนั้น ตลอดไป...
มาตอนนี้...เพื่อรักษาช่วงเวลานั้นไว้...เพื่อปกป้องคนที่เขารัก...เขาจึงต้องถูกขังอยู่ที่นี่... ในเขตแดนของประเทศญี่ปุ่น ในเมืองนามิโมริ...
         น้ำตาค่อยๆไหลลงมาจากดวงตาสีน้ำตาลคู่งาม จากความทรงจำทั้งสุขและทุกข์ เขาหวังจะปกป้องคนที่เขารัก...ปกป้องครอบครัวของเขา...ความสุขของเขา เพราะเหตุนั้นเขาจึงต้องถูกทรมาน แต่ทว่า...เขาไม่อาจทนถูกทรมานได้อีกต่อไป...เพราะยูนิ...เพราะเด็กคนนี้กำลังจะเกิด...เขาจึงไม่อาจทนถูกทรมานได้...
        จากการถูกทรมานครั้งที่ผ่านๆมานับไม่ถ้วน ทำให้เหล่าเด็กๆที่กำลังจะเกิดมาเป็นลูกของเขาหลายๆคน...ตายไป...พอมาถึงคราวที่ยูนิกำลังจะเกิด...เขาจึงตัดสินใจที่จะปกป้องลูกน้อยของเขา...เขาไม่อาจตอบได้ว่าพ่อของยูนิคือใคร...แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...เขาจะเลี้ยงดู...ปกป้องดูแลลูกคนนี้ของเขา...ปกป้องจากความทุกข์ทรมานและความตาย...ปกป้องความสุขของเขา...
         ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มโดยฉับพลันก่อนจะกลับมาเป็นสีฟ้าครามเมื่อผู้กระทำรู้สึกตัวว่าเขาได้เผลอปล่อยพลังออกมาอีกแล้ว ซูซานได้แต่ถอนหายใจ เมื่อผลึกพลังในตัวของเขาแตกหมด การควบคุมมันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเสียเท่าไรในเมื่อพลังในตัวเขานั้นช่างมหาศาล
“สีส้ม ท้องฟ้าสีส้ม” ยูนิร้องพร้อมกับกระโดดไปมา รอยยิ้มของเด็กหญิงช่างสดใสและไร้เดียงสา ทำให้ผู้เป็นแม่ยิ้มด้วยความเอ็นดู
ซูซานยกมือขวาขึ้นมาแล้วทำการขยับมือสักสองถึงสามทีก่อนจะปรากฏก้อนเมฆสีม่วงขนาดเล็กบนฝ่ามือของเขา ซูซานเป่ามันให้ลอยไปทางยูนิซึ่งเมื่อมันลอยมาทางเด็กหญิง ก้อนเมฆก้อนนั้นก็ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม มันลอยมาหยุดอยู่เหนือหัวของเธอ ฉับพลัน จู่ๆก็มีหิมะสีฟ้าอ่อนตกลงมาจากก้อนเมฆสีม่วงก้อนนั้น ยูนิหัวเราะด้วยความดีใจแล้วเล่นหิมะนอกฤดูที่ผู้เป็นแม่เสกมาให้ด้วยความสนุกสนาน
“ขอบคุณคะแม่” ยูนิพูดด้วยความดีใจในขณะที่เกล็ดหิมะสีฟ้างามนั้นมารวมตัวกันกลายเป็นมงกุฎขนาดเล็กอยู่บนหัวของเด็กหญิง
“ด้วยความยินดีจ้า ลูกรักของแม่” ซูซานพูดด้วยรอยยิ้ม
...อีกไม่นาน...เขาจะติดต่อไปหาลูกๆของเขา...ไปหาครอบครัวของเขา...
...แล้วสักวัน...พวกเขาก็จะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขอีกครั้ง...

++++++++++++++++++++++++++++++++++


  ประเทศสหรัฐอเมริกา   ในมหานครนิวยอร์ก

       เสียงขลุ่ยที่ล่องลอยมาตามสายลม ฟังดูไพเราะและทำให้รู้สึกเศร้าไปในเวลาเดียวกัน บทเพลงนั้น บ่งบอกถึงอารมณ์ของผู้บรรเลงได้ดีว่าเขานั้นรู้สึกเช่นไร  ความรู้สึกถวิลหาใครคนหนึ่งนั้นมิอาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้...หากแต่มันสามารถแสดงออกมาผ่านทางดวงตา และการกระทำได้ โดยเฉพาะ การบรรเลงเพลง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรีหรือว่าการขับร้อง มันก็สามารถสะท้อนถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้บรรเลงได้ทั้งนั้น และในยามนี้ แซมซัน เลโอเน่ กำลังคิดถึงแม่ผู้ให้กำเนิดของเขา ความอบอุ่นและความรักของผู้เป็นแม่ที่มีให้เขาตั้งแต่อยู่ในครรภ์นั้น... มันล่ำค่าและเป็นสิ่งที่คอยค้ำจุนเขามาจนถึงทุกวันนี้...
       น้ำตาไหลลงมาจากดวงตาสีทับทิมราวกับสีของหยาดโลหิต ผมสีนิลแซมขาวปลิวไปตามสายลมที่พัดผ่าน สายลมจากแดนอาทิตย์อุทัย ดินแดนที่ผู้เป็นมารดาถูกกักขังอยู่ ...ความรู้สึก ความนึกคิด เรื่องราวต่างๆของผู้เป็นมารดา...พวกเขาทุกคนต่างรับรู้มันทั้งหมด...
      ในตอนนี้ น้องสาวฝาแฝดต่างพ่อของเขากำลังออกไปตามหาพ่อที่แคนนาดา ข่าวล่าสุดที่ได้รับคือพวกเธอกำลังจะกลับมาตั้งหลักที่นี่ แต่ก็ยังไม่กลับมาเสียที ในขณะที่ วิช น้องสาวต่างบิดาอีกคนของเขาก็ออกไปตามหาพ่อและพี่สาวฝาแฝดที่ไม่เคยเจอหน้าอีกคน...ดูเหมือนพวกเขาแต่ละคนจะมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง...
      แซมซันในตอนนี้อยู่กับพี่ชาย น้องชาย เพื่อนๆ ภรรยาและลูกๆ...ถึงเขาจะเป็นชู้...แต่ครอบครัวของเขาไม่ถือเรื่องการมีชู้หรือการมีสามีภรรยาหลายคนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว...
     พวกเขาทุกๆคน ในตอนนี้ล้วนมีความสุขดี หากแต่ก็ยังมีความทุกข์อยู่ และความทุกข์นั้นก็คือการที่ต้องอยู่ห่างไกลจากมารดาผู้เป็นที่รัก
     สำหรับพวกเขาทุกคน แม่คือพระเจ้าผู้ให้กำเนิด และการที่ต้องมารับรู้ว่าพระเจ้าของพวกเขานั้นถูกทรมานยังไงบ้าง มันทำให้พวกเขารู้สึกเศร้าเสียใจ แต่เหนืออื่นใดเลยคือความโกรธ...โกรธไอ้พวกเศษเดนที่บังอาจมาทำร้ายพระเจ้าของพวกเขา...พวกมันจะต้องได้ชดใช้อย่างสาสมเขาสาบาน...
      เขาอยากพบแม่ นั้นคือความรู้สึกทั้งหมดที่แซมสันมี ตั้งแต่เป็นเด็กเขาไม่เคยรู้สึกอะไร...ไม่รู้สึกเลย นอกจากความรักที่มีให้แม่ และมันจะเป็นเช่นนั้น ตลอดไป... แม่ทำให้เขามีความรู้สึก เรียนรู้ที่จะรักผู้อื่น จนกระทั่งมาตอนนี้ เขามีครอบครัวที่อบอุ่น และเขาอยากจะอยู่กับครอบครัวนี้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา...ทำให้ได้แต่หวังว่าวันที่แม่จะกลับมาอยู่กับพวกเขาจะมาถึงในเร็วๆนี้...
“เสียงเพลงของนาย มันจะทำให้คนอื่นเขาร้องไห้กันหมด” เสียงที่เอ่ยขึ้นทำให้การบรรเลงเพลงของแซมซันหยุดลง เขาหันไปตามต้นเสียง ก็พบกับ   ไมเคิล โซโลม่อน-เลโอเน่  พี่ชายต่างบิดาของเขาและเป็นเจ้าชายลำดับที่ 2 แห่งราชอาณาจักรการ์เดียน...ลูกขององค์จักรพรรดิกาเบลียกับสนมซูซาน...หรือก็คือแม่ของพวกเขา...
ไมเคิลอาจไม่ได้เป็นรัชทายาท แต่ด้วยความสามารถที่มีมากมาย เขาจึงเป็นผู้นำกลุ่มหรือผู้นำครอบครัวของเขาในตอนนี้ ...จนกว่าแม่จะกลับมา...
“...” แซมสันไม่พูดอะไร ทำเพียงแค่นั่งเงียบในขณะที่พี่ชายของเขาเดินมานั่งข้างๆแล้วหยิบกีตาร์ออกมาจากอากาศอันว่างเปล่า(?) แล้วเริ่มบรรเลงดีดเพลงที่ให้ความรู้สึกสนุกสนานและเมามันส์ขึ้นมา
“ฉันรู้ว่านายคิดถึงแม่ พวกเราทุกคนล้วนคิดถึงแม่ แต่พยายามอย่างทำให้คนอื่นร้องไห้จะดีกว่านะ” ไมเคิลพูดไปพลางดีดกีตาร์ไปพลาง แซมสันทำเพียงแค่นั่งเงียบ น้ำตายังคงไหลลงมาจากดวงตาของเขา และเมื่อเขาสังเกตดีๆ ก็พบกับรอยคราบน้ำตาแม้เพียงเล็กน้อยบนใบหน้าของพี่ชายต่างบิดาของเขา
ไมเคิลเองก็รักแม่มากไม่ต่างจากเขา แต่ไมเคิลเลือกที่จะเข้มแข็ง พยายามดูแลสมาชิกในครอบครัวทั้งหมดเท่าที่จะทำได้ ถึงจะร้องไห้แต่เขาก็ยังมีความหวัง
แซมสันเข้าใจความรู้สึกของพี่ชายดี เขาคงจะจมอยู่กับคิดถึงแม่มากไปจนลืมที่จะมองสิ่งรอบข้าง เขาไม่มีอะไรจะพูด แต่ถ้าเป็นการกระทำล่ะก็...
แซมสันนิ่งเงียบสักพักก่อนจะเป่าขลุ่ยบรรเลงเพลงให้เข้ากับเพลงของพี่ชาย
“มันต้องแบบนั้นน้องชาย” ไมเคิลกล่าวด้วยรอยยิ้ม พวกเขาร่วมกันบรรเลงเพลงที่ฟังดูสนุกสนานด้วยกัน ช่วยสร้างสีสันต์ให้กับบ้านหลังนี้...บ้านของพวกเขา...ที่สักวัน แม่จะกลับมาอยู่กับพวกเขา...














TBC.